กรมพัฒนาธุรกิจการค้าฯเช็คข้อมูลเจอนักบัญชีสีเทา 140 รายส่อเป็นนอมินี เข้าไปร่วมถือหุ้นกับต่างชาติ 2,040 บริษัท มูลค่าหุ้น 2,528 ล้าน พบนักบัญชีคนเดียวถือหุ้นถึง 212 บริษัท มูลค่า 247 ล้านบาท ส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการ
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวเรื่องการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นนอมินี ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้มงวดกวดขันกับการรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันปัญหานอมินี ซึ่งในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา กรมฯ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมุ่งตรวจสอบธุรกิจเสี่ยงใน 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2) ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3) e-Commerce ขนส่ง และคลังสินค้า 4) โรงแรมและรีสอร์ท 5) ธุรกิจการเกษตร และ 6) ธุรกิจก่อสร้าง
นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี ทำให้เห็นพฤติการณ์ของชาวต่างชาติที่มักจะใช้ในการกระทำผิดฐานนอมินี คือ การใช้ผู้ทำบัญชีหรือพนักงานของสำนักงานบัญชี และสำนักงานกฎหมายที่ชาวต่างชาติจ้างให้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลมาเป็นผู้ถือหุ้นหรือใช้พนักงานคนไทยของธุรกิจต่างชาติเองเป็นผู้ถือหุ้น โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบได้แก่ 1.การจัดตั้งนิติบุคคลด้วยสัดส่วนคนไทยและคนต่างชาติ (51:49) 2.การจัดตั้งนิติบุคคลต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50% ขึ้นไป และ 3.การจัดตั้งนิติบุคคลด้วยคนไทย 100% เวลาต่อมาแก้ไขเป็นผู้ถือหุ้นต่างชาติ รวมถึงการกำหนดให้กรรมการต่างชาติมีอำนาจ หรือกำหนดข้อบังคับให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติมีสิทธิมากกว่าผู้ถือหุ้นไทย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากการตรวจสอบบัญชีและงบการเงินของบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินี จำนวน 3,294 ราย ได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายต่อ โดยส่งข้อมูลให้ กรมสรรพากร ตรวจสอบภาษี 14,800 ราย กรมที่ดิน 7,394 ราย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน 534 ราย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการตามกฎหมาย 2,236 ราย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) 2,257 ราย สำนักงานประกันสังคม ตรวจสอบการส่งเงินสมทบลูกจ้าง 137 ราย ส่งข้อมูลนิติบุคคลเขตห้วยขวางให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล จำนวน 53 ราย ส่งข้อมูลให้ชุดเฉพาะกิจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบเพิ่มเติม 2,713 ราย สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ตรวจสอบกรณีล้งมะพร้าวที่อาจมีพฤติกรรมฮั้วราคารับซื้ออีก 15 ราย ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) 2,094 ราย
“ล่าสุดได้ดำเนินการตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ที่ให้ขยายผลตรวจสอบไปยังสำนักงานบัญชีในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว 8 จังหวัด (ชลบุรี เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา) พบสำนักงานบัญชี 29 สำนักงาน ผู้ทำบัญชี 140 คน เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 2,040 บริษัท มูลค่าหุ้นรวม 2,528 ล้านบาท มีทั้งคนเดียวถือหุ้น 212 บริษัท มูลค่าหุ้นรวม 247 ล้านบาท ซึ่งได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปด้วยแล้ว”นายพูนพงษ์กล่าว
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ผู้ทำบัญชี 140 คนคงมีสถานะค่อนข้างดี มีเงินไปลงทุนในบริษัทได้ถึง 2,040 บริษัท เงินลงทุน 2,528ล้านบาท เราจัดอันดับผู้ทำบัญชี 10 คนแรกเข้าไปถือหุ้นใน 827 บริษัท และพบว่าอันดับ 1 เข้าไปถือหุ้นถึง 212 บริษัท มูลค่าการลงทุน 247 ล้านบาท อันดับ 2 ถือหุ้น 147 บริษัท มูลค่า 142 ล้านบาท และอันดับ 3 ถือหุ้น 121 บริษัท มูลค่า 211 ล้านบาท ข้อมูลทั้งหมดเราส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน สำหรับประเภทธุรกิจที่นักบัญชีเข้าไปถือหหุ้นมีหลายธุรกิจทั้งอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบริการ ธุรกิจค้าปลีก และอื่นๆ
“แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ การที่ต่างด้าวไปหาวิธีให้ได้สัญชาติไทย แล้วเข้ามาถือหุ้น 51% ซึ่งจะทำให้กลายเป็นบริษัทคนไทยทันที ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกันและปราบปรามให้ได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะได้สัญชาติไทยมา ก็ต้องดูเส้นเงินเหมือนกัน" นายพูนพงษ์ระบุ

ข้อมูลประกอบ




