News Logo
หน้าแรก
กสม.แถลงจี้แก้ 3 ปัญหาใหญ่ ฟาร์มไก่กลิ่นเหม็น-DNA เด็ก-ธนาคารที่ดิน

กสม.แถลงจี้แก้ 3 ปัญหาใหญ่ ฟาร์มไก่กลิ่นเหม็น-DNA เด็ก-ธนาคารที่ดิน

7 ส.ค. 2569 14:51
ผู้ชม 24 คน

 กสม.แถลง 3 ประเด็นสำคัญ ย้ำฟาร์มไก่เชียงใหม่ต้องแก้ปัญหากลิ่นเหม็น ชี้เก็บดีเอ็นเอเด็กยะลาละเมิดสิทธิ แนะลบข้อมูล จี้รัฐทบทวนยุบเลิกธนาคารที่ดิน เร่งแก้เหลื่อมล้ำ คุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้แถลงข่าวใน 3 ประเด็นได้แก่ ปัญหาฟาร์มไก่ส่งกลิ่นเหม็นนานกว่า 10 ปีในอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่, กรณีพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรยะลาเก็บดีเอ็นเอเด็กที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิเด็ก และข้อเสนอให้รัฐบาลทบทวนการยุบเลิกธนาคารที่ดินพร้อมปรับปรุงกลไกแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศ.

ฟาร์มไก่สันป่าตอง: กลิ่นเหม็นเรื้อรังนานนับทศวรรษ แนะไม่ต่อใบอนุญาตหากแก้ไม่ได้

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 เกี่ยวกับการประกอบกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี 2557 แต่กลับสร้างความเดือดร้อนรำคาญจากกลิ่นเหม็นให้แก่ชุมชนรอบบริเวณฟาร์ม โดยเฉพาะประชาชนในเขตหมู่ที่ 6 และ 8 ตำบลบ้านกลาง มานานกว่า 10 ปีแล้ว.

นายวสันต์กล่าวว่า แม้จะมีการร้องเรียนต่อเทศบาลตำบลบ้านกลาง (ผู้ถูกร้องที่ 2) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่แห่งนี้เป็นระบบปิดที่ได้รับการรับรองจากภาครัฐและเอกชนในการใช้เทคโนโลยีบำบัดป้องกันกลิ่น แต่ก็ยังคงส่งผลกระทบเรื่องกลิ่นเหม็นต่อประชาชนรอบข้าง ทำให้เชื่อได้ว่ามาตรการจัดการกลิ่นเหม็นของฟาร์มไก่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาผลกระทบได้ทั้งหมด เนื่องจากฟาร์มมีขนาดใหญ่ เลี้ยงไก่มากถึง 1.8 แสนตัว และตั้งอยู่ใกล้ชุมชนมาก จึงจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันผลกระทบในระดับที่เข้มงวดอย่างมาก.

กสม. จึงมีข้อเสนอแนะไปยังเทศบาลตำบลบ้านกลางให้พิจารณาไม่ต่อใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพให้แก่ฟาร์มไก่ หากผู้ประกอบการไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหตุเดือดร้อนรำคาญจากกลิ่นเหม็นได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ รวมถึงให้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตให้สอดคล้องกับคำแนะนำของคณะกรรมการพิจารณาต่อใบอนุญาตฯ และประสานหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย เช่น ศูนย์อนามัยที่ 1 (เชียงใหม่) เพื่อให้ความเห็นประกอบการพิจารณาและกำหนดเงื่อนไขการต่อใบอนุญาต นอกจากนี้ยังแนะนำให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ศึกษาและติดตามผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่ต่อไป.

การเก็บดีเอ็นเอเด็กยะลา: ละเมิดสิทธิเด็ก แนะ ตร. ลบข้อมูลและวางแนวปฏิบัติ

นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยถึงอีกกรณีที่ กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ผ่านเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ ระบุว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุระเบิดขึ้นในบ้านหลังหนึ่งที่ตำบลยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ต่อมาพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้เชิญตัวมารดาเจ้าของบ้าน พร้อมบุตรชายอายุ 10 ปี และบุตรสาวอายุ 8 ปี ไปยังสถานีตำรวจ และได้เก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ของทั้งสามคน โดยผู้ร้องอ้างว่าเจ้าหน้าที่มิได้แจ้งเหตุผลหรือสิทธิใดๆ ให้ครอบครัวทราบ และเห็นว่าการเก็บข้อมูลดีเอ็นเอของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย จึงขอให้ตรวจสอบและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลบหรือทำลายข้อมูลดังกล่าว.

จากการพิจารณาข้อเท็จจริง กสม. เห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 และ 32 รับรองสิทธิและเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย และความเป็นอยู่ส่วนตัว รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งการจำกัดสิทธิดังกล่าวจะกระทำได้เฉพาะเมื่ออาศัยอำนาจตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์สาธารณะ และเพียงเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วนเท่านั้น อีกทั้งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ข้อ 3 ยังกำหนดให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นลำดับแรกในการกระทำทุกประการที่เกี่ยวกับเด็ก ขณะที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 และ 131/1 ให้อำนาจพนักงานสอบสวนตรวจเก็บสารพันธุกรรมได้เฉพาะในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี โดยต้องได้รับความยินยอม.

กสม. พบว่าการเก็บดีเอ็นเอของเด็กทั้งสองคนนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับสามีของมารดาและกลุ่มเพื่อนที่อยู่ในบ้านขณะเกิดเหตุ ไม่ใช่ตัวเด็กผู้เสียหายเอง จึงไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 131 และ 131/1 ซึ่งอนุญาตให้เก็บดีเอ็นเอจากผู้เสียหายในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกสูงเกินสามปี เพื่อระบุตัวตนและนำผลไปใช้ในคดีของผู้เสียหายเท่านั้น และแม้จะได้รับความยินยอมจากมารดาแล้ว แต่หลักการสำคัญคือต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก ซึ่งการเก็บดีเอ็นเอเด็กเพื่อพิสูจน์ความผิดของบุคคลอื่นนั้นไม่ถือเป็นประโยชน์สูงสุดของเด็ก.

ดังนั้น กสม. จึงมีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้พิจารณาลบหรือทำลายข้อมูลดีเอ็นเอของเด็กทั้งสองคนดังกล่าว และวางแนวปฏิบัติในการดำเนินการตรวจสอบหรือเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กและบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีอาญาอย่างเข้มงวด โดยให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกนายต้องเข้าใจถึงหลักการดังกล่าว และแจ้งสิทธิและให้ข้อมูลแก่ผู้ปกครองอย่างครบถ้วนก่อนดำเนินการใดๆ.

ทบทวนการยุบเลิกธนาคารที่ดิน: หนุนคงอยู่และปรับบทบาทแก้เหลื่อมล้ำที่ดิน

ประเด็นสุดท้าย ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์) ได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนการยุบเลิกธนาคารที่ดิน (บจธ.) และปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิในที่ดินของประเทศ.

กสม. พบว่า บจธ. มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส ซึ่งสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน โดยโครงการของ บจธ. ช่วยให้ประชาชนมีที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน แม้ว่าปัจจุบันภารกิจของ บจธ. จะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลา แต่ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ ทั้งการจัดซื้อที่ดินได้ต่ำกว่าราคาประเมิน และสร้างรายได้เฉลี่ยให้ครัวเรือนประมาณ 16,000 บาทต่อเดือน.

กสม. ชี้ว่า ภารกิจของ บจธ. ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นโดยตรง และหากโอนถ่ายภารกิจไปยังหลายหน่วยงาน อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลงและกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณได้.

กสม. จึงเห็นว่าการตัดสินใจยุบเลิก บจธ. และโอนถ่ายภารกิจจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศ และขัดต่อหลักการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 52 ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ยังขัดต่อแผนปฏิรูปประเทศด้านสังคม (พ.ศ. 2561-2565) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) ที่มีเป้าหมายในการลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงที่ดินและแหล่งทุน

ด้วยเหตุนี้ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์) จึงมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ สม 0502/28 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณาทบทวนการยุบเลิก บจธ. และปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิในที่ดินของประเทศ โดยพิจารณามอบหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งฯ โดยไม่กำหนดระยะเวลายุบเลิก บจธ. พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงรูปแบบและภารกิจของ บจธ. ให้เป็นกลไกของรัฐเชิงธุรกิจควบคู่กับการบริการสังคมด้านการลดความเหลื่อมล้ำและกระจายการถือครอง ที่ดินเพื่อคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรผู้ยากไร้อย่างครบวงจร ทั้งนี้ กสม. ได้หารือแลกเปลี่ยนในเบื้องต้นกับ รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดิน ในบริบทของ บจธ. ด้วยแล้ว

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
กสม.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘เท้ง’ ซัด DSI ขู่ฟ้องปิดปากคนเปิดสำนวนฮั้ว สว. ย้ำหากจริง ปชช. ควรรู้
‘เท้ง’ ซัด DSI ขู่ฟ้องปิดปากคนเปิดสำนวนฮั้ว สว. ย้ำหากจริง ปชช. ควรรู้