"พิรงรอง" แจงเหตุไม่เข้าร่วมประชุม กสทช. ชี้ชัดประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย หลังคณะกรรมการสรรหามีมติเอกฉันท์ กังวลการปฏิบัติหน้าที่ของประธานหลังคำวินิจฉัย อาจไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย ย้ำกรรมการ กสทช. ที่เหลือควรดำเนินการตามมาตรา 20 เพื่อความโปร่งใสขององค์กร
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดทำบันทึกข้อความถึงเลขาธิการ กสทช. เพื่อแจ้งเรื่องการไม่สามารถเข้าประชุมและรับคำสั่งใดๆ จากประธานกรรมการ กสทช. ได้อีกต่อไป หลังจากวันที่ประธานกรรมการ กสทช. ถูกวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง ทั้งนี้ สืบเนื่องจากปรากฏเป็นข่าวแพร่หลายอย่างต่อเนื่องและยาวนานเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการ กสทช. ซึ่งคณะกรรมการสรรหาตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นองค์กรผู้มีอำนาจวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม ได้มีมติเอกฉันท์วินิจฉัยเป็นที่สุดแล้วว่า ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) ของพระราชบัญญัติดังกล่าว และถือเป็นการสละสิทธิเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต ระบุในบันทึกข้อความว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้ส่งสำเนาผลคำวินิจฉัยดังกล่าวมาให้กรรมการ กสทช. ทุกคน และสำนักงาน กสทช. ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 โดยมีการลงรับในระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงาน กสทช. เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.18.13 น. และลงรับในระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรองฯ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00.14 น.
ในบันทึกข้อความดังกล่าว ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ได้ให้เหตุผลในการไม่เข้าร่วมประชุมและไม่ยอมรับการสั่งการใดๆ ว่า แม้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 19 จะบัญญัติว่า "ถ้าปรากฏภายหลังว่าเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือการแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นเหตุให้ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งเช่นว่านี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่" แต่ทว่า นับจากวันที่คณะกรรมการสรรหาได้มีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้วว่าประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย การใดที่ประธานกรรมการ กสทช. ได้ปฏิบัติหรือจะปฏิบัติ ย่อมมีความสุ่มเสี่ยงในการที่จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ในฐานะกรรมการ กสทช. จึงเห็นว่า ประธานกรรมการ กสทช. ซึ่งถูกวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งจึงไม่อาจหรือไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการ กสทช. อีกต่อไป และหากฝืนปฏิบัติ การนั้นย่อมอาจไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายใดๆ อีกต่อไปด้วย
เพื่อธำรงไว้ซึ่งการดำเนินงานของ กสทช. ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และไม่ส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์หรือความชอบด้วยกฎหมายใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง จึงเสนอแนะว่า กรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ควรดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามความในวรรคสาม วรรคห้า และวรรคหก ตามลำดับ เพื่อให้ กสทช. สามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนตามที่กฎหมายกำหนดได้อย่างถูกต้อง เปิดเผย และโปร่งใส
ท้ายที่สุด ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ได้เน้นย้ำในบันทึกข้อความดังกล่าวว่า ตนเองในฐานะกรรมการ กสทช. จึงไม่อาจเข้าประชุมพิจารณาเรื่องใดๆ ร่วมกับประธานกรรมการ กสทช. และไม่อาจยอมรับการสั่งการใดๆ ของบุคคลดังกล่าว หลังจากวันที่ถูกวินิจฉัยชี้ขาดว่ามีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งอีกต่อไป พร้อมกันนี้ ยังได้ระบุเตือนว่า หากมีกรณีที่กรรมการ กสทช. หรือเจ้าหน้าที่คนใดของสำนักงาน กสทช. ได้เข้าร่วมประชุม หรือปฏิบัติงานตามการสั่งการของประธานกรรมการ กสทช. ที่ถูกวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งหลังจากวันที่ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ย่อมเป็นการตัดสินใจและความรับผิดชอบตามกฎหมายเป็นส่วนตัวเฉพาะตนของกรรมการและเจ้าหน้าที่ผู้นั้นเองโดยลำพัง





