News Logo
หน้าแรก
ปรับเกณฑ์เข้มป้องทุจริตโครงการรัฐวงเงินเกิน 300 ล้าน

ปรับเกณฑ์เข้มป้องทุจริตโครงการรัฐวงเงินเกิน 300 ล้าน

13 มิ.ย. 2569 12:36
ผู้ชม 106 คน

กรมบัญชีกลางเข้มป้องทุจริตโครงการรัฐวงเงินเกิน 300 ล้าน แก้นิยาม “การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม” ให้ครอบคลุมถึงบุคคลที่อยู่กินกันฉันสามีภริยา แต่ไม่จดทะเบียนสมรสด้วย เอกชนที่ร่วมประมูลต้องยื่นแนวทางป้องกันการทุจริต พร้อมปรับแบบตรวจสอบใหม่

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 กรมบัญชีกลางเผยแพร่ข่าวคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต(ค.ป.ท.) ออกประกาศปรับเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นข้อเสนอกับหน่วยงานของรัฐ ที่มีวงเงินเกิน 300 ล้านบาทขึ้นไป

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามที่ ค.ป.ท.ได้ออกประกาศ เรื่อง วงเงินในการจัดซื้อจัดจ้างและมาตรฐานขั้นต่ำของนโยบายและแนวทางป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างที่ผู้ประกอบการต้องจัดให้มี ตามมาตรา 19 แห่งพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2568 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานตามประกาศฉบับดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น คณะกรรมการ ค.ป.ท. จึงได้ออกประกาศแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขสำคัญใน 4 ประเด็น ดังนี้

1.แก้ไขคำนิยาม “การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม” โดยขยายความหมายให้ครอบคลุมถึงการใช้ความสัมพันธ์ของบุคคลที่อยู่กินกันฉันสามีภริยา แต่มิได้จดทะเบียนสมรส เพื่อการแสวงหาผลประโยชน์ทั้งส่วนตน กลุ่ม พวกพ้อง หรือธุรกิจ

2.กำหนดแนวทางการยื่นแบบตรวจสอบข้อมูลพร้อมหลักฐานอ้างอิงฉบับใหม่ โดยให้ผู้ประกอบการนำแบบตรวจสอบข้อมูล พร้อมหลักฐานอ้างอิงฉบับใหม่มายื่นให้หน่วยงานของรัฐก่อนวันที่แบบตรวจสอบข้อมูลฉบับเดิมจะหมดอายุ โดยไม่ต้องรอให้หน่วยงานของรัฐแจ้งให้ทราบ

3.กำหนดเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติใหม่ โดยให้ผู้ประกอบการต้องยื่นนโยบายและแนวทางป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมแบบตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานอ้างอิงการดำเนินงานตามข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 7 ของประกาศ จึงจะผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติของการเป็นผู้เข้ายื่นข้อเสนอ

4.ปรับแบบตรวจสอบข้อมูลฉบับใหม่ โดยให้เปลี่ยนมาใช้แบบตรวจสอบข้อมูลตามแนบท้ายประกาศฉบับใหม่แทน

“การปรับแก้ไขประกาศในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยให้หน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเข้ายื่นข้อเสนอในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสามารถดำเนินการได้อย่างครบถ้วน และถูกต้องยิ่งขึ้นแล้ว ยังจะช่วยยกระดับการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการในการขับเคลื่อนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นต่อโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอีกด้วย”นางแพตริเซียกล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต เรื่อง วงเงินในการจัดซื้อจัดจ้างและมาตรฐานขั้นต่ำของนโยบายและแนวทางป้องกันการทุจริต ในการจัดซื้อจัดจ้างที่ผู้ประกอบการต้องจัดให้มี ตามมาตรา 19 แห่งพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (ฉบับที่ 2) มีผลบังคับใช้หลัง 30 วัน นับจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569

สำหรับสาระสำคัญของประกาศดังกล่าว อาทิ ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า “การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม” ในข้อ 4 ของประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม” หมายความว่า การที่ผู้ประกอบการใช้ตำแหน่งหรืออำนาจหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน กลุ่ม พวกพ้อง หรือธุรกิจ อันส่งผลกระทบหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ และให้หมายความรวมถึงการใช้ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่มีอยู่ ความสัมพันธ์ของคู่สมรส หรือความสัมพันธ์ของบุคคลที่อยู่กินกันฉันสามีภริยา แต่มิได้จดทะเบียนสมรส เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ส่วนตน กลุ่ม พวกพ้อง หรือธุรกิจ ในการจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐ เช่น การมีธุรกิจที่ทับซ้อน หรือถือหุ้นในกิจการที่คล้ายคลึงกันและกิจการที่ถือหุ้นนั้นเข้ายื่นข้อเสนอในโครงการเดียวกัน การเข้ายื่นข้อเสนอในโครงการที่มีญาติ คู่สมรส หรือบุคคลที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาแต่มิได้จดทะเบียนสมรสเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น”

ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในข้อ 8 วรรคหนึ่ง ของประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต วันที่ 25 กันยายน 2567 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 8 มาตรฐานขั้นต่ำของนโยบายและแนวทางป้องกันการทุจริตที่จัดทำขึ้นตามข้อ 5 วรรคสอง หรือการได้การรับรองมาตรฐานตามข้อ 5 วรรคสาม ต้องมีผลครอบคลุมตั้งแต่วันเข้ายื่นข้อเสนอในการจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐจนถึงวันที่ได้รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายตามสัญญา หากการดำเนินการหรือการได้การรับรองมาตรฐานนั้น ไม่ครอบคลุมถึงวันที่ผู้ประกอบการได้รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายตามสัญญา ให้ผู้ประกอบการนำแบบตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเข้ายื่นข้อเสนอกับหน่วยงานของรัฐในการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินเกินสามร้อยล้านบาทขึ้นไป และหลักฐานอ้างอิงฉบับใหม่ มอบให้แก่หน่วยงานของรัฐก่อนวันที่แบบตรวจสอบข้อมูลฉบับเดิมจะครบกำหนดวันที่มีผลบังคับใช้”

ข้อ 5 ให้ยกเลิกความในข้อ 9 ของประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต วันที่ 25 กันยายน 2567 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 9 หน่วยงานของรัฐต้องกำหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเข้ายื่นข้อเสนอในขอบเขตของงานและประกาศจัดซื้อจัดจ้างว่า ผู้ประกอบการต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำของนโยบายและแนวทางป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมทั้งแนบแบบตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเข้ายื่นข้อเสนอกับหน่วยงานของรัฐในการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินเกินสามร้อยล้านบาทขึ้นไปและหลักฐานอ้างอิง เพื่อเป็นเอกสารประกอบการยื่นข้อเสนอ โดยผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 7 ให้ครบถ้วนทุกข้อจึงจะผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติของการเป็นผู้เข้ายื่นข้อเสนอในการจัดซื้อจัดจ้างในครั้งนั้น”

ข้อ 6 ให้ยกเลิกแบบตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเข้ายื่นข้อเสนอกับหน่วยงานของรัฐในการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินเกินสามร้อยล้านบาทขึ้นไป แนบท้ายประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต วันที่ 25 กันยายน 2567 และให้ใช้แบบตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเข้ายื่นข้อเสนอกับหน่วยงานของรัฐในการจัดซื้อจัดจ้าง ที่มีวงเงินเกินสามร้อยล้านบาทขึ้นไป แนบท้ายประกาศนี้แทน

ข้อ 7 โครงการจัดซื้อจัดจ้างใดที่ดำเนินการประกาศจัดซื้อจัดจ้างแล้วก่อนวันที่ประกาศนี้จะใช้บังคับ ให้ดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริตลงวันที่ 25 กันยายน 2567 ต่อไปได้

ทั้งนี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต ลงนามในประกาศ ณ วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับแบบตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเข้ายื่นข้อเสนอกับหน่วยงานของรัฐ ในการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินเกินสามร้อยล้านบาทขึ้นไป เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการยื่นข้อเสนอโครงการ (เอกสารแนบท้ายประกาศ) มีสาระสำคัญ คือ

1. ผู้ประกอบการมีการกำหนดนโยบายป้องกันการทุจริตที่ระบุอย่างชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งมีการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน

2. ผู้ประกอบการมีการกำหนดแนวทางหรือวิธีการหรือมาตรการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างที่ระบุอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งมีการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน ดังนี้

2.1 จรรยาบรรณธุรกิจ 2.2 หน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการป้องกันการทุจริตที่ชัดเจน 2.3 บทลงโทษหรือข้อบังคับสำหรับผู้กระทำการทุจริต 2.4 ช่องทางหรือระบบการแจ้งเบาะแสของข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต 2.5 แผนฝึกอบรมเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต

3. มีการสื่อสารหรือประชาสัมพันธ์นโยบายและแนวทางป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างตามข้อ 1 และ 2

4. มีการอบรมหรือส่งเสริมให้ผู้บริหารและพนักงานได้รับการอบรมเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งหรือตามแผนที่กำหนด

5. มีการทบทวนนโยบายและแนวทางป้องกันการทุจริตอย่างน้อยทุก 3 ปี

** หมายเหตุ

1. ใบรับรองหรือมาตรฐานขั้นต่ำฯ ต้องมีระยะเวลาการรับรองหรือมีผลบังคับใช้ครอบคลุมตั้งแต่วันที่ผู้ประกอบการเข้ายื่นข้อเสนอในการจัดซื้อจัดจ้างต่อหน่วยงานของรัฐจนถึงวันที่ได้รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายตามสัญญา

2.กรณีไม่มีใบรับรอง ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามรายการที่กำหนดในตารางให้ครบถ้วนทุกข้อจึงจะผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติของการเป็นผู้เข้ายื่นข้อเสนอในการจัดซื้อจัดจ้างในครั้งนั้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรัพย์สิน 7 ล้าน 'รักชนก ศรีนอก' สส. พรรคประชาชน-มีหนังสือ 967 รายการ
ทรัพย์สิน 7 ล้าน 'รักชนก ศรีนอก' สส. พรรคประชาชน-มีหนังสือ 967 รายการ