ป.ป.ช. สุราษฎร์ฯ ลุยตรวจอาหารกลางวันโรงเรียน พบพิรุธเพียบ! ตั้งแต่เอกสารเบิกจ่ายยันคุณภาพอาหารย่ำแย่ ชี้เงินเหลือสะสมนาน-เบิกจ่ายหลังปิดเทอม ไม่ชอบมาพากล จี้เอาผิดผู้สั่งการ ไม่ใช่แค่ครูผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกเอกสารข่าวแจกกรณี ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงพื้นที่เชิงรุกเพื่อติดตามและตรวจสอบการดำเนินโครงการอาหารกลางวันของนักเรียนจำนวน 6 โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบข้อสงสัยและพิรุธหลายประการเกี่ยวกับการจัดการงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และคุณภาพของอาหารกลางวัน รวมถึงปัญหาน้ำดื่มสำหรับนักเรียน
โดยเฉพาะในโรงเรียนที่ไม่ได้รับแจ้งว่าจะมีการตรวจล่วงหน้า พบความผิดปกติถึง 5 ประการที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง อาทิ เอกสารการเบิกจ่ายงบประมาณที่ไม่ครบถ้วน การจัดเก็บไม่เป็นระบบ และผู้รับผิดชอบไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้อย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบกรณีการเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวันต่อเนื่องไปอีกประมาณ 1 เดือนหลังโรงเรียนปิดภาคเรียน โดยมีการชี้แจงอ้างว่าจะนำเงินไปจัดซื้อสิ่งของอื่น เช่น ตู้เย็น ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องตามระเบียบต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเงินเหลือจ่ายจากโครงการที่ไม่ถูกส่งคืนตามระเบียบ และมีข้อมูลว่าเกิดการสะสมต่อเนื่องมาหลายปี แต่กลับไม่สามารถระบุยอดเงินเหลือจ่ายของแต่ละปีได้อย่างชัดเจนเนื่องจากเอกสารไม่ครบถ้วน
ขณะเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบการตรวจสอบระหว่างโรงเรียนที่ได้กับแจ้งล่วงหน้ากับโรงเรียนที่ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า พบความแตกต่างทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของอาหารกลางวันอย่างเห็นได้ชัดเจน ถือเป็นเรื่องที่ควรติดตามตรวจสอบอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือ ปัญหาเรื่องน้ำดื่มสำหรับนักเรียน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ที่มักได้รับน้ำดื่มไม่เพียงพอหลังรับประทานอาหารบริเวณโรงอาหาร ในขณะที่บริเวณใกล้เคียงมีการจำหน่ายน้ำและอาหาร ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและสวัสดิภาพของเด็กนักเรียน
รายงานระบุว่า จากข้อมูลการร้องเรียนหลายกรณี ยังมีข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการสั่งการจากผู้บริหารมายังครูและบุคลากรระดับปฏิบัติ ซึ่งบางรายอาจอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถปฏิเสธคำสั่งได้ สำนักงาน ป.ป.ช. จึงส่งเสริมให้ครูและบุคลากรส่งข้อมูลและหลักฐานผ่านช่องทางที่ปลอดภัย พร้อมมาตรการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้มีอำนาจสั่งการต้องรับผิดชอบตามกฎหมายอย่างแท้จริง และไม่ปล่อยให้ผู้ปฏิบัติงานระดับล่างต้องรับผิดเพียงลำพัง ภายใต้หลักการที่ว่า "อาหารของเด็กไม่ควรดีเฉพาะวันที่มีคนมาตรวจ และครูตัวเล็ก ๆ ไม่ควรต้องรับผิดแทนผู้สั่งการ"
การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามและตรวจสอบการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน ตามมาตรการ "เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน” ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบมาตรการดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 และต่อมาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ พร้อมมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวง อว. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามข้อเสนอของ ป.ป.ช.
ป.ป.ช. ย้ำว่า โครงการอาหารกลางวันมีเป้าหมายสำคัญคือให้นักเรียนได้รับอาหารที่มีคุณภาพ เพียงพอ และครบถ้วนตามหลักโภชนาการ แต่ที่ผ่านมายังคงพบความเสี่ยงทั้งด้านการบริหารงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดทำเอกสาร และการควบคุมตรวจสอบ ดังนั้น สำนักงาน ป.ป.ช. จึงให้ความสำคัญกับความเสี่ยงหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1. ความเสี่ยงด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้เงินไม่ตรงวัตถุประสงค์ ซึ่งต้องมีการกำกับให้การใช้จ่ายเป็นไปตามระเบียบ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ และเพิ่มความโปร่งใสในการเผยแพร่เมนูและภาพอาหารประจำวัน 2. ผู้ปฏิบัติงานขาดความรู้และความเข้าใจ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีบุคลากรจำกัด จึงควรพัฒนาความรู้และทักษะด้านการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารโครงการ และการใช้งานระบบ Thai School Lunch อย่างต่อเนื่อง และ 3. การกำกับ ตรวจสอบ และติดตามที่ยังไม่ต่อเนื่อง จำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับติดตาม บูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมตรวจสอบในประเด็นที่มีความเสี่ยง













