News Logo
หน้าแรก
บช.ก.แถลงทลายเครือข่ายค้าข้อมูลคนไทย เสียหาย 2 พัน ล. รวบ 9 ผู้ต้องหา

บช.ก.แถลงทลายเครือข่ายค้าข้อมูลคนไทย เสียหาย 2 พัน ล. รวบ 9 ผู้ต้องหา

23 มิ.ย. 2569 19:45
ผู้ชม 4 คน

บช.ก. แถลงผลปฏิบัติการ "Cut Down Scam 2" ถอนรากถอนโคนเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคลคนไทย เข้าตรวจค้น 22 จุด 16 จังหวัดทั่วประเทศ รวบผู้ต้องหาได้ 9 ราย พร้อมของกลางเพียบ -พบข้อมูลประชาชนหลุดไปอยู่ในมือมิจฉาชีพกว่า 9.6 ล้านรายชื่อ ก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2 พันล้าน

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เจ้าหน้าที่ร่วมกันแถลงข่าวปฏิบัติการ Cut Down Scam 2 ถอนรากเครือข่ายค้าข้อมูลคนไทย เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 22 จุด ใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ เชียงราย, เชียงใหม่, นครสวรรค์, ขอนแก่น, สระแก้ว, พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานคร สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาได้รวม 9 ราย โดย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) กล่าวว่า ปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ทวีความรุนแรงและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกรูปแบบ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และพร้อมสนับสนุนเจ้าหน้าที่ให้เร่งแก้ไขปัญหาโดยด่วน เนื่องจากประเด็นข้อมูลรั่วไหลเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะข้อมูลของคนไทยมีมูลค่าสูงมาก หากตกไปอยู่ในมือมิจฉาชีพจะก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้างอย่างมหาศาล

พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. กล่าวเสริมว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการขยายผลต่อเนื่องจากปฏิบัติการ "Cut Down Scam" เมื่อปลายปี 2568 ที่ CIB และ PDPC เคยบุกทลายเครือข่ายค้าข้อมูลและจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย ซึ่งในครั้งนั้นพบข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกแฮกและรวบรวมไว้กว่า 9 ล้านรายชื่อ เชื่อว่าถูกองค์กรอาชญากรรมนำไปใช้หลอกลวงประชาชน หรือชักชวนให้เล่นการพนันออนไลน์ ด้วยเหตุนี้จึงมีการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เร่งสืบสวนขยายผลไปยังกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งการพิสูจน์กลุ่มคนร้ายที่ลักลอบขายข้อมูล แหล่งที่มาของข้อมูล รวมถึงกลุ่มผู้ซื้อข้อมูล จนนำไปสู่การขยายผลปราบปรามภายใต้ปฏิบัติการดังกล่าว ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ต้องหา 6 เครือข่ายในครั้งนี้

พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผู้กำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม (ผกก.4 บก.ป.) ได้สรุปผลการปฏิบัติการตรวจค้น 22 เป้าหมายในจังหวัดเชียงราย, เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, นครสวรรค์, ลพบุรี, ขอนแก่น, อำนาจเจริญ, สระแก้ว, จันทบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานคร โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 9 คน ได้แก่ นายบุญรัก, นายสมควร, นางสาวแสงแก้ว, นายอัชฮารี, นายจักรี, นายพูนทรัพย์, นายวาทิน, นายนันทวัฒน์ และนายวีรยุทธ ซึ่งทั้งหมดถูกดำเนินคดีในข้อหา "ร่วมกันใช้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลอื่นทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด, ร่วมกันเป็นผู้เก็บรวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ เพื่อนำไปใช้ หรือให้บุคคลอื่นให้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใดโดยการขาย เสนอขาย หรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย"

พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดของกลางกว่า 15 รายการ อาทิ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 5 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 6 เครื่อง, Boxphone farm 1 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต 31 เครื่อง, ซิมการ์ด 112 ชิ้น, สมุดบัญชีธนาคาร 10 เล่ม, เงินสด 775,000 บาท รวมถึงอาวุธปืน 2 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนอีก 42 นัด

จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่าเส้นทางการซื้อขายข้อมูลสาวไปถึงกลุ่มผู้ต้องหาล็อตใหม่นี้ โดยจากการตรวจสอบข้อมูลที่พบในการตรวจค้นรอบนี้และจากการล่อซื้อ พบข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนหลุดอยู่ในมือมิจฉาชีพสูงถึง 9,616,199 รายชื่อ และยังมีภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนอีก 477 บุคคล เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปตรวจสอบเทียบกับระบบแจ้งความออนไลน์ Thai Police Online พบว่ามีข้อมูลที่ตรงกับรายชื่อของผู้เสียหายในคดีต่าง ๆ ถึง 13,677 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมสูงถึง 2,008,531,702.48 บาท ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์และองค์กรอาชญากรรมนำไปใช้ในการโทรหลอกลวงประชาชน ชักชวนเล่นพนันออนไลน์ และทำสิ่งผิดกฎหมาย

ในส่วนของ พ.ต.อ.ภาสกร นภาโชติ ผู้กำกับการ 4 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผกก.4 บก.ปปป.) กล่าวว่า บก.ปปป. ซึ่งมีหน้าที่หลักในการตรวจสอบการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ขยายผลสืบสวนว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้หรือไม่ เบื้องต้นพบว่ามีรายชื่อของเจ้าหน้าที่รัฐหลุดรั่วไหลออกไปด้วย ทาง บก.ปปป. จึงประสานตรวจสอบร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จนพบเบาะแสสำคัญ และพบว่าเฉพาะในส่วนนี้ได้ก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหายไปแล้วประมาณ 300 กว่าล้านบาท

จากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่าข้อมูลดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นหลุดรั่วไหลออกไปตั้งแต่ช่วงปี 2565 และมีนัยยะสำคัญคือมูลค่าความเสียหายมีการปรับตัวพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลที่หลุดไปนั้นมีพฤติการณ์จำแนกแบบ "เกาะกลุ่ม" ทั้งในแง่ของกลุ่มอาชีพและระดับรายได้ ซึ่งจากการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจค้นพบข้อมูลหลักฐานเป็นไฟล์คอมพิวเตอร์มากกว่า 10,000 ไฟล์ จัดเก็บอยู่ในพื้นที่ความจุสูงถึง 13.5 กิกะไบต์

นอกจากนี้ กลุ่มมิจฉาชีพยังมีการจัดเก็บไฟล์ข้อมูลอย่างเป็นระบบระเบียบ มีการตั้งชื่อไฟล์ระบุกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เช่น "หมอ 3,000", "ครู 10,000" รวมถึงมีการตั้งชื่อโฟลเดอร์คัดเกรดกลุ่มเหยื่อ เช่น กลุ่มคน "ร่ำรวย" และยังพบรายชื่อของข้าราชการที่เกษียณอายุราชการไปแล้วถูกจัดหมวดหมู่ไว้ด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลแยกประเภทเหล่านี้ไปขายต่อให้กลุ่มลูกค้าที่เป็นมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อนำไปใช้เลือกเหยื่อให้ตรงกับเป้าหมาย และจัดทำสคริปต์ โดยข้อมูลทั้งหมดถูกอัปโหลดจัดเก็บไว้บนระบบคลาวด์ (Cloud) ซึ่งเปิดช่องให้ผู้ร่วมขบวนการรายอื่น ๆ สามารถล็อกอินเข้าถึงระบบเพื่อดึงข้อมูลไปใช้ได้ตลอดเวลา

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งป่า เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) กล่าวถึงมาตรการเชิงรุกว่า ปัจจุบัน PDPC มีนโยบายจัดตั้งศูนย์ฟ้องร้องข้อมูลส่วนบุคคล หากตรวจพบว่าหน่วยงานใดมีการเปิดเผยข้อมูลที่เกินความจำเป็น หรือมีลักษณะที่มีความเสี่ยงต่อการถูกมิจฉาชีพนำไปใช้ประโยชน์ ก็จะสั่งการให้ดำเนินการแก้ไขทันทีก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายขึ้น อย่างไรก็ดี ในส่วนของกระบวนการลักลอบซื้อขายข้อมูลที่เป็นปัญหาเรื้อรังอยู่ในขณะนี้ ทาง PDPC ได้ร่วมผลักดันข้อกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อนำไปใช้ หรือปล่อยให้ใช้ในการกระทำความผิดทางอาญา ซึ่งถือเป็นโทษทัณฑ์ทางอาญาที่รุนแรง ตามมาตรา 11/2 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเอาผิดและกวาดล้างขบวนการค้าข้อมูลเถื่อนให้เด็ดขาดต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้ช่วยเลขาฯ ป.ป.ช. เผยไม่ทราบ กรณีแจ้งข้อหา 'เอกวิทย์' คดีสินบนทองคำ
ผู้ช่วยเลขาฯ ป.ป.ช. เผยไม่ทราบ กรณีแจ้งข้อหา 'เอกวิทย์' คดีสินบนทองคำ