"...หากในอนาคตการตรวจสอบพบว่าโครงการดำเนินการถูกต้อง โปร่งใส และสามารถสร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้ตามเป้าหมาย TH-AI Passport อาจกลายเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของนายไชยชนกในฐานะรัฐมนตรีผู้ผลักดันนโยบาย AI แห่งยุค แต่ในทางกลับกัน หากปรากฏข้อบกพร่อง ความเสียหายต่อรัฐ หรือพบการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการคัดเลือกผู้รับจ้างโดยตรง แต่ในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและผู้ผลักดันนโยบายหลัก ย่อมหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางการเมืองได้ยาก..."
โครงการ “TH-AI Passport” มูลค่ากว่า 1,621 ล้านบาท กำลังกลายเป็นหนึ่งในนโยบายด้านดิจิทัลที่ถูกจับตามองมากที่สุดของรัฐบาล หลังถูกตั้งคำถามทั้งในรัฐสภา จากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และจากภาคการเมือง ถึงความคุ้มค่า รูปแบบการใช้งบประมาณ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าเป็นโครงการสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ระดับสูงอย่างทั่วถึง
ศูนย์กลางของข้อถกเถียงครั้งนี้อยู่ที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ผู้รับผิดชอบนโยบายโดยตรง และเป็นหนึ่งในนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดของพรรคภูมิใจไทย
จากทายาทบ้านใหญ่บุรีรัมย์ สู่รัฐมนตรีผู้ผลักดันนโยบาย AI
นายไชยชนก เป็นบุตรของ เนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลแห่งจังหวัดบุรีรัมย์ และนางกรุณา ชิดชอบ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ถือเป็นทายาทรุ่นที่สามของตระกูลการเมืองชิดชอบที่มีบทบาทในแวดวงการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน
ก่อนเข้าสู่การเมืองเต็มตัว เขามีบทบาทในภาคธุรกิจของครอบครัว โดยเฉพาะธุรกิจกีฬา มอเตอร์สปอร์ต และอีสปอร์ต ก่อนก้าวเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งปี 2566 ในนามพรรคภูมิใจไทย และได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรคในเวลาต่อมา
ภายหลังได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ไชยชนกประกาศผลักดันนโยบายด้านปัญญาประดิษฐ์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยโครงการ TH-AI Passport ถือเป็นหนึ่งในโครงการเรือธงด้าน AI ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลในปัจจุบัน
ด้วยสถานะทั้งในฐานะรัฐมนตรี ผู้กำหนดนโยบายดิจิทัล และทายาททางการเมืองของตระกูลชิดชอบ ทำให้ทุกการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการมูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาทนี้ ถูกจับตามองทั้งในมิติด้านนโยบาย เทคโนโลยี และการเมือง

ไชยชนก ชิดชอบ
จุดเริ่มต้นการตรวจสอบในสภา
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อรัฐสภา เพื่อตรวจสอบข้อพิรุธของโครงการ TH-AI Passport โดยตั้งข้อสังเกตถึงกรอบเวลาการจัดซื้อจัดจ้างที่ค่อนข้างกระชั้นชิดสำหรับโครงการมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาท การไม่มีข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ในร่าง TOR และความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณกว่า 1,621 ล้านบาท เพื่อเช่าสิทธิ์การใช้งาน AI จากต่างประเทศ
ฝ่ายค้านมองว่า การใช้งบประมาณในลักษณะค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (OPEX) อาจไม่ก่อให้เกิดทรัพย์สินหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว และมีความเสี่ยงที่สิทธิ์ใช้งานจำนวนมากจะไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
ขณะที่ระหว่างการตอบกระทู้สดในรัฐสภา นายไชยชนกยืนยันว่าโครงการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบพัสดุทุกขั้นตอน พร้อมปฏิเสธข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส
“หากผมคิดจะโกงเรื่อง AI แล้วทำให้ถูกขนาดนี้และทั่วถึงประชาชนได้หรือไม่”
พร้อมกล่าวย้ำอีกว่า
“ใครได้รับงานในโครงการนี้ไม่ใช่ประเด็น และไม่ใช่เรื่องของผม เพราะหน้าที่ของผมคือการมอบนโยบายให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด ใครประมูลผ่าน ใครรับงานไป ก็ต้องทำตามนโยบายที่วางไว้ให้ได้ หากทำไม่ได้ผมก็ต้องจัดการ ดังนั้น ใครจะได้งานนี้ไป ผมไม่สน”
รัฐมนตรีดีอีอธิบายว่า โครงการมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยี หลังผลสำรวจความพร้อมด้าน AI ของประชากรไทยในช่วงปี 2567-2568 พบว่าคนไทยเข้าถึงเครื่องมือ AI ขั้นสูงเพียงร้อยละ 10.7 เท่านั้น
รัฐบาลจึงเลือกใช้วิธีรวมอำนาจการจัดซื้อเพื่อเจรจากับผู้ให้บริการ AI ระดับโลก ทำให้สามารถลดต้นทุนการใช้งานลงเหลือเฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน และเปิดโอกาสให้ประชาชน นักเรียน และแรงงานไทย เข้าถึง AI ระดับโปรได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ภาพประกอบรายงาน
‘ไชยชนก’ โต้ ‘ภาวุธ’ TH-AI Passport ถูกกฎหมาย ลั่น ใครได้งานไม่สน
เปิดไส้ในโครงการ 1.6 พันล้าน
ขณะที่สำนักข่าว Next News ตรวจสอบไส้ในข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างพบว่า โครงการมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport)” อยู่ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และได้รับการจัดสรรงบประมาณ 1,650 ล้านบาท
การจัดทำราคากลางอ้างอิงข้อมูลจาก 7 แหล่ง ประกอบด้วยระเบียบและหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง รวมถึงใบเสนอราคาจากเอกชน 3 ราย ได้แก่ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด และบริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเริ่มจากการเผยแพร่แผนจัดซื้อจัดจ้างเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง TOR ระหว่างวันที่ 15-22 ธันวาคม 2568 ก่อนประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมเสนอราคาเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568
มีผู้ยื่นข้อเสนอแข่งขันทั้งหมด 3 ราย ได้แก่ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด เสนอราคา 1,627.43 ล้านบาท กิจการค้าร่วม DA Consortium เสนอราคา 1,638.29 ล้านบาท และกิจการค้าร่วม TH Consortium เสนอราคา 1,621.10 ล้านบาท
ท้ายที่สุด กิจการค้าร่วม TH Consortium ซึ่งประกอบด้วย บริษัท โกลิ้งค์ ออนไลน์ จำกัด บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดและได้รับการคัดเลือก ด้วยวงเงินสัญญาประมาณ 1,621 ล้านบาท โดยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างระบุว่ากระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 67 วัน
ปมบริษัทสืบราคากลางและเงื่อนงำ TOR
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งคำถาม คือ บริษัทเอกชนทั้ง 3 รายที่ถูกใช้เป็นแหล่งอ้างอิงในการสืบราคากลางของโครงการ TH-AI Passport เป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยถูกใช้สืบราคากลางในโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) วงเงินกว่า 5,413 ล้านบาท ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งต่อมาถูกสั่งชะลอการดำเนินโครงการเพื่อทบทวนรายละเอียด
ขณะที่ บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยังมีเชื่อมโยงทางธุรกิจของคนในตระกูลชิดชอบด้วย
ฝ่ายวิจารณ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า TOR ของโครงการกำหนดรายละเอียดค่อนข้างกว้าง โดยเฉพาะงบประมาณส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้งาน AI และ Token มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ทำให้ยากต่อการตรวจสอบประสิทธิภาพและต้นทุนที่แท้จริงของระบบ
อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบของรัฐแห่งใดชี้มูลว่าโครงการดังกล่าวมีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีพฤติการณ์ทุจริต

เอกสารสืบราคากลาง
เจาะไส้ในสืบราคากลาง AI Passport 1.6 พันล.-มีชื่อ ฟอร์ท ด้วย
รัฐบาลชี้แจง เป้าหมายคือ AI โปรฟรี 5 ล้านคน
ต่อมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชี้แจงว่า โครงการระยะที่ 1 ใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จำนวน 1,621 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสิทธิ์การใช้งาน Advanced Generative AI ระดับโปรให้ประชาชนไทยจำนวน 5 ล้านคน เป็นเวลา 1 ปี
สิทธิ์ดังกล่าวครอบคลุมเครื่องมือ AI จากผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลกกว่า 12 โมเดล อาทิ Google, Microsoft และ OpenAI คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 324 บาทต่อคนต่อปี หรือประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน
กระทรวงดีอียังยืนยันว่า ข้อมูลคำสั่งใช้งาน (Prompt) และข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานจะถูกจัดเก็บบนระบบคลาวด์ภายในประเทศไทย และผ่านกระบวนการทำข้อมูลนิรนาม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้พัฒนา AI ต่างประเทศสามารถนำข้อมูลไปใช้ฝึกโมเดลต่อได้

ภาพประกอบรายงาน
‘กรณ์’ ตั้งคำถาม ประเทศได้อะไรจากเงิน 1.6 พันล้าน
แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 หลังนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาเผยแพร่บทวิเคราะห์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว
นายกรณ์ตั้งคำถามว่า ประเทศไทยกำลังใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อ “เช่าใช้ AI” เป็นเวลาเพียง 1 ปี มากกว่าการลงทุนเพื่อสร้างทรัพย์สินทางเทคโนโลยีของประเทศ
เขามองว่า ประชาชนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึง AI เวอร์ชันฟรีได้อยู่แล้ว ขณะที่สิ่งที่ประเทศไทยขาดจริง ๆ คือทักษะด้าน AI Literacy มากกว่าการขาดสิทธิ์ใช้งานแบบ Pro
นอกจากนี้ กลุ่มนักพัฒนาที่ต้องการสร้างนวัตกรรมระดับสูง มักใช้งานผ่าน API และระบบคิดค่าบริการตามปริมาณ Token ซึ่งแตกต่างจากแพ็กเกจที่รัฐบาลกำลังจัดซื้อ ทำให้เกิดคำถามว่าโครงการกำลังสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้องหรือไม่
นายกรณ์ยังชี้ว่า หากประชาชนไม่ได้ใช้สิทธิ์ครบตามจำนวนที่รัฐจัดซื้อ เงินส่วนดังกล่าวจะไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และจะกลายเป็นต้นทุนที่สูญเปล่าทันทีเมื่อหมดอายุสัญญา
Data Center ในไทย ไม่ได้แปลว่าไทยเป็นเจ้าของ AI
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นายกรณ์หยิบยกขึ้นมา คือ การที่รัฐบาลย้ำว่าระบบจะจัดเก็บข้อมูลไว้ใน Data Center ภายในประเทศไทย
อดีตรัฐมนตรีคลังมองว่า การมีเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ในประเทศ ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยี โมเดล AI หรือทรัพย์สินทางปัญญาที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากซอฟต์แวร์ โมเดลภาษา และระบบหลังบ้านยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทต่างชาติ
ดังนั้น แม้โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนจะตั้งอยู่ในไทย แต่คุณค่าทางเศรษฐกิจหลักยังคงอยู่กับผู้พัฒนาเทคโนโลยีต่างประเทศ
ทางเลือกอื่นของงบประมาณ 1.6 พันล้าน
นายกรณ์และผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเสนอว่า งบประมาณดังกล่าวควรถูกนำไปใช้ในลักษณะการลงทุนระยะยาวมากกว่า เช่น การจัดซื้อ GPU Cluster เพื่อเป็นทรัพย์สินของประเทศ การสนับสนุนการพัฒนาโมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่ การสร้างศูนย์นวัตกรรม AI สำหรับสตาร์ทอัพไทย การสนับสนุน SME ผ่านคูปองนวัตกรรม หรือการลงทุนด้านบุคลากรและนักพัฒนา AI ของประเทศ
แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ประเทศไทยควรสร้าง “AI Builders” หรือผู้สร้างเทคโนโลยี มากกว่าการเพิ่มจำนวน “AI Users” เพียงอย่างเดียว
รัฐบาลรับฟังข้อเสนอ เตรียมแผนระยะ 2
ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นายไชยชนกให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ว่า กระทรวงพร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่าย และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงรายละเอียดของโครงการ รวมถึงจัดทำแผนแม่บทสำหรับโครงการระยะที่ 2 ในปีงบประมาณ 2570
พร้อมกันนี้ ยังมีการเปิดเผยว่าจะเตรียมกรอบวงเงินเพิ่มเติมอีก 900 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความรัดกุมของการดำเนินโครงการในอนาคต
ชณะที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินสายให้สัมภาษณ์หลายรายการ กล่าวอ้างว่า โครงการฯ กำลังมีข้อสงสัยว่าอาจจะมีเงินทอนกว่าพันล้านบาทด้วย
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีหน่วยงานใดชี้มูลความผิดหรือความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการ TH-AI Passport แต่ข้อถกเถียงสำคัญยังคงดำเนินต่อไป
คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าประเทศไทยควรสนับสนุนการเข้าถึง AI หรือไม่ เพราะแทบทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าประเทศจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์ หากแต่อยู่ที่ว่า รัฐควรเลือกใช้เงินภาษีของประชาชนในรูปแบบใด ระหว่างการเร่งขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีได้ทันที กับการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และทรัพย์สินทางปัญญาที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของในระยะยาว
และนั่นอาจเป็นโจทย์สำคัญที่สุดของโครงการ TH-AI Passport ที่รัฐบาลจะต้องตอบให้สังคมเห็นอย่างชัดเจน ก่อนที่โครงการมูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาทนี้จะเดินหน้าเต็มรูปแบบในอนาคต
บททดสอบ เกมเดิมพันอนาคตการเมือง ‘ไชยชนก’
กล่าวสำหรับ นายไชยชนก ชิดชอบ โครงการ TH-AI Passport ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ทางการเมืองครั้งสำคัญของรัฐมนตรีรุ่นใหม่ ผู้ถูกวางตัวให้เป็นหนึ่งในกำลังหลักของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต
ยิ่ง นายไชยชนก มีพ่อชื่อ เนวิน ชิดชอบ ที่สามารถเตะก้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ นายไชยชนก จึงต้องยิ่งถูกตรวจสอบมากเป็นพิเศษ
ตลอดช่วงที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ นายไชยชนกเลือกเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาโดยตรง ยืนยันความถูกต้องของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และแสดงจุดยืนชัดเจนว่าหน้าที่ของตนคือผลักดันนโยบายให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ไม่ใช่การเข้าไปกำหนดว่าเอกชนรายใดจะได้รับงาน
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีหน่วยงานตรวจสอบใดชี้มูลความผิดเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport แต่ด้วยวงเงินงบประมาณที่สูงถึง 1,621 ล้านบาท ประกอบกับข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่า การออกแบบโครงการ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้โครงการนี้มีแนวโน้มถูกตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจากทั้งฝ่ายค้าน สื่อมวลชน และองค์กรอิสระ
หากในอนาคตการตรวจสอบพบว่าโครงการดำเนินการถูกต้อง โปร่งใส และสามารถสร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้ตามเป้าหมาย TH-AI Passport อาจกลายเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของนายไชยชนกในฐานะรัฐมนตรีผู้ผลักดันนโยบาย AI แห่งยุค
แต่ในทางกลับกัน หากปรากฏข้อบกพร่อง ความเสียหายต่อรัฐ หรือพบการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการคัดเลือกผู้รับจ้างโดยตรง แต่ในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและผู้ผลักดันนโยบายหลัก ย่อมหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางการเมืองได้ยาก
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สังคมกำลังจับตาอาจไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นผู้ชนะการประมูล แต่คือคำตอบว่า งบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาทของประชาชน ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างประโยชน์ต่ออนาคตดิจิทัลของประเทศได้จริงหรือไม่
คำตอบของคำถามนั้น อาจเป็นตัวกำหนดทั้งอนาคตของโครงการ TH-AI Passport และอนาคตทางการเมืองของนายไชยชนก ชิดชอบ ไปพร้อมกัน





