อดีต ส.ส. "ฉลอง เรี่ยวแรง" แถลงปมยิง นายก อบจ.นนทบุรี เผยมูลเหตุปมหนี้ 11 ล้านค่าหาเสียง สส. โอดตอนนี้ป่วยหนัก ไร้รายได้ ซ้ำถูกเมิน-เผยอีกฝ่ายชักปืนก่อน ยันเสียใจแต่ไม่เจตนาฆ่า ย้ำตลอดชีวิตช่วยเหลือเพื่อนมาโดยตลอด เป็นการป้องกันตัว
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวสืบเนื่องจากเมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) นนทบุรี หลายสมัย ได้ก่อเหตุบุกยิงพันตำรวจเอก ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี คารถยนต์ในที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี โดยมีสาเหตุจากปัญหาการทวงหนี้จำนวน 11 ล้านบาท ก่อนที่นายฉลองจะเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

Cover image
ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 13.15 น. ที่สถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ นายฉลอง เรี่ยวแรง ได้ออกมาแถลงต่อสื่อมวลชนถึงเหตุผลและรายละเอียดของการก่อเหตุสะเทือนขวัญในครั้งนี้ โดยยืนยันว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา ตนได้ช่วยเหลือพันตำรวจเอก ธงชัย เย็นประเสริฐ มาโดยตลอดในฐานะเพื่อนฝูง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือในเรื่องธุรกิจส่วนตัว หรือการสนับสนุนทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งตนได้ทุ่มเททั้งแรงกายและทรัพย์สินส่วนตัวเป็นจำนวนมาก เช่น เคยออกค่าใช้จ่ายในการหาเสียงให้ถึง 6 ล้านบาท หรือแม้แต่ 15 ล้านบาทในบางครั้ง โดยไม่เคยคิดทวงบุญคุณหรือหวังสิ่งตอบแทนใดๆ เพราะถือเป็นการช่วยเหลือเพื่อนที่รู้จักกันมานานและผ่านอะไรด้วยกันมามาก
นายฉลองกล่าวอย่างหนักแน่นว่าตนเป็นคนที่รักเพื่อนฝูง และพร้อมจะช่วยเหลือเต็มที่ หากใครที่ตนรู้จักและนับถือต้องมาขอความช่วยเหลือ ตนก็ไม่เคยปฏิเสธ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันทำให้ตนต้องตัดสินใจทวงถามเงินจำนวน 11 ล้านบาทคืน ซึ่งเป็นจำนวนเงินสดที่ตนได้บันทึกไว้ว่าได้ออกให้พันตำรวจเอก ธงชัไปเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง สส. โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องมาทวงถามในวันนี้ เนื่องจากตนเองกำลังประสบปัญหาด้านสุขภาพอย่างหนัก ตรวจพบว่าเป็นโรคเกี่ยวกับเม็ดเลือดอยู่ในระยะที่ 4 ซึ่งเป็นอาการป่วยเรื้อรังที่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย วูบหมดสติได้ง่าย แม้กระทั่งขณะขับรถจากกรุงเทพฯ มาหาสู่พันตำรวจเอก ธงชั และที่สำคัญคือตนเองในวัยนี้ ไม่มีรายได้เข้ามาจุนเจือชีวิตอีกต่อไป หากไม่มีปัญหาด้านการเงินและสุขภาพ ตนก็คงไม่คิดที่จะมาทวงถามเงินจากเพื่อนอย่างแน่นอน
นายฉลอง เล่าต่อว่า ตนพยายามติดต่อพันตำรวจเอก ธงชัย หลายครั้งเพื่อขอพูดคุยเรื่องหนี้สิน แต่พันตำรวจเอก ธงชัย มักไม่รับสาย หรืออ้างว่ายุ่งอยู่ เมื่อได้มีโอกาสพูดคุย นายก อบจ.นนทบุรีกลับมีท่าทีโมโหและปฏิเสธที่จะจ่ายหนี้ โดยกล่าวว่าไม่มีเงิน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับตนเป็นอย่างมาก เพราะตนเป็นผู้ออกเงินให้ก่อนเพื่อช่วยเหลือในการหาเสียง สส. ทำให้ตนรู้สึกว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการไม่ให้เกียรติและไม่เห็นความสำคัญของความช่วยเหลือที่ตนมอบให้มาทั้งชีวิต
สำหรับเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ นายฉลองยืนยันว่าตนไม่ได้มีเจตนาที่จะมาฆ่าใคร เพียงแต่ต้องการมาพูดคุยปัญหาและทวงถามเงินคืนให้ได้ เมื่อพันตำรวจเอก ธงชัย กำลังจะเดินทางออกจากที่ทำการ อบจ. ตนจึงเดินตามลงไป และเมื่อถึงบริเวณรถของพันตำรวจเอก ธงชัย ตนได้ชักปืนขึ้นมาเพื่อหวังให้พันตำรวจเอก ธงชัย หยุดและหันมาพูดคุยอย่างจริงจังเกี่ยวกับหนี้สินที่ค้างอยู่ แต่ในระหว่างที่ตนชักปืนขึ้นมานั้น พันตำรวจเอก ธงชัย เห็นตนมีอาวุธ จึงได้ชักปืนของตนเองขึ้นมาเช่นกัน และหันปากกระบอกปืนมาทางตน ด้วยความตกใจและสัญชาตญาณของการป้องกันตัว ตนจึงตัดสินใจยิงปืนออกไปหนึ่งนัด หลังเกิดเหตุตนได้วางปืนลง
เมื่อเห็นว่านายก อบจ.นนทบุรี กำลังจะขับรถออกไป โดยไม่ยอมให้โอกาสพูดคุย นายฉลองจึงตัดสินใจชักปืนออกมา พร้อมกับกล่าวว่า "มึงต้องมาคุยกับกูให้รู้เรื่องตรงนี้" โดยยืนยันว่าในขณะนั้น ตนไม่ได้มีเจตนาที่จะยิงอดีตนายก อบจ. แต่เหตุการณ์ได้พลิกผันอย่างรวดเร็ว เมื่อตนเห็นว่า "ไอ้ยอด" ซึ่งเป็นคนขับรถของอดีตนายก อบจ. "หยิบปืนส่องมาทางผม" จากสถานการณ์ดังกล่าว นายฉลองจึงตัดสินใจยิงออกไปเพื่อป้องกันตัว
หลังเกิดเหตุ นายฉลองระบุว่าเห็นคนขับรถที่ถูกยิงวิ่งหนีไปได้ จึงคาดว่าไม่น่าจะเป็นอันตรายถึงชีวิต หรืออาจได้รับบาดเจ็บที่แขนเท่านั้น หลังจากนั้น ตนได้ใช้โทรศัพท์ติดต่อ และขึ้นรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพื่อเดินทางไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที โดยไม่ได้มีความคิดที่จะหลบหนีแต่อย่างใด
นายฉลองได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยกล่าวขอโทษประชาชนชาวจังหวัดนนทบุรี ครอบครัวของพันตำรวจเอก ธงชัย เย็นประเสริฐ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ยืนยันว่าตนไม่มีเจตนาที่จะตั้งใจมาฆ่าใคร เพียงแต่ต้องการพูดคุยและแก้ไขปัญหาในฐานะเพื่อนฝูงเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดและไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของตนเองมาก่อน รู้สึกเสียใจอย่างมาก และเชื่อว่าลูกสาวของตนจะเข้าใจว่าตนไม่ใช่คนที่มีลักษณะเช่นนี้ ตนพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป โดยยังคงยืนยันว่าการกระทำของตนในครั้งนี้เป็นการป้องกันตัวจากการถูกคุกคามด้วยอาวุธ ณ วินาทีนั้น




