กรมพัฒนาธุรกิจฯ ผนึกพันธมิตรลุยตรวจนอมินี ‘ภูเก็ต-กระบี่’ เจอ 66 บริษัทส่อถือครองที่ดินอำพรางมูลค่ากว่า 730 ล้าน ที่โรงแรมป่าตอง คนไทยยอมรับถือหุ้นแทนชาวอิสราเอล เตรียมส่งข้อมูล 623 บริษัท ใน ‘สุราษฎร์-ภูเก็ต-กระบี่-พังงา’ ที่ผู้ทำบัญชีหนุนต่างชาติใช้นอมินี ให้ชุดเฉพาะกิจฯ ตำรวจ ดำเนินการตามกฎหมาย
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ตนพร้อมด้วยม.ล.ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่ ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการปราบปรามการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมสนับสนุนตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคล โครงสร้างผู้ถือหุ้น และงบการเงินแบบเชิงลึก ซึ่งปฏิบัติการครั้งนี้ได้ร่วมกับพล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนจากกรมที่ดิน ผู้แทนสำนักงานพาณิชย์ทั้งสองจังหวัด และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ ‘ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ฝั่งอันดามัน’
“ผลการปฏิบัติการในจังหวัดภูเก็ต พบบริษัทที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นนอมินี 10 บริษัท เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย โดยมีที่ดิน 4 แปลง เนื้อที่กว่า 2 ไร่ มูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท และพบบริษัทอีก 39 ราย ที่มีสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างชาติเกินกว่ากึ่งหนึ่ง เข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถือครองที่ดินรวม 52 แปลง มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตกว่า 231 ล้านบาท” นายพูนพงษ์กล่าว
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากล่าวว่า จุดที่กรมฯ ร่วมตรวจค้นเป็นโรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอป่าตอง ซึ่งจดทะเบียนบริษัทเมื่อปี 2562 ประกอบธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ห้องชุด และบริการเช่ารถจักรยานยนต์ รวมทั้งเคยประกอบธุรกิจนำเที่ยว แต่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตนำเที่ยวเนื่องกระทำผิดเงื่อนไขเรื่องสัดส่วนกรรมการ จากการตรวจสอบพบว่ากรรมการและผู้ถือหุ้นคนไทยในบริษัทมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 3 บริษัท และเป็นกรรมการ 5 บริษัท โดยผู้ถือหุ้นคนไทยยอมรับว่าถือหุ้นแทนคนอิสราเอล และยังพบว่ามีบริษัทที่ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร้านกัญชา ใช้ที่ตั้งแห่งเดียวกันในการประกอบกิจการด้วย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับจังหวัดกระบี่ พบบริษัทที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินี 9 บริษัท ถือครองที่ดิน 17 แปลง เนื้อที่กว่า 6 ไร่ มูลค่าประมาณ 209 ล้านบาท และพบบริษัทอีก 8 ราย ที่มีโครงสร้างการถือหุ้นเข้าข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน 8 แปลง เนื้อที่กว่า 8 ไร่ มูลค่าประมาณ 290 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกว่า 499 ล้านบาท รวมมูลค่าที่ดินทั้ง 2 จังหวัดกว่า 730 ล้านบาท
“นอกจากนี้ การตรวจสอบยังพบกรณีสำคัญอีกหลายประเด็น อาทิ การตรวจพบบริษัททรอปิคอลเฮาส์ฯ ประกอบธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ของกลุ่มนักลงทุนสัญชาติโปแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างพูลวิลล่า โครงการตั้งอยู่ในทำเลทองในจังหวัดกระบี่ มีทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท ถือครองที่ดิน 16 แปลง เนื้อที่กว่า 6 ไร่ มูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าทุนจดทะเบียน จากการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียน มีคนไทยถือหุ้น 100% ทำให้บริษัทถือสัญชาติไทย แต่ในความเป็นจริงบริษัทดังกล่าว มีผู้บริหารและควบคุมกิจการโดยชาวต่างชาติ แต่ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทน หรือเป็นนอมินี เชื่อว่าคนไทยไม่ได้มีการลงทุนจริง และบริษัท ซาลาบัฟ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ที่หาลูกค้าที่เป็นรีสอร์ทเพื่อหาสมาชิกของกลุ่มลับเฉพาะในการให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่นิยมไม่สวมใส่เสื้อผ้าในกิจกรรมกลางแจ้งภายในรีสอร์ทและหาดทรายแบบมีความเป็นส่วนตัว โดยกรรมการเป็นคนไทยที่ไม่สามารถให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่าเป็นผู้ลงทุนจริง แม้ปัจจุบันบริษัทดังกล่าวจะมีคนไทยถือหุ้น 100% เพราะบริษัทมีความผิดปกติหลายๆ ประเด็นที่ทำให้น่าเชื่อว่าเป็นนอมินี” นายพูนพงษ์กล่าว
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีการลงทุนจากต่างชาติเป็นจำนวนมาก โดยการสนับสนุนข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคล ผู้ถือหุ้น และงบการเงิน เนื่องจากการใช้คนไทยเป็นนอมินีถือเป็นการบิดเบือนระบบเศรษฐกิจไทย สร้างความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยกรมฯ จะเดินหน้าบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรอย่างใกล้ชิด เพื่อสืบสวน ตรวจสอบ และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด พร้อมขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ โดยเตรียมส่งข้อมูลบริษัท 623 รายในพื้นที่ 4 จังหวัด (สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา) ซึ่งพบผู้ทำบัญชีเข้าไปพัวพันให้การสนับสนุนต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินีให้ชุดเฉพาะกิจฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
“ขอย้ำว่าประเทศไทยเปิดกว้างและพร้อมอำนวยความสะดวกต่อการลงทุนจากต่างชาติที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้ประกอบการต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ภายใต้พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 แต่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ใช้ช่องทางนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” นายพูนพงษ์กล่าว

-1-

-2-

-3-




