News Logo
หน้าแรก
อสส.มีคำสั่งชี้ขาด ฟ้อง 7 ตร.คดีอุ้มทรมาน 'ลุงเปี๊ยก' บังคับสารภาพ

อสส.มีคำสั่งชี้ขาด ฟ้อง 7 ตร.คดีอุ้มทรมาน 'ลุงเปี๊ยก' บังคับสารภาพ

18 พ.ค. 2569 13:07
ผู้ชม 259 คน

อสส.คำสั่งชี้ขาดฟ้อง 7 ตำรวจ ในคดีอุ้มทรมาน "ลุงเปี๊ยก" บังคับให้รับสารภาพคดีฆ่า "ป้าบัวผัน" ชี้เป็นคดีแรกภายใต้ กม.ป้องกัน-ปราบปรามการปี 65 หลังอัยการคดีทุจริตภาค 2 เคยมีคำสั่งให้ไม่ฟ้อง

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบกำกับการสอบสวนที่อัยการสูงสุดแต่งตั้ง ได้เปิดเผยความคืบหน้าสำคัญของคดีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหาย ซึ่งนับเป็นคดีแรกในประเทศไทยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำผิด

นายวัชรินทร์ กล่าวว่า อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องตำรวจ 7 นาย ในความผิดฐานอุ้มทรมานและปกปิดชะตากรรมของ นายปัญญา คงแสนคำ หรือ "ลุงเปี๊ยก" เพื่อบังคับให้รับสารภาพในคดีฆ่า นางบัวผัน ดันส หรือ "ป้าบัวผัน" ซึ่งต่อมาปรากฏหลักฐานว่าลุงเปี๊ยกไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด แต่เป็นกลุ่มเยาวชน

คดีนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดสระแก้ว โดยลุงเปี๊ยกถูกตำรวจ สภ.อรัญประเทศ ควบคุมตัวไปไว้ในห้องสืบสวน ไม่นำส่งพนักงานสอบสวนทันที และมีการทรมานโดยเปิดแอร์ให้หนาวเย็นและให้ถอดเสื้อผ้า นอกจากนี้ยังมีการสวมใส่กุญแจมือ และหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ 1 คืน ก่อนนำไปฝากขัง ซึ่งถือเป็นการจับผิดตัว เพราะต่อมากล้องวงจรปิดได้เปิดเผยว่ากลุ่มวัยรุ่นเป็นผู้ก่อเหตุสังหารป้าบัวผัน ทำให้ลุงเปี๊ยกได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

คณะทำงานสอบสวน ซึ่งประกอบด้วยดีเอสไอ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และอัยการ พบว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 3, 6, 7, 37 ประกอบมาตรา 83 และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 309, 310 รวมถึง พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 172 โดยเฉพาะมาตรา 7 ซึ่งเกี่ยวกับการปกปิดชะตากรรม มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี และปรับตั้งแต่ 1-3 แสนบาท ถือเป็นโทษที่หนักมาก

เดิมพนักงานอัยการปราบปรามทุจริตภาค 2 ได้มีคำสั่งไม่ฟ้อง ผกก.สภ.อรัญประเทศ (ผู้ต้องหาที่ 1) และไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 8 นายในบางฐานความผิด โดยไม่ได้สั่งฟ้องมาตรา 7 แต่ล่าสุด อธิบดีดีเอสไอได้มีความเห็นแย้งกับอัยการปราบปรามทุจริตภาค 2 สำหรับผู้ต้องหาที่ 2-8 จึงได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดชี้ขาด ซึ่งอัยการสูงสุดในปัจจุบัน นายอิทธิพร แก้วทิพย์ ได้มีคำสั่งแย้งความเห็นของอัยการปราบปรามทุจริตภาค 2 โดยสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 2-8 ในทุกข้อหาตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 3, 6, 7, 37 ประกอบมาตรา 83 และความผิดต่อหน้าที่ราชการ ส่วนในกรณีของ ผกก.สภ.อรัญประเทศ นั้น อธิบดีดีเอสไอเห็นชอบกับคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการปราบปรามทุจริตภาค 2 จึงทำให้คดีในส่วนของ ผกก. มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง

นายวัชรินทร์ เน้นย้ำว่า คดีนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้เจ้าหน้าที่ผู้จับกุมทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการแจ้งให้อัยการและฝ่ายปกครองทราบทันทีเมื่อมีการจับกุม ห้ามซ้อมทรมาน และต้องส่งผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวนทันที ห้ามนำไปควบคุมตัวในห้องสืบสวนเพื่อบังคับขู่เข็ญ เพราะจะเข้าข่ายปกปิดชะตากรรม ซึ่งมีโทษหนักตามมาตรา 7

อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ลุงเปี๊ยกจะได้รับเงินเยียวยาจำนวน 5 แสนบาท ตามระเบียบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งกำหนดให้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือสำหรับผู้เสียหายในกรณีที่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ โดยเฉพาะมาตรา 7 เรื่องปกปิดชะตากรรม ซึ่งขณะนี้ทราบว่าลุงเปี๊ยกได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าวไปแล้ว

หลังจากนี้ อัยการสำนักงานปราบปรามทุจริตภาค 2 จะทำหน้าที่ร่างคำฟ้อง และนัดนำตัวผู้ต้องหาที่ 2-7 ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ต่อไป เป็นการปิดฉากคดีลุงเปี๊ยก

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดีเดย์ 25 พ.ค.ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านคน รัฐช่วยจ่าย 60%
ดีเดย์ 25 พ.ค.ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านคน รัฐช่วยจ่าย 60%