เปิดรายงาน สตง. ตรวจสอบ ‘จุดจอดพักรถ-สถานีตรวจสอบน้ำหนัก’ กรมทางหลวง งบปี 64-67 รวม 6.5 พันล้าน พบสิ่งอำนวยความสะดวกชำรุด-ระบบควบคุมน้ำหนักไร้ประสิทธิภาพ-ละเลยจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกิน
ปัญหาความเสียหายของทางหลวงอันเนื่องมาจาก การบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการซ่อมแซมถนน ประกอบกับ พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดให้ผู้ขับขี่รถบรรทุกต้องหยุดพักเป็นเวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงในทุก ๆ 4 ชั่วโมง แต่เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการพัฒนาจุดพักรถที่ได้มาตรฐานเพื่อรองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ตามเส้นทางขนส่งสินค้าหลัก ผู้ขับรถบรรทุกจึงจำเป็นต้องจอดพักตามพื้นที่ทางหลวง ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกปล้น ขโมย ถูกทำร้ายร่างกาย และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุแก่ผู้ใช้ทางอื่น
กรมทางหลวง (ทล.) ซึ่งมีภารกิจในการควบคุมและตรวจสอบน้ำหนักรถบรรทุกเพื่อป้องกันทางหลวงชำรุดเสียหาย และอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาจุดจอดพักรถและสถานีตรวจสอบน้ำหนักตามโครงข่ายทางหลวง โดยได้รับจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564–2567 รวมเป็นเงิน 6,500.46 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ดำเนินการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยการตรวจสอบเอกสาร สัมภาษณ์ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ (สคน.), สำนักบริหารบำรุงทาง (สร.), แขวงทางหลวง, หมวดทางหลวง และเจ้าหน้าที่ประจำสถานี พร้อมลงพื้นที่สังเกตการณ์ จุดจอดพักรถจำนวน 33 แห่ง และ สถานีตรวจสอบน้ำหนัก (สตน.) จำนวน 19 แห่ง ในพื้นที่ 16 จังหวัด ซึ่งผลการตรวจสอบพบ 3 ประเด็นข้อตรวจพบ ดังนี้
ข้อตรวจพบที่ 1: จุดจอดพักรถส่วนใหญ่มีสิ่งอํานวยความสะดวกที่มีสภาพชํารุดไม่พร้อมสําหรับ การให้บริการและอํานวยความสะดวก และไม่ตอบสนองกับความต้องการของ ประชาชนที่มาใช้บริการ
โครงการพัฒนาจุดจอดพักรถบรรทุกมีวัตถุประสงค์เพื่อลดอุบัติเหตุจากการเหนื่อยล้า และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ซึ่งข้อกำหนดกรมทางหลวง พ.ศ. 2566 กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำต้องมีพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำ/ห้องส้วมที่พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ที่นั่งพักผ่อนในร่ม พื้นที่สีเขียว และระบบรักษาความปลอดภัย เช่น กล้องวงจรปิด (CCTV) และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ในปีงบประมาณ 2567 ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามตัวชี้วัด 1 ตัวชี้วัด จากทั้งหมด 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ ร้อยละจำนวนอุบัติเหตุที่เกิดจากรถบรรทุกบนเส้นทางที่มีจุดจอดพักรถขนาดใหญ่ของ สคน. ลดลง ส่วนจุดจอดพักรถขนาดกลางและขนาดเล็กของ สร. มีการกำหนดเพียงตัวชี้วัดเชิงปริมาณในระดับผลผลิต แต่ยังไม่มีการกำหนดตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ ทำให้ไม่ทราบผลสัมฤทธิ์ในระดับผลลัพธ์
จากการตรวจสอบเอกสาร สัมภาษณ์ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาจุดจอด พักรถบรรทุกและการดูแลบํารุงรักษา รวมทั้งการสังเกตการณ์จุดจอดพักรถของกรมทางหลวง ตลอดจนสัมภาษณ์ประชาชนผู้ใช้บริการจุดจอดพักรถ จํานวน 33 แห่ง พบว่า
-จุดจอดพักรถขนาดใหญ่ (สคน. ดูแล 8 แห่ง): พบห้องส้วมชำรุดไม่พร้อมใช้งานมากที่สุดครบทั้ง 8 แห่ง รองลงมาเป็นห้องน้ำ (ห้องอาบน้ำ) ชำรุด 7 แห่ง (ชำรุดจนใช้งานไม่ได้เลย 2 แห่ง และใช้ได้เพียงบางส่วน 5 แห่ง) ศาลาที่พักชำรุด 5 แห่ง ไฟฟ้าส่องสว่างชำรุด 3 แห่ง กล้องวงจรปิด (CCTV) ไม่สามารถบันทึกภาพได้บางตัว 3 แห่ง และพื้นที่จอดรถใช้งานได้เพียงบางส่วน 2 แห่ง
-จุดจอดพักรถขนาดกลางและขนาดเล็ก (แขวงทางหลวง 14 แขวง ดูแล 25 แห่ง): พบอุปกรณ์ห้องส้วมชำรุดใช้งานได้บางส่วน 16 แห่ง (จากที่มีห้องส้วม 22 แห่ง) ศาลาที่พักชำรุด 8 แห่ง (จากที่มีศาลาพัก 23 แห่ง) และ ไร้ระบบรักษาความปลอดภัย 19 แห่ง จนเกิดปัญหาสิ่งของสูญหาย ถูกขโมยทรัพย์สิน หรือกลายเป็นแหล่งมั่วสุม (มีเพียง 6 แห่งที่ติด CCTV เพิ่มเติมหรือขอความร่วมมือตำรวจทางหลวงมาลาดตระเวน) นอกจากนี้ยังพบรั้วชำรุด, เสาไฟหัก, เส้นแบ่งช่องจอดเลือนราง 4 แห่ง และสติกเกอร์บนป้าย TOWER SIGN หลุดลอกเลือนราง 4 แห่ง
จากการสัมภาษณ์ประชาชนผู้ใช้บริการ 48 ราย พบว่า 21 ราย ต้องการให้สร้างห้องน้ำ (ห้องอาบน้ำ) ที่ถูกสุขลักษณะภายในจุดจอดพักรถขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่มีจุดจอดพักรถเพียง 7 แห่งเท่านั้นที่มีการสร้างห้องอาบน้ำหรือเพิ่มฝักบัว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่และพนักงานทำความสะอาดใน 14 แห่ง มักพบพฤติกรรมผู้ใช้บริการนำอุปกรณ์ภายในห้องส้วมมาใช้อาบน้ำแทน
สาเหตุของปัญหาข้างต้นเกิดจากการกำหนดตัวชี้วัดที่ไม่สะท้อนผลสำเร็จ สคน. ขาดแผนบำรุงรักษาจุดพักรถขนาดใหญ่ แขวงทางหลวงบางแห่งไม่ให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษา ขาดการสำรวจความต้องการของกลุ่มเป้าหมายก่อนก่อสร้าง และผู้ใช้บริการบางส่วนขาดความระมัดระวัง มีพฤติกรรมทำลายหรือลักขโมยอุปกรณ์
ข้อเสนอแนะ สตง. ด้านการพัฒนาและการบริหารจัดการจุดจอดพักรถ
ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมีข้อเสนอแนะให้อธิบดีกรมทางหลวง พิจารณาดําเนินการดังนี้
1.การทบทวนตัวชี้วัดโครงการ: ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ (สคน.) และสำนักบริหารบำรุงทาง (สร.) พิจารณาทบทวนการกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินโครงการ รวมทั้งกำหนดวิธีการประเมินผลตามตัวชี้วัดที่สะท้อนผลสำเร็จจากการดำเนินโครงการได้อย่างแท้จริง และติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการเพื่อให้ทราบถึงผลสำเร็จที่ผ่านมา
2.การดำเนินงานของ สคน. (จุดจอดพักรถขนาดใหญ่) โดยสำรวจสภาพความชำรุดของสิ่งอำนวยความสะดวกในบริเวณพื้นที่จุดจอดพักรถขนาดใหญ่ และจัดทำแผนการบำรุงรักษาจุดจอดพักรถ โดยพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องดำเนินการซ่อมแซม ปรับปรุง หรือบำรุงรักษา และดำเนินการบำรุงรักษาตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อให้มีความพร้อมใช้งานและให้บริการประชาชนได้อย่างเพียงพอ และสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนผู้ใช้บริการ ให้มีความเข้าใจและใส่ใจในการใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในพื้นที่จุดจอดพักรถบรรทุก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้บริการร่วมกันด้วยความระมัดระวัง เพื่อดูแลรักษาอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานสำหรับผู้ใช้ทางและผู้ขับรถบรรทุกในการคลายความเมื่อยล้า
3.การกำกับดูแลงบประมาณของ สร.: ให้ สร. กำกับ ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณในการก่อสร้าง ปรับปรุง บำรุงรักษาจุดจอดพักรถเพื่อยกระดับมาตรฐานงานทาง ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการที่กำหนดไว้
4.การดำเนินงานของแขวงทางหลวง (จุดจอดพักรถขนาดกลางและขนาดเล็ก) ให้ความสำคัญกับการบริหารงบประมาณในการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่จุดจอดพักรถขนาดกลางและขนาดเล็กในความรับผิดชอบ เพื่อให้จุดจอดพักรถมีความพร้อมสำหรับการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง พิจารณากำหนดมาตรการแนวทางในการเฝ้าระวัง ดูแล รักษาความปลอดภัย เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV), การประสานสายตรวจตำรวจทางหลวง หรือหน่วยงานรักษาความปลอดภัยในพื้นที่มาสำรวจตรวจตราความปลอดภัยเป็นระยะ เพื่อป้องกันทรัพย์สินทางราชการชำรุดหรือสูญหาย และป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งมั่วสุมอันเป็นสาเหตุของการเกิดอาชญากรรม และสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการในการเฝ้าระวังและสอดส่องความปลอดภัย รวมทั้งกำชับพนักงานดูแลทำความสะอาดให้หมั่นสำรวจตรวจตราความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก หากพบการชำรุดหรือสูญหายให้รีบแจ้งหมวดทางหลวงเพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขต่อไป
5.การวิเคราะห์ข้อมูลและศึกษาความต้องการก่อนดำเนินโครงการ: ให้ สร. ร่วมกับสำนักทางหลวง แขวงทางหลวง และหมวดทางหลวง วิเคราะห์ปัญหาจากการให้บริการเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไข และพัฒนาต่อยอดจุดจอดพักรถในบางจุดที่มีความพร้อมและศักยภาพให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเพียงพอและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงในอนาคตหากมีการดำเนินโครงการลักษณะนี้ ควรศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลก่อนดำเนินโครงการอย่างรอบด้าน เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนและเกิดความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ
ข้อตรวจพบที่ 2: ระบบควบคุมน้ําหนักยานพาหนะไม่สามารถตรวจสอบรถบรรทุกน้ําหนักเกิน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรมทางหลวงได้วางระบบควบคุมน้ำหนักทั้งในและนอกสถานี ประกอบด้วย สถานีตรวจสอบน้ำหนักระบบ Weigh In Motion (WIM) ระบบ Image Processing System (ImPS) สถานีลูกข่าย Virtual Weigh Station (VWS) และจุด Spot Check / Check Point ซึ่งต้องพร้อมทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ผลการสังเกตการณ์ระบบควบคุมน้ำหนัก 53 แห่ง ใน 19 สถานี (13 จังหวัด) พบว่า
-อุปกรณ์ชำรุดกระทบประสิทธิภาพ 10 แห่ง: ส่วนใหญ่พบป้าย Variable Message Sign (VMS) เปิดใช้งานไม่ได้ หรือเปิดได้แต่ไม่แสดงผล แสดงผลล่าช้าหรือไม่ชัดเจน และพื้นผิวถนนบริเวณจุดติดตั้งอุปกรณ์ชำรุด
-อุปกรณ์ชำรุดบางส่วนแต่ยังใช้ตรวจได้ 8 แห่ง: พบพื้นถนนมีรอยแตกเล็กน้อย สายไฟหลุดออกมาจากพื้นถนน (6 แห่ง) และหน้าจอป้าย VMS แสดงผลไม่ครบถ้วน (2 แห่ง)
-ชำรุดเสียหายจนใช้งานไม่ได้เลย 1 แห่ง: อุปกรณ์ที่ติดตั้งบนถนนชำรุด และพื้นถนนบริเวณจุดติดตั้งมีรอยแตกขนาดใหญ่
-ระบบอ่านป้ายทะเบียนล้มเหลว: ตามเกณฑ์ที่กำหนด ระบบต้องสามารถอ่านทั้งตัวเลข 3–6 หลักและจังหวัดได้ ถูกต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 80.00 แต่จากการสุ่มตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง (ม.ค., มี.ค., พ.ค., ก.ค. 2567 และ มี.ค. 2568) พบว่า ระบบ WIM (14 แห่ง) อ่านไม่ถูกต้องตามเกณฑ์ทั้ง 14 แห่ง ระบบ ImPS (13 แห่ง) อ่านไม่ถูกต้องตามเกณฑ์ 12 แห่ง และ สถานีลูกข่าย VWS (11 แห่ง) อ่านไม่ถูกต้องตามเกณฑ์ 9 แห่ง
สาเหตุของปัญหาข้างต้นเกิดจากการบำรุงรักษายังไม่ครอบคลุมทุกระบบ เจ้าหน้าที่ขาดการสำรวจสภาพแวดล้อมและความชำรุดภายนอกสถานีเชิงรุก และ สคน. ขาดการประเมินผลประสิทธิภาพการอ่านป้ายทะเบียนและขาดการกำกับดูแลผู้รับจ้างอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อเสนอแนะ สตง. ด้านการพัฒนาประสิทธิภาพระบบควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ
ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมีข้อเสนอแนะให้อธิบดีกรมทางหลวง พิจารณาดําเนินการดังนี้
1.วางแผนบำรุงรักษาระบบให้ครอบคลุม: ให้ สคน. วางแผนบำรุงรักษาระบบตรวจสอบน้ำหนักยานพาหนะให้ครอบคลุมทุกระบบ ทั้งในสถานีตรวจสอบน้ำหนัก และสถานีตรวจสอบน้ำหนักย่อยสำหรับ Spot Check ที่ติดตั้งตามเส้นทางเลี่ยงสถานีตรวจสอบน้ำหนัก โดยพิจารณาให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาระบบที่ติดตั้งตามสายทางที่มีความเสี่ยงรถบรรทุกน้ำหนักเกินจำนวนมาก เพื่อเป็นแนวทางป้องปรามและให้ระบบทำงานได้อย่างต่อเนื่องตามวัตถุประสงค์
2.สำรวจสภาพแวดล้อมและความพร้อมเชิงรุก: ให้ สคน. มอบหมายเจ้าหน้าที่ดำเนินการเชิงรุกในการสำรวจตรวจสอบสภาพแวดล้อมทางกายภาพและความพร้อมของระบบควบคุมน้ำหนักยานพาหนะที่ติดตั้งภายนอกสถานีตรวจสอบน้ำหนัก หากพบความผิดปกติ เช่น อุปกรณ์ตรวจสอบน้ำหนักชำรุด, พื้นถนนบริเวณจุดติดตั้งชำรุดแตกหักหรือยุบเป็นร่องล้อรถที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการตรวจน้ำหนัก, ตู้ควบคุมปิดไม่สนิทหรือกล่องบิดเบี้ยว, ป้าย VMS มีปัญหาการแสดงผลหรือมีต้นไม้บดบัง, หรือมีวัชพืชขึ้นตามตู้ควบคุม/เสาอุปกรณ์ ให้รายงาน สคน. หรือผู้รับจ้างเพื่อดำเนินการแก้ไขหรือบำรุงรักษาอุปกรณ์ได้อย่างทันท่วงที
3.ประเมินผลและกำกับดูแลผู้รับจ้าง: ให้ สคน. ประเมินผลประสิทธิภาพการทำงานของระบบควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ และกำกับ ติดตามผู้รับจ้างเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบระบบควบคุมการอ่านป้ายทะเบียน ให้ครอบคลุมการอ่านป้ายทะเบียนทั้งกลางวันและกลางคืน รวมทั้งให้ผู้รับจ้างรายงานผลการทดสอบระบบกรณีอ่านป้ายทะเบียนไม่ถูกต้อง ผลการบำรุงรักษา หรือเสนอวิธีการบำรุงรักษาที่เหมาะสมกับสภาพของระบบแต่ละแห่งต่อ สคน. ต่อไป
ข้อตรวจพบที่ 3: การตรวจสอบรถบรรทุกน้ำหนักเกินไม่เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด
จากการตรวจสอบการดําเนินงานการพัฒนาสถานีตรวจสอบน้ำหนัก โดยการตรวจสอบเอกสาร สัมภาษณ์ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบรถบรรทุกน้ำหนักเกิน สังเกตการณ์ ระบบควบคุมน้ำหนักยานพาหนะของสถานีตรวจสอบน้ำหนัก จํานวน 19 แห่ง ในพื้นที่ 13 จังหวัด พบว่า
-สถานีตรวจสอบน้ำหนักหลัก (Static) จับกุมได้ต่ำกว่าเป้าหมาย โดยรายงานปี 2564–2567 ชี้ว่า ปริมาณการจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินไม่เป็นไปตามเป้าหมาย (ร้อยละ 0.10) ในทุกปี และจากการสุ่มตรวจรายงาน 4 เดือนในปี 2567 (มี.ค., พ.ค., ก.ค., ก.ย.) ของสถานี 19 แห่ง พบว่ามีการจับกุมน้อยกว่าจำนวนรถที่ระบบตรวจพบว่าเกินอย่างมาก เช่น สตน. ชุมพร (ขาเข้า) ระบบตรวจพบรถน้ำหนักเกิน 15,985 คัน แต่จับกุมเพียง 8 คัน (ร้อยละ 0.05) สตน. แก่งคอย (ขาเข้า) ตรวจพบ 6,920 คัน จับกุม 29 คัน (ร้อยละ 0.42) และ สตน. โนนสูง (ขาเข้า) ตรวจพบ 4,560 คัน จับกุม 7 คัน (ร้อยละ 0.15)
-สถานีย่อย Spot Check (14 จุด) จากการสุ่มตรวจรถ 3,603 คัน ไม่พบรถน้ำหนักเกินเลยแม้แต่คันเดียว เนื่องจาก สตน. ไม่มีกการเก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานการตรวจสอบน้ำหนักเคลื่อนที่เพื่อตรวจสอบย้อนกลับ
-ละเลยสัญญาณเตือนรถที่มีแนวโน้มน้ำหนักเกิน (ImPS & VWS) พบว่า การติดตั้งระบบ ImPS บริเวณหน้าสถานีตรวจสอบน้ำหนักเพื่อป้องกันรถบรรทุกฝ่าฝืนไม่เข้าชั่งน้ำหนักที่สถานีตรวจสอบน้ำหนัก จากการตรวจสอบแบบรายงานรถบรรทุกไม่เข้าชั่ง ที่สถานีตรวจสอบน้ำหนักของสถานีตรวจสอบน้ำหนักที่สุ่มตรวจสอบ จํานวน 12 แห่ง ในปีงบประมาณ 2567 พบว่า เจ้าหน้าที่ประจำสถานี 7 แห่ง ไม่ดำเนินเรียกรถที่มีแนวโน้มน้ำหนักเกินกลับมาชั่ง โดยเฉพาะ สตน. สีคิ้ว (ขาเข้า) มีระบบ ImPS แจ้งเตือนรถไม่เข้าชั่งสูงถึง 145,720 คัน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้เรียกรถกลับมาชั่ง ส่วนสถานีอีก 5 แห่งที่เรียกรถกลับมาชั่ง (รวม 205 คัน) จับกุมได้เพียง 1 คัน (ร้อยละ 0.49)
ส่วนสถานีลูกข่าย VWS จากการสุ่มตรวจสอบ 9 แห่ง ในปีงบประมาณ 2567 พบว่า ตรวจพบจำนวนรถบรรทุกที่มีแนวโนม น้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกําหนด จํานวนรวมทั้งหมด 164,435 คัน (เป็นป้ายทะเบียนครบถ้วน 46,851 คัน) แต่เจ้าหน้าที่เรียกรถกลับมาชั่งเพียง 14 คัน (เฉพาะกลุ่มที่เกินพิกัดช่วงร้อยละ 0.00–40.00 และจับกุมได้ 3 คัน) ขณะที่รถบรรทุกที่มีแนวโน้มน้ำหนักเกินกว่าพิกัดตั้งแต่ะร้อยละ 40.00 ขึ้นไป เจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการเรียกรถกลับมาตรวจสอบ
สาเหตุของปัญหาข้างต้นเกิดจากแนวทางการปฏิบัติงานยังไม่ครอบคลุมรายละเอียดสำคัญ ระบบควบคุมน้ำหนักแต่ละระบบยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ และการบริหารอัตรากำลังไม่สอดคล้องตามปริมาณรถบรรทุกเข้าชั่ง
ข้อเสนอแนะ สตง. ด้านการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายรถบรรทุกน้ำหนักเกิน
ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมีข้อเสนอแนะให้อธิบดีกรมทางหลวง พิจารณาดําเนินการดังนี้
1.กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานควบคุมน้ำหนักให้ครอบคลุมรายละเอียดสำคัญ
-การตรวจสอบที่สถานีหลัก (Static): กำหนดแนวทางให้เจ้าหน้าที่ประจำสถานีต้องรายงานผลการปฏิบัติงานกรณีตรวจพบรถบรรทุกน้ำหนักเกินแต่ไม่มีการจับกุม โดยชี้แจงและแสดงหลักฐานถึงสาเหตุที่ไม่ดำเนินการจับกุม (เช่น ค่าน้ำหนักเกิดความคลาดเคลื่อน, รถบรรทุกเข้าชั่งซ้อนคัน, หรือกรณีเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการจับกุม) เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุและกำหนดแนวทางแก้ไข รวมทั้งกำหนดมาตรการกรณีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานไม่ดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่กำหนด
-การตรวจสอบรถที่มีแนวโน้มน้ำหนักเกิน (ImPS & VWS): กำหนดรายละเอียด ขั้นตอน และวิธีการปฏิบัติงานในการเรียกรถบรรทุกที่มีแนวโน้มน้ำหนักเกินกลับมาชั่งที่สถานี ผ่านระบบ ImPS และสถานีลูกข่าย VWS โดยอาจพิจารณากำหนดแผน/เป้าหมายให้แต่ละสถานีสุ่มเรียกรถที่มีแนวโน้มน้ำหนักเกินจากทั้งสองระบบกลับมาชั่ง โดยใช้การประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลของแต่ละสถานีเป็นเกณฑ์ และรายงานผลให้ส่วนกลางทราบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
-การตรวจสอบ ณ สถานีย่อย Spot Check: กำหนดขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงานนอกสถานีตรวจสอบน้ำหนักให้มีความรัดกุม ตรวจสอบได้ เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งจัดให้มีการรวบรวมข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นหลักฐานการตรวจสอบรถบรรทุกน้ำหนักเกินและรายงานผลการตรวจสอบให้ส่วนกลางทราบ
2.พัฒนาและเชื่อมโยงระบบข้อมูล โดยให้ สคน. พัฒนาระบบควบคุมน้ำหนักยานพาหนะแต่ละระบบให้สามารถตรวจสอบรถบรรทุกน้ำหนักเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเร่งรัดการเชื่อมโยงข้อมูลระบบควบคุมน้ำหนักยานพาหนะที่จัดทำขึ้นให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญได้ เช่น ข้อมูลทะเบียนรถ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความเชื่อมั่น และเกิดความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ
3.บริหารอัตรากำลังและเน้นย้ำการใช้งานระบบ: ให้ สคน. พิจารณาทบทวนการบริหารอัตรากำลังในการปฏิบัติหน้าที่ประจำสถานีตรวจสอบน้ำหนักให้สอดคล้องตามปริมาณจำนวนรถบรรทุกเข้าชั่งของแต่ละสถานี และเน้นย้ำเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานให้ความสำคัญกับการนำระบบควบคุมน้ำหนักยานพาหนะที่ได้รับการพัฒนา/ปรับปรุงอย่างต่อเนื่องมาใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงาน
4.ทบทวนตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย: ให้ สคน. พิจารณาทบทวนตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายให้สอดคล้องกับการดำเนินงานและภารกิจปัจจุบันของหน่วยงาน เพื่อให้สามารถสะท้อนผลการดำเนินงานของสถานีตรวจสอบน้ำหนักให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน




