News Logo
หน้าแรก
'ก.ล.ต.' เจอตัวแล้ว 'สุภาพร' แจ้งซื้อหุ้นทิพย์ร่วมแสนล้าน จ่อเอาผิด

'ก.ล.ต.' เจอตัวแล้ว 'สุภาพร' แจ้งซื้อหุ้นทิพย์ร่วมแสนล้าน จ่อเอาผิด

9 ก.ค. 2569 15:41
ผู้ชม 202 คน

'ก.ล.ต.' เจอตัวแล้ว 'สุภาพร' ยอมรับเป็นคนแจ้งซื้อหุ้นทิพย์บริษัทยักษ์ร่วมแสนล้าน จ่อเอาผิดให้ข้อมูลเท็จ เค้นสอบมีคนอื่นเอี่ยวด้วยหรือไม่ แจงระบบการแจ้งข้อมูลมีมาตรฐาน ต้องยืนยันตัวตนถึงจะเข้าได้

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) พร้อมด้วยน.ส.สุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต.และนายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ ก.ล.ต.ร่วมแถลงข่าวกรณีน.ส.สุภาพร พิมพงษ์ ที่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของหลักทรัพย์ 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ (รวมถึงการแจ้งการซื้อหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) รวมกว่า 7% มูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท และหุ้นบริษัทอื่นๆ รวมแล้วเกือบแสนล้านบาท)

นางพรอนงค์กล่าวว่า กรณีของคุณสุภาพร ที่ผ่านมาสำนักงาน ก.ล.ต.ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรายงานดังกล่าวมาเป็นระยะแล้ว แต่เนื่องจากเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง จึงขออธิบายว่าแบบ246-2เป็นรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์เมื่อผ่านสัดส่วนที่กำหนดตามเกณฑ์ที่มีนัยยะสำคัญ เป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุน ต้องมีการเปิดเผยให้ผู้ลงทุนทราบโดยเร็ว โดยกำหนดให้ผู้ได้มาหรือผู้จำหน่ายหลักทรัพย์มีหน้าที่รายงาน เมื่อผู้รายงานได้รายงานต่อสำนักงานก.ล.ต.ระบบให้ความสำคัญกับความถูกต้องของข้อมูล โดยมีมาตรการสอบทานเพื่อให้ข้อมูลที่มีความถูกต้องครบถ้วนและเชื่อถือได้

ด้าน น.ส.สุชากล่าวว่า กรณีคุณสุภาพร เป็นการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ 7 รายการ รวม 6 หลักทรัพย์ โดยเป็นการบันทึกของผู้รายงานเข้ามาในระบบ 246-2 ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นการรายงานย้อนหลังของการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ที่มีการระบุช่วงเวลาในการได้มาที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา เมื่อสำนักงาน ก.ล.ต. พบความผิดปกติจึงได้ระบุสถานะเป็น "ข้อมูลเบื้องต้น"ไว้ก่อน เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เปลี่ยนสถานะเป็นข้อมูลอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง เนื่องจากมีข้อมูลมีความไม่สอดคล้องกัน และเมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ประกอบกับการได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สำนักงาน ก.ล.ต. จึงนำข้อมูลในรายการดังกล่าวทั้งหมดออกจากระบบ

น.ส.สุชากล่าวว่า สำหรับประเด็นความไม่ถูกต้องของข้อมูลที่นำออกจากระบบแล้ว สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ ประการแรกได้แก่ การไม่พบชื่อผู้รายงาน เป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียนในช่วงภายหลังของการได้มา และไม่มีการรายงานการจำหน่ายออก ประการต่อมา ก็คือประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานการได้มาไม่มีอยู่จริงในช่วงระยะเวลาที่ระบุในการรายงาน และประการสุดท้าย การรายงานจำนวนหลักทรัพย์ที่ถือครองได้มา ไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง อาทิ รายงานการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น ซึ่งแสดงรายการเป็นจำนวนเท่ากับการใช้สิทธิที่ตรงกับการใช้สิทธิหุ้นกู้แปลงสภาพโดยบุคคลอื่น นี่คือข้อเท็จจริงที่สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ชี้แจงและแจ้งสถานะต่อสาธารณชนเป็นระยะ

น.ส.สุชากล่าวว่า ระบบ 246-2 เป็นเรื่องการรายงานการได้มาและจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ คนที่มีหน้าที่ตามกฎหมายจะมาเป็นผู้รายงานเข้ามาในเว็บไซต์สำนักงานก.ล.ต. ก่อนที่ใครจะเข้ามาบันทึกข้อมูลต้องมีการลงทะเบียน ให้ข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งชื่อ-นามสกุล วันเกิด เลขบัตรประชาชน 13 หลัก รวมถึงข้อมูลชื่อบิดาและมารดา เป็นข้อมูลเชิงลึกที่เป็นการยืนยันตัวตน ซึ่งระบบของสำนักงานก.ล.ต. จะสอบยันไปยังข้อมูลของกรมการปกครอง เพื่อยืนยันว่ามีตัวตนจริง

น.ส.สุชากล่าวว่า ถ้าไปสอบยันแล้วปรากฏว่าข้อมูลไม่ตรงกันระบบของสำนักงานก.ล.ต.จะปฏิเสธการลงทะเบียน ดังนั้นเฉพาะคนที่ข้อมูลตรงกันเท่านั้นจึงจะมีสเต็ปถัดไปก็คือเราใช้ OTP หรือที่เรียกว่า One Time Password verification ส่งไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ลงทะเบียนเพื่อเป็นการยืนยันตัวตนอีกครั้ง หลังจากนั้นจึงจะถือว่าการลงทะเบียนผ่านด่านที่จะนำไปสู่การได้ Username แล้วก็มีการตั้งรหัสเข้าหรือพาสเวิร์ดเข้ามาอีกที เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการที่จะเข้ามาบันทึกข้อมูลในแต่ละครั้งในระบบของสำนักงาน ก.ล.ต.เรามีกระบวนการ มีขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่บันทึกข้อมูลในระบบมีตัวตน ไม่ไม่ใช่ใครจะปลอมตัวตนเข้ามาได้

ด้านนายธวัชชัยกล่าวว่า การยื่นข้อมูลเกี่ยวกับการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ผ่านระบบของก.ล.ต.เป็นการเผยแพร่ต่อประชาชนทั่วไป ในกรณีนี้เราพบเห็นว่าข้อมูลมันมีความไม่ถูกต้อง เมื่อมีการคอนเฟิร์ม ครอสเช็กกับทางบริษัท คนที่แจ้งมีความผิดในเรื่องการยื่นเอกสารดังกล่าวกับสำนักงานก.ล.ต. ถ้าหากว่ามีข้อความมันเป็นเท็จ หรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดความสำคัญผิด จะเป็นมาตรา 302/1 พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีและปรับไม่เกิน 1 แสนบาท แต่การบังคับใช้กฎหมาย มีขั้นตอน ต้องรวบรวมข้อมูลตลอดจนให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจงเวลานี้เราอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ เราไม่สามารถให้ข้อมูลได้ แต่การดำเนินการมีความคืบหน้าไปมาก

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความคืบหน้ากรณีนางสุภาพร นางพรอนงค์กล่าวว่า หลังตรวจสอบทานความผิดปกติ ปัจจุบันข้อมูลทั้ง 7 รายการ 6 หลักทรัพย์ที่ผู้รายงานบันทึกเข้ามาไม่มีความถูกต้องทั้งหมด และได้รับการนำออกจากตัวระบบ 246-2 แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า คุณสุภาพร มีตัวตนจริงไหมและเป็นใคร น.ส.สุชากล่าวว่า "เรามีการยืนยันตัวตน เขาส่งข้อมูลเบื้องต้นมา เรามีการตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครอง เพราะฉะนั้น เมื่อพบข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อมูล เราจะประสานไปยังผู้ยื่นรายงาน ซึ่งกรณีนี้เราได้ติดต่อประสานไปแล้ว และติดต่อได้ ก็ขอเรียนว่าในการรีจิสเตอร์มา ข้อมูลที่เขากรอกกับข้อมูลทะเบียนราษฎร์ตรงกัน"น.ส.สุชากล่าวว่า

นายธวัชชัยกล่าวเสริมว่า การที่เราประสานกลับไปกับผู้ที่รายงาน เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสอบในเรื่องของตัวรายงาน แล้วจะเชื่อมโยงกับการบังคับใช้กฎหมาย ยืนยันว่าการตรวจสอบตรงกับข้อมูลที่เราอยู่ในระบบ มีการสอบถามข้อมูลในเรื่องเกี่ยวข้องกับรายงาน เพราะฉะนั้นยืนยันว่าเวลาที่มีคนติดต่อและกรอกข้อมูลเข้ามาในระบบ ก็เช็กต่อว่าข้อมูลตรงไหม ในเรื่องของข้อมูลที่รายงาน

"ถ้าจะถามว่าท่านนี้เป็นใคร รายละเอียดเป็นอย่างไรนั้น ตราบใดที่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายยังไม่เสร็จ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลส่วนบุคคล การเผยแพร่ข้อมูลย่อมทำไม่ได้ ต้องมีความระมัดระวังในการดำเนินการตามกฎหมายของสำนักงานก.ล.ต. รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องด้วย"นายธวัชชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากที่เราติดต่อคุณสุภาพรได้แล้ว เขาชี้แจงว่าอย่างไร นายธวัชชัยกล่าวว่า "เรื่องที่เขาชี้แจงว่าอย่างไร เป็นส่วนหนึ่งของการอยู่ในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ขออนุญาตยังไม่เรียนให้ทราบ แต่ที่มีประเด็นที่อธิบายได้คือ ถ้าเราสงสัยว่าบุคคลที่ยื่นรายงานให้ข้อมูลแบบนี้ เมื่อติดต่อกลับไปก็พบตัวจริง เขาก็อธิบายว่าเขาเป็นคนยื่นรายงานมา เขาบอกแบบนั้น แต่การชี้แจงในรายละเอียดเป็นอย่างไร เป็นเรื่องอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ที่ถามว่า ติดต่อกลับไปที่คนรายงานเจอตัวไหม ก็ต้องบอกว่าเจอตัว แต่เราให้รายละเอียดไม่ได้ว่าเราถามตอบอะไรกัน"

นายธวัชชัยกล่าวว่า ส่วนเรื่องความผิดนั้น ถ้าให้ข้อมูลเป็นเท็จก็จะมีความผิด มาตรา 302/1 พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ถ้าหากว่าพิสูจน์แล้วว่ามีเจตนาการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อาจจะเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ก.ล.ต.ก็จะพิจารณาเพิ่มเติมได้ แต่ตอนนี้อยู่ในข่ายว่าเป็นความนำเข้าข้อมูลที่เป็นเท็จหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หากจะเป็นความผิดตามมาตราอื่น ก็ต้องดำเนินการ แต่ในชั้นนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ เรายังพูดอะไรที่ละเอียดไม่ได้ ส่วนจะมีคนอื่นร่วมด้วยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ถ้าพบมีคนอื่นเกี่ยวข้องตามพยานหลักฐาน และพบว่าเป็นความผิดก็ต้องดำเนินการทุกคนอยู่แล้ว แต่ในชั้นนี้ยังไม่สามารถลงรายละเอียดเช่นนั้นได้ เพราะอยู่ระหว่างการดำเนินการ

รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงาน ก.ล.เผยแพร่เอกสารข่าวเรื่องแจ้งผลการตรวจสอบเกี่ยวกับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของนางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ที่รายงานการได้มาของหลักทรัพย์ 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการได้มาของหลักทรัพย์ที่ต่างเวลากันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา โดยมีการบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยเมื่อ ก.ล.ต. พบความผิดปกติจึงระบุสถานะเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ไว้ก่อนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงได้มีการเปลี่ยนสถานะของข้อมูลเป็น “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง และเมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ประกอบกับได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงนำข้อมูลที่ปรากฏจากการรายงานดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งการดำเนินการของ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน จึงมีการดำเนินการเพื่อระบุสถานะของข้อมูลและนำข้อมูลออกจากระบบเมื่อพบความไม่ถูกต้องตามกระบวนการข้างต้น

รายงานข่าวระบุว่า สำหรับประเด็นความไม่ถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1.ไม่พบชื่อผู้รายงานเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียน ในช่วงภายหลังของการได้มาและไม่มีรายงานการจำหน่ายออก

2.ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานการได้มา ไม่มีอยู่จริงในช่วงระยะเวลาที่ระบุในรายงาน

3.การรายงานจำนวนหลักทรัพย์ที่ถือครองหรือได้มา ไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง อาทิ รายงานการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น เป็นจำนวนการใช้สิทธิที่ตรงกับการใช้สิทธิหุ้นกู้แปลงสภาพโดยบุคคลอื่น

รายงานระบุว่า ในส่วนของระบบการรายงานแบบ 246-2 ก.ล.ต. จัดให้มีกระบวนการยืนยันตัวตน โดยผู้ที่ประสงค์จะบันทึกข้อมูลในระบบต้องลงทะเบียนและระบุข้อมูลส่วนบุคคลที่ตรงกับข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง ซึ่งระบบจะมีการสอบยันกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรดังกล่าว และหากข้อมูลไม่ตรงกันระบบจะปฏิเสธการลงทะเบียน เฉพาะกรณีที่ข้อมูลตรงกันจึงจะมีกระบวนการให้ยืนยันตัวตนผ่านระบบ OTP ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ลงทะเบียน โดยภายหลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วจึงสามารถบันทึกข้อมูลเพื่อรายงานแบบ 246-2 โดยผู้รายงานจะต้องมีการรับรองความถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง และรับทราบว่าข้อมูลที่บันทึกนั้นจะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ

นอกจากนี้ ก.ล.ต.ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้รายงานรายดังกล่าวมีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 (แบบ 59) โดยที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตามมาตราดังกล่าว ก.ล.ต. จึงได้ดำเนินการนำข้อมูลออกจากระบบแล้ว ซึ่งระบบการรายงานแบบ 59 มีกระบวนการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตน ในลักษณะเดียวกันกับการรายงานแบบ 246-2

ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อมูล ตามกระบวนการของ ก.ล.ต. ทั้งนี้ กรณีการนำส่งข้อมูลที่เป็นเท็จหรืออาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญต่อ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อประชาชนเป็นการทั่วไป เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไม่ใช่แค่เรือยอชต์ 2 ลำ! รวบรวม 5 เรื่อง‘อนุทิน’ไม่ตอบ-ปัดชี้แจง
ไม่ใช่แค่เรือยอชต์ 2 ลำ! รวบรวม 5 เรื่อง‘อนุทิน’ไม่ตอบ-ปัดชี้แจง