News Logo
หน้าแรก
สตง. เผยข้อบกพร่องระบบเตือนภัย-กรมฯน้ำแจงปรับปรุงให้ทันสมัยแล้ว

สตง. เผยข้อบกพร่องระบบเตือนภัย-กรมฯน้ำแจงปรับปรุงให้ทันสมัยแล้ว

5 มี.ค. 2569 16:15
ผู้ชม 73 คน

สตง. เปิดผลตรวจสอบระบบเตือนภัยล่วงหน้า พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย-ดินถล่ม พบข้อบกพร่องสำคัญ ชี้กระทบความปลอดภัยประชาชน-ด้านกรมทรัพยากรน้ำแจงช่วยปลายปี 68 ได้ดำเนินการยกระดับระบบเตือนภัยพร้อมปรับโฉมแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ ควบคู่นำเทคโนโลยี Real-time ใช้ปรับปรุงฐานข้อมูลพื้นที่เสี่ยงแล้ว

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เผยแพร่เอกสารข่าวแจก โดยเปิดเผยผลการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานการบริหารจัดการระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) สำหรับพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและดินถล่มของหน่วยรับตรวจแห่งหนึ่ง ซึ่งสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบครั้งนี้ได้เผยให้เห็นข้อตรวจพบสำคัญสองประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประสิทธิภาพในการติดตาม เฝ้าระวัง และเตือนภัยแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ สตง. ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงระบบดังกล่าว เพื่อยกระดับความปลอดภัยและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

สถานีเตือนภัยล่วงหน้าไม่ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงสูง และพบการติดตั้งในพื้นที่ที่ไม่ได้จัดเป็นพื้นที่เสี่ยง

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าสถานีเตือนภัยล่วงหน้ายังคงไม่ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงสูงอย่างเพียงพอ ในขณะที่กลับมีการติดตั้งในพื้นที่อื่นที่ไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ถึงการบริหารจัดการทรัพยากรที่ยังไม่เหมาะสม สตง. ได้ตรวจสอบฐานข้อมูลหมู่บ้านเสี่ยงอุทกภัยและดินถล่มของหน่วยรับตรวจ ซึ่งรวบรวมในปี พ.ศ. 2554 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 4,423 หมู่บ้าน ผลการตรวจสอบพบว่ายังมีจำนวน 2,042 หมู่บ้าน หรือคิดเป็นร้อยละ 46.17 ของหมู่บ้านเสี่ยงทั้งหมด ที่ยังไม่มีสถานีเตือนภัยและไม่อยู่ในพื้นที่ครอบคลุมการเตือนภัยที่เพียงพอ ในจำนวนนี้เป็นหมู่บ้านที่มีความเสี่ยงสูงมากถึง 669 หมู่บ้าน และหมู่บ้านที่มีความเสี่ยงสูงอีก 445 หมู่บ้าน ซึ่งหมายความว่าประชากรกว่าครึ่งในพื้นที่เปราะบางเหล่านี้ยังคงขาดกลไกสำคัญในการรับทราบข้อมูลเตือนภัยล่วงหน้าอย่างทันท่วงที

ในทางกลับกัน การตรวจสอบยังพบข้อสังเกตที่น่ากังวล คือมีการติดตั้งสถานีเตือนภัยล่วงหน้าครอบคลุมหมู่บ้านที่ไม่ได้ถูกจัดเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยถึง 3,672 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 60.66 ของหมู่บ้านที่ได้รับบริการเตือนภัย สาเหตุหลักของสถานการณ์ดังกล่าวถูกระบุว่าเกิดจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีในการติดตั้งสถานีในพื้นที่ที่มีความท้าทาย เช่น พื้นที่ต้นน้ำ หรือพื้นที่ลาดชัน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยและดินถล่มสูง นอกจากนี้ ฐานข้อมูลหมู่บ้านเสี่ยงที่ใช้ในการวางแผนการติดตั้งยังไม่เป็นปัจจุบัน ส่งผลให้การจัดสรรสถานีเตือนภัยไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริงของพื้นที่เสี่ยงภัยในปัจจุบัน ความบกพร่องเหล่านี้ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้รับการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าอย่างทันท่วงที ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่จำเป็นเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น

ระบบเตือนภัยล่วงหน้าไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์โครงการและประชาชนรับรู้ข้อมูลไม่ทั่วถึง

ประเด็นสำคัญที่สองที่ สตง. ตรวจพบ คือระบบเตือนภัยล่วงหน้าส่วนใหญ่ยังคงไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ของโครงการ และการแจ้งเตือนข้อมูลไปยังประชาชนยังคงไม่ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

จากการตรวจสอบสถานีเตือนภัยจำนวน 53 สถานี ในเหตุการณ์อุทกภัย 195 ครั้ง ที่เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2564 ถึง 2567 พบว่าในร้อยละ 72.31 ของเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่มีสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าถูกส่งออกไปก่อนที่จะเกิดอุทกภัยจริง ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาด้านความแม่นยำและประสิทธิภาพของระบบเตือนภัยอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังพบว่าสถานีบางแห่งมีการส่งสัญญาณเตือนภัยในระดับวิกฤติ ทั้งที่ไม่ได้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมจริง ทำให้เกิดความสับสนและความไม่เชื่อมั่นในระบบเตือนภัยในหมู่ประชาชน ผู้ที่ได้รับสัญญาณเตือนดังกล่าวอาจเกิดความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น หรือในทางกลับกัน อาจละเลยสัญญาณเตือนที่แท้จริงในอนาคต หากระบบยังคงให้ข้อมูลที่ผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง

ในด้านการแจ้งเตือนภัยไปยังประชาชน สตง. พบว่าการรับรู้ข้อมูลยังคงไม่ทั่วถึง แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 41.90 จะได้รับข้อมูลผ่านผู้นำชุมชน แต่ก็ยังคงมีบางพื้นที่ที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงการแจ้งเตือน อันเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านสภาพพื้นที่และสัญญาณการสื่อสารที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ข้อมูลข่าวสารสำคัญไม่สามารถเดินทางไปถึงผู้ที่ต้องการได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ สตง. ยังได้ตรวจสอบแอปพลิเคชัน EWS DWR ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการแจ้งเตือนภัย พบว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวยังไม่เป็นที่รู้จักและแทบจะไม่มีการใช้งานในหมู่ประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลที่ปรากฏในแอปพลิเคชันยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ส่งผลให้ช่องทางการสื่อสารเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชันนี้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

นอกจากปัญหาด้านความแม่นยำและการเข้าถึงข้อมูลแล้ว สตง. ยังรายงานถึงสภาพความพร้อมใช้งานของสถานีเตือนภัย โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568 พบว่าสถานีเตือนภัยล่วงหน้าจำนวน 264 แห่ง จากทั้งหมด 2,156 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 12.24 ไม่พร้อมใช้งาน อุปกรณ์ที่ชำรุดมากที่สุดคือแผงวงจรควบคุมระบบ อุปกรณ์ส่งสัญญาณ และอุปกรณ์ประมวลผล ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำงานของระบบเตือนภัย ความไม่พร้อมใช้งานของสถานีเหล่านี้ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับพื้นที่ที่พึ่งพาระบบในการแจ้งเตือน ที่น่าเป็นห่วงคือ หน่วยรับตรวจยังไม่มีแผนสำรองที่ชัดเจนสำหรับการเตือนภัยในพื้นที่ที่สถานีไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งเป็นช่องโหว่สำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ

ข้อเสนอแนะของ สตง. และแนวทางการดำเนินงานของหน่วยรับตรวจ

จากข้อตรวจพบทั้งหมด สตง. ได้มีข้อเสนอแนะอย่างเร่งด่วนไปยังหน่วยรับตรวจ เพื่อให้แก้ไขปัญหาของระบบเตือนภัยล่วงหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีสาระสำคัญคือ การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และบริบทความเสี่ยงของประเทศไทย ทบทวนและปรับปรุงฐานข้อมูลหมู่บ้านเสี่ยงให้เป็นปัจจุบันและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อให้การวางแผนและติดตั้งสถานีเตือนภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือการจัดทำแผนรองรับกรณีสถานีชำรุด หรือไม่สามารถใช้งานได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนยังคงได้รับการแจ้งเตือนภัยอย่างต่อเนื่องและไม่ขาดตอน

สตง.ได้ระบุทิ้งท้ายว่าหากหน่วยงานภาครัฐเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพของสถานีเตือนภัยล่วงหน้าตามข้อเสนอแนะของ สตง. ดังกล่าว จะส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและดินถล่มได้รับประโยชน์โดยตรงจากระบบเตือนภัยที่มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมหาศาล อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของภาครัฐในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ขณะที่หน่วยรับตรวจได้ออกเอกสารระบุว่าหน่วยงานได้ตระหนักถึงความสำคัญของข้อเสนอแนะเหล่านี้ และได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหา โดยเนื้อหาเอกสารระบุว่า

กรมทรัพยากรน้ำ (ทน.) กำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System – EWS) สำหรับพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและดินถล่มทั่วประเทศ หลังพบปัญหาและข้อจำกัดสำคัญจากการใช้งาน ทั้งด้านพลังงาน การสื่อสาร และการบำรุงรักษา โดยมีแผนจะนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ เพื่อให้ระบบสามารถแจ้งเตือนภัยได้อย่างแม่นยำและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

จากรายงานการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานการบริหารจัดการระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย-ดินถล่ม ได้มีการระบุถึงสถานะปัจจุบันของระบบเตือนภัยฯ ที่กรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนินการติดตั้งไปแล้ว โดยในปี 2567 กรมทรัพยากรน้ำได้ติดตั้งสถานีเตือนภัยครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยแล้วจำนวน 6,087 หมู่บ้าน คิดเป็น 2,275 สถานี ซึ่งในจำนวนนี้มี 3,069 หมู่บ้านที่อยู่นอกเหนือจากรายชื่อหมู่บ้านเสี่ยงภัยที่กรมทรัพยากรน้ำได้ศึกษาและคัดเลือกไว้ตั้งแต่ปี 2548 และ 2554 การขยายขีดความสามารถดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามในการครอบคลุมพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการดูแล

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบยังได้ชี้ให้เห็นถึง "ข้อตรวจพบ" และ "ข้อเสนอแนะ" ที่สำคัญ ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำเองก็ได้รับทราบและกำลังดำเนินการแก้ไข โดยปัญหาหลักที่ตรวจพบจากการใช้งานระบบเตือนภัยล่วงหน้าในปัจจุบันมีดังนี้:

  1. ด้านพลังงานไฟฟ้า: สถานีเตือนภัยหลายแห่งประสบปัญหาไฟฟ้าดับหรือไม่เสถียร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต่อเนื่องในการทำงานของระบบ

  2. ด้านสัญญาณสื่อสาร: การส่งข้อมูลแจ้งเตือนในพื้นที่ห่างไกลบางแห่งยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อจำกัดของเครือข่ายสื่อสาร

  3. ด้านการติดตั้งสถานี: พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ลาดชัน และพื้นที่ราบเชิงเขา มักมีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ ทำให้การเข้าถึงและการติดตั้งสถานีเป็นไปได้ยาก

  4. ด้านการบำรุงรักษา: การซ่อมบำรุงและตรวจสอบสถานีเตือนภัยยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง ทำให้ประสิทธิภาพของระบบลดลงเมื่อมีการใช้งานในระยะยาว

  5. ด้านข้อมูลและระบบสนับสนุน: ระบบยังขาดการบูรณาการข้อมูลที่ครอบคลุม เช่น ข้อมูลขอบเขตพื้นที่ชุมชน แหล่งน้ำ เส้นทางน้ำ และข้อมูลสถิติย้อนหลัง ซึ่งจำเป็นต่อการวิเคราะห์และตัดสินใจอย่างเป็นระบบ

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยงานตรวจสอบได้เสนอแนะให้กรมทรัพยากรน้ำสำรวจและรวบรวมปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดจากการใช้งานระบบเตือนภัยล่วงหน้าแต่ละระบบอย่างละเอียด รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้หรือวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีของสถานีเตือนภัยล่วงหน้าที่ทันสมัยทั้งจากภายในและต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาระบบให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เสี่ยงภัยและทันต่อบริบทการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไป ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการพิจารณากำหนดแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้สามารถติดตั้งในจุดที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างเหมาะสม และบริหารจัดการทรัพยากรที่ได้รับการจัดสรรอย่างคุ้มค่า

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เอกนิติ'เตรียมเสนอ ครม.ตั้ง'สันติธาร เสถียรไทย' ผู้ช่วยรมต.คลัง
'เอกนิติ'เตรียมเสนอ ครม.ตั้ง'สันติธาร เสถียรไทย' ผู้ช่วยรมต.คลัง