News Logo
หน้าแรก
อัยการฟ้อง 7 ตร.ซ้อมหนุ่มมาสด้าแดง ผิดคดีอุ้มหาย-ศาลนัด 26 มิ.ย.ไต่สวน

อัยการฟ้อง 7 ตร.ซ้อมหนุ่มมาสด้าแดง ผิดคดีอุ้มหาย-ศาลนัด 26 มิ.ย.ไต่สวน

9 มิ.ย. 2569 15:35
ผู้ชม 174 คน

อัยการสั่งฟ้อง 7 ตร.จราจรกลางข้อหาทำร้าย "หนุ่มมาสด้าแดง" บาดเจ็บสาหัส ช่วง ธ.ค.67 หลังรับสำนวน DSI ศาลนัด 26 มิ.ย.ไต่สวน อัยการวัชรินทร์ย้ำคดีนี้เข้าข่าย พ.ร.บ.อุ้มหายฯ กระทรวงยุติธรรมชดเชยแล้ว 5 แสนบาท

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะหัวหน้าคณะอัยการที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบกำกับการสอบสวนที่อัยการสูงสุดตั้งในคดี นายธนานพ เกิดศรี หรือที่รู้จักกันในนาม "หนุ่มมาสด้าแดง" ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกลาง 7 นาย ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อปี 2567 เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นรถที่ขับหลบหนีการตรวจค้น ได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีนี้ว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา อัยการได้ยื่นฟ้องอดีตตำรวจทั้ง 7 นาย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยการยื่นฟ้องดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ส่งสำนวนการสอบสวนที่สมบูรณ์มาให้อัยการ ซึ่งอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสอบสวนเพิ่มเติม จึงมีคำสั่งฟ้องอดีตตำรวจทั้ง 7 นายทันที

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 เวลาเกือบ 02.00 น. นายธนานพ ซึ่งเป็นบุตรชายของอดีตตำรวจ ขับรถมาสด้าเข้าด่านตรวจและผ่านการตรวจวัดแอลกอฮอล์โดยไม่พบปริมาณแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน มีรถมาสด้าสีแดงอีกคันหนึ่งขับหลบหนีด่านตรวจไปเนื่องจากมีการดื่มแอลกอฮอล์ ตำรวจชุดจับกุมที่ตามไปเข้าใจผิดคิดว่ารถของนายธนานพเป็นคันที่หลบหนี จึงเข้าปาดหน้าและกระชากตัวนายธนานพลงจากรถ

แม้ว่านายธนานพจะพยายามชี้แจงว่าตนเองผ่านการตรวจแล้วและไม่มีแอลกอฮอล์ แต่ตำรวจกลับไม่ฟังและลงมือรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส กล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุได้บันทึกภาพการทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงไว้ได้ชัดเจน

หลังจากเกิดเหตุ นายธนานพได้โทรแจ้งน้องสาวให้มาที่เกิดเหตุ ทำให้น้องสาวสามารถตรวจสอบและทราบชื่อตำรวจที่ก่อเหตุได้ทุกนาย เมื่อมีการตรวจสอบจากตำรวจในด่านตรวจและจากกล้องวงจรปิด พบว่าเป็นรถคนละคันจริง ทำให้นายธนานพที่บาดเจ็บสาหัสถูกนำส่งโรงพยาบาลทันที

คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ซึ่งมาตรา 31 วางหลักไว้ชัดเจนว่า หากมีข้อหาตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ป.ป.ช. จะไม่มีอำนาจไต่สวน แต่จะแจ้งให้ทราบเท่านั้น หน่วยงานที่มีอำนาจชี้ขาดคืออัยการสูงสุด

เนื่องจากครอบครัวผู้เสียหาย ซึ่งรวมถึงพ่อที่เป็นอดีตตำรวจ ให้ความไว้วางใจกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จึงได้ไปแจ้งความที่ DSI ในความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ประกอบกับ สน.บางเขน ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ ได้ทำหนังสือส่งเรื่องให้อัยการ เพื่อให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะให้หน่วยงานใดรับผิดชอบคดี

อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งชี้ขาดให้ DSI เป็นผู้ดำเนินการสอบสวนคดีนี้ และได้ตั้งอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนเป็นหัวหน้าคณะทำงาน โดยมีคณะทำงานอัยการเข้าไปตรวจสอบกำกับการสอบสวนร่วมกับ DSI อย่างใกล้ชิด

การสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ ทั้งสอบผู้เสียหาย แพทย์ และพยานอื่น ๆ อีกหลายครั้ง พบว่านายธนานพมีบาดแผลและรอยช้ำที่ใบหน้าและตา ซึ่งต้องใช้เวลารักษานานต่อเนื่อง

ผู้ต้องหาในคดีนี้ประกอบด้วยตำรวจ 7 นาย ได้แก่ ร้อยตำรวจเอกที่เป็นหัวหน้าชุด 1 นาย, สิบตำรวจเอก 5 นาย และสิบตำรวจโท 1 นาย คณะทำงานได้พิจารณาแล้วว่าสารวัตรจราจรซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาด่านไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีส่วนช่วยปกปิด จึงไม่ได้ถูกดำเนินคดี

สำนวนการสอบสวนสรุปว่า ตำรวจจราจรกลางทั้ง 7 นาย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, ความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 ฐานทำร้ายร่างกายสาหัส, ความผิดฐานข่มขืนใจตามมาตรา 309, ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังตามมาตรา 310, และที่สำคัญคือ ความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ มาตรา 5 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 5-15 ปี

เนื่องจากเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ กระทรวงยุติธรรมจึงต้องเยียวยาชดเชยค่าเสียหายให้กับนายธนานพ เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท

หลังจากที่ DSI ทำสำนวนแล้วเสร็จ ได้ส่งเรื่องไปยังพนักงานอัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริต ซึ่งได้มีคำสั่งฟ้อง และนำตัวอดีตตำรวจทั้ง 7 นาย ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา โดยมีการนัดสอบคำให้การไปแล้วเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม และกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ ถือเป็นการปิดฉากคดี "ตำรวจจราจร 7 ซ้อมทรมานหนุ่มรถมาสด้าสีแดง" ที่เคยเป็นข่าวโด่งดัง

นายวัชรินทร์ ได้เน้นย้ำว่า พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มีผลบังคับใช้มา 3 ปีแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนที่มีหน้าที่สืบสวนจับกุมต้องพิจารณากฎหมายฉบับนี้ให้ดี เพราะหมดเวลาที่จะซ้อมหรือขู่บังคับผู้ต้องหา โดยเฉพาะการพาไปเข้าเซฟเฮาส์ หรือจุดที่ไม่ใช่ที่ที่ควรนำไปพบพนักงานสอบสวน ซึ่งมีโทษสูงถึง 15 ปี หากกระทำผิด ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือเผลอพลั้งพลาด ก็อาจถูกออกจากราชการและดำเนินคดีอาญาได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง
อัยการ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป.ป.ช.-สตง.-ป.ป.ท.ถกร่วมติดตาม โครงการเกิน พัน ล.ย้ำบูรณาการกันทุจริต
ป.ป.ช.-สตง.-ป.ป.ท.ถกร่วมติดตาม โครงการเกิน พัน ล.ย้ำบูรณาการกันทุจริต