อนุกรรมาธิการศึกษาปฏิรูปจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เร่งปฏิรูป ‘สินค้าบัญชีนวัตกรรมไทย’ ชี้มีปัญหาบิดเบือนกลไกตลาด-ราคาสินค้าแพง มุ่งยกระดับจัดซื้อภาครัฐสู่มาตรฐาน OECD ด้าน NIA เผยพร้อมทบทวนเกณฑ์บังคับรัฐซื้อ 30%
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (ในคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ) ประชุมพิจารณาศึกษา "การบิดเบือนการแข่งขันทางการค้า บัญชีนวัตกรรมไทย การส่งเสริมวิสาหกิจหรือผู้ประกอบการเฉพาะกลุ่ม และการสวมสิทธิของผู้ประกอบการรายใหญ่" มีตัวแทนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (National Innovation Agency: NIA) สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการประชุม
ผู้สื่อข่าวเข้าสังเกตการณ์การประชุมในช่วงที่เกี่ยวข้องกับบัญชีนวัตกรรมไทย รายงานประเด็นที่น่าสนใจในการประชุมดังนี้
นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้าง กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เพื่อพิจารณาการปฏิรูประบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ได้ตามมาตรฐาน OECD และกล่าวถึงการจัดซื้อจัดจ้าง "สินค้าบัญชีนวัตกรรมไทย" ที่เป็นหนึ่งในกลไกที่บิดเบือนการแข่งขันในตลาด
ในที่ประชุมมีข้อซักถามและขอข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดซื้อสินค้าบัญชีนวัตกรรม เช่น ความคุ้มค่าในการกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องจัดซื้อจัดจ้างจากบัญชีนวัตกรรมอย่างน้อย 30% ของความต้องการใช้งานซึ่งหากยอดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐปีละ 1.4 ล้านล้านบาท ก็ต้องซื้อสินค้าในบัญชีนวัตกรรมถึง 4 แสนล้านบาท มูลค่าการซื้อสินค้าบัญชีนวัตกรรมของหน่วยงานรัฐในแต่ละปี การตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดราคาสินค้าในบัญชีนวัตกรรมจึงสูงกว่าราคาตลาด
ตัวแทนจาก สวทช. กล่าวถึงที่มาและความสำคัญของสินค้าบัญชีนวัตกรรม ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อที่จะผลักดันผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ และพยายามที่จะสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมไทย เพื่อนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศ และกล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2569 มอบหมายภารกิจในเรื่องของการตรวจสอบคุณสมบัติจาก สวทช. ไปที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) เนื่องจากที่ผ่านมา สวทช. มักจะไปร่วมวิจัยกับบริษัทในการวิจัย หรือหน่วยที่ทดสอบเป็นแล็บของ สวทช. เอง จึงเกิดข้อครหาว่าอยากได้ค่าทดสอบหรือไม่ โดย สวทช. จะมาช่วยในเรื่องของวิชาการในการประเมินแทน
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงปัญหาและอุปสรรคที่พบเจอจากสินค้าบัญชีนวัตกรรมว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถอธิบายหรือชี้แจงรายละเอียดของการวิจัยและพัฒนา หรือพิสูจน์ความเป็นนวัตกรรมของผลงานได้อย่างชัดเจน สินค้าหลายรายการยังขาดผลการทดสอบและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการขึ้นทะเบียน นอกจากนี้มีการรับข้อเสนอแนะจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาปรับปรุงโดยปรับสิทธิประโยชน์จาก 8 ปีเหลือ 6 ปี
ตัวแทนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวถึงประเด็นการดำเนินงานต่อจาก สวทช. ว่า จะเริ่มงานอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 โดยจะมีระยะเวลาในเรื่องของกระบวนการเปลี่ยนผ่านประมาณ 3 เดือน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเรียนรู้ร่วมกับทาง สวทช. ส่วนรายละเอียดของการดำเนินงานนั้น มีความจำเป็นต้องมีการรีวิวรายชื่อที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรม เพื่อพิจารณาว่ามีระดับความเป็นนวัตกรรมมากน้อยขนาดไหน เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนผ่านค่อนข้างรวดเร็ว โดยจะมีการพิจารณาการจัดระดับนวัตกรรม หากมีระดับนวัตกรรมน้อย ระยะเวลาปีในการได้รับสิทธิประโยชน์ก็ไม่จำเป็นต้องถึงครบ 8 ปี แต่อาจลดหลั่นลงไปตามความเหมาะสม เช่น 3 ปี 5 ปี 6 ปี หรือ 8 ปี สำหรับประเด็นเกณฑ์ 30% (หน่วยงานรัฐต้องจัดซื้อจัดจ้างจากบัญชีนวัตกรรมอย่างน้อย 30% ของความต้องการใช้งาน) มีความเห็นร่วมกับกรมบัญชีกลางว่าอาจจะแยกออกไปและมีการรีวิวเป็นรายปีว่ายังมีความเหมาะสมที่จะได้รับสิทธิ์นี้อยู่หรือไม่
อีกทั้งยังจะต้องมีการรีวิวเรื่องของงบประมาณและราคา เมื่อความเป็นนวัตกรรมลดลงไปในแต่ละปี เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ และ จะเพิ่มความเข้มงวดในเรื่องของการตรวจสอบกำลังการผลิตว่าผู้ประกอบการมีโรงงานเพียงพอ และสามารถผลิตได้ตามกำลังซื้อของภาครัฐจริงหรือไม่ และเมื่อมีการจัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว จะต้องมีกระบวนการลงไปตรวจหลังการขาย เพื่อดูว่าสินค้ายังได้มาตรฐานตามที่ขอขึ้นทะเบียนไว้
นอกจากนี้ตัวแทนจากสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า สินค้าในบัญชีนวัตกรรมมีราคาสูงกว่าท้องตลาดมาก โดยยกตัวอย่าง เสาไฟโซล่าเซลล์ ที่ในบัญชีนวัตกรรมมีราคาสูงถึง 70,000 - 80,000 บาทต่อต้น ในขณะที่หากท้องถิ่นดำเนินการเองจะมีราคาเพียง 7,000 - 8,000 บาท ซึ่งมีคุณภาพใกล้เคียงกัน และกล่าวถึงประเด็นการตรวจสอบจากป.ป.ช. และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มักจะท้วงติงว่าเหตุใดจึงซื้อสินค้าในราคาที่สูง และแสดงความกังวลในประเด็นการชี้แจงต่อหน่วยงานตรวจสอบต้อง ที่ทำเป็นตัวอักษรเท่านั้น ไม่ใช่คำพูดวาจา ซึ่งท้องถิ่นกลัวมาก เพราะหากข้อความที่เขียนไปตกหล่นหรือผิดพลาดเพียงเล็กน้อย จะกลายเป็นหลักฐานผูกมัดและสร้างความลำบากให้ผู้ปฏิบัติงานในภายหลัง
ในช่วงท้ายของการประชุมนายวิสุทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราเห็นตรงกันว่าสินค้าบัญชีนวัตกรรมมีปัญหา และที่ระบุว่าต้องจัดซื้อ 30% (การกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องจัดซื้อจัดจ้างจากบัญชีนวัตกรรมอย่างน้อย 30% ของความต้องการใช้งาน) ถ้ายอดจัดซื้อ 1.4 ล้านล้านแล้วระบบบอกว่าต้องจัดซื้อ 30% ก็จะพุ่งไป 3-4 แสนล้าน แต่ถ้าเราซื้อไม่ถึงก็ไม่เป็นไร นี่เป็นแค่ตัวเลขอ้างอิง แต่ผมคิดว่าตัวเลขก็สูงไปนิดหนึ่ง แต่ผมเห็นตรงกันว่ายังมีดีกว่าไม่มีเลย แต่ต้องทบทวนอย่างมาก แต่ท้ายที่สุดผมอยากใส่เพิ่มไปนิดหนึ่งว่า OECD บัญชีนวัตกรรม อะไรก็ตามที่เป็นบัญชีพิเศษต้องเลิกให้มากที่สุด บัญชีนวัตกรรมก็เลิก ถ้าเกิดต้องการนวัตกรรมภาครัฐร่วมลงทุน แต่ภาครัฐจะไม่ซื้อเพราะเป็นบัญชีนวัตกรรม ให้ไปถือหุ้นแต่แรก เหตุผลคือเป็นการกีดกันผู้ค้ารายอื่น และบัญชีนวัตกรรมอาจส่งผลต่อการเข้าการเข้า OECD และ EU Agreement เพราะบัญชีนวัตกรรมคือการกีดกันทางการค้าโดยทางธรรมชาติ อาจจะเป็นข้อสรุปสุดท้าย คือ บัญชีนวัตกรรมไม่ได้คิดถึงเรื่องประสิทธิภาพการใช้จ่าย เพราะถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมสินค้านวัตกรรม โดยไม่ได้มองว่าจะใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ คนละอย่างกับจุดประสงค์ของการจัดซื้อจัดจ้าง ตอนนี้เหมือนเราจะซื้อของจำเป็นต้องซื้อของแพง เพราะถูกบังคับให้ซื้อแพง กลายเป็นว่าไม่มีใครรุ้ว่าใช้งบประมาณรัฐไปอุ้มสินค้านวัตกรรมเท่าไร เพราะถูกผลักภาระให้คนอื่นไปหมด ถ้าจะทำให้ถูกต้องก็ต้องแข่ง ถ้าแข่งไม่ได้ก็ขอเงินอุดหนุนรัฐ แล้วรัฐจะได้รู้ว่าใช้เงินอุดหนุนสินค้านวัตกรรมไปเท่าใด เพราะถ้าแยกทุกอย่างได้จะทำทุกอย่างได้อย่างชัดเจน ท้ายที่สุดคือมีแต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง”




