News Logo
หน้าแรก
พบนักบัญชี 140 ราย ส่อนอมินี ร่วมถือหุ้นต่างชาติ 2 พันบริษัท 2,528 ล.

พบนักบัญชี 140 ราย ส่อนอมินี ร่วมถือหุ้นต่างชาติ 2 พันบริษัท 2,528 ล.

22 มิ.ย. 2569 11:31
ผู้ชม 33 คน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าฯเช็คข้อมูลเจอนักบัญชีสีเทา 140 รายส่อเป็นนอมินี เข้าไปร่วมถือหุ้นกับต่างชาติ 2,040 บริษัท มูลค่าหุ้น 2,528 ล้าน พบนักบัญชีคนเดียวถือหุ้นถึง 212 บริษัท มูลค่า 247 ล้านบาท ส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการ

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวเรื่องการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นนอมินี ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้มงวดกวดขันกับการรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันปัญหานอมินี ซึ่งในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา กรมฯ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมุ่งตรวจสอบธุรกิจเสี่ยงใน 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2) ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3) e-Commerce ขนส่ง และคลังสินค้า 4) โรงแรมและรีสอร์ท 5) ธุรกิจการเกษตร และ 6) ธุรกิจก่อสร้าง

นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี ทำให้เห็นพฤติการณ์ของชาวต่างชาติที่มักจะใช้ในการกระทำผิดฐานนอมินี คือ การใช้ผู้ทำบัญชีหรือพนักงานของสำนักงานบัญชี และสำนักงานกฎหมายที่ชาวต่างชาติจ้างให้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลมาเป็นผู้ถือหุ้นหรือใช้พนักงานคนไทยของธุรกิจต่างชาติเองเป็นผู้ถือหุ้น โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบได้แก่ 1.การจัดตั้งนิติบุคคลด้วยสัดส่วนคนไทยและคนต่างชาติ (51:49) 2.การจัดตั้งนิติบุคคลต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50% ขึ้นไป และ 3.การจัดตั้งนิติบุคคลด้วยคนไทย 100% เวลาต่อมาแก้ไขเป็นผู้ถือหุ้นต่างชาติ รวมถึงการกำหนดให้กรรมการต่างชาติมีอำนาจ หรือกำหนดข้อบังคับให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติมีสิทธิมากกว่าผู้ถือหุ้นไทย

นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากการตรวจสอบบัญชีและงบการเงินของบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินี จำนวน 3,294 ราย ได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายต่อ โดยส่งข้อมูลให้ กรมสรรพากร ตรวจสอบภาษี 14,800 ราย กรมที่ดิน 7,394 ราย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน 534 ราย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการตามกฎหมาย 2,236 ราย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) 2,257 ราย สำนักงานประกันสังคม ตรวจสอบการส่งเงินสมทบลูกจ้าง 137 ราย ส่งข้อมูลนิติบุคคลเขตห้วยขวางให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล จำนวน 53 ราย ส่งข้อมูลให้ชุดเฉพาะกิจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบเพิ่มเติม 2,713 ราย สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ตรวจสอบกรณีล้งมะพร้าวที่อาจมีพฤติกรรมฮั้วราคารับซื้ออีก 15 ราย ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) 2,094 ราย

“ล่าสุดได้ดำเนินการตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ที่ให้ขยายผลตรวจสอบไปยังสำนักงานบัญชีในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว 8 จังหวัด (ชลบุรี เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา) พบสำนักงานบัญชี 29 สำนักงาน ผู้ทำบัญชี 140 คน เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 2,040 บริษัท มูลค่าหุ้นรวม 2,528 ล้านบาท มีทั้งคนเดียวถือหุ้น 212 บริษัท มูลค่าหุ้นรวม 247 ล้านบาท ซึ่งได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปด้วยแล้ว”นายพูนพงษ์กล่าว

นายพูนพงษ์กล่าวว่า ผู้ทำบัญชี 140 คนคงมีสถานะค่อนข้างดี มีเงินไปลงทุนในบริษัทได้ถึง 2,040 บริษัท เงินลงทุน 2,528ล้านบาท เราจัดอันดับผู้ทำบัญชี 10 คนแรกเข้าไปถือหุ้นใน 827 บริษัท และพบว่าอันดับ 1 เข้าไปถือหุ้นถึง 212 บริษัท มูลค่าการลงทุน 247 ล้านบาท อันดับ 2 ถือหุ้น 147 บริษัท มูลค่า 142 ล้านบาท และอันดับ 3 ถือหุ้น 121 บริษัท มูลค่า 211 ล้านบาท ข้อมูลทั้งหมดเราส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน สำหรับประเภทธุรกิจที่นักบัญชีเข้าไปถือหหุ้นมีหลายธุรกิจทั้งอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบริการ ธุรกิจค้าปลีก และอื่นๆ

“แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ การที่ต่างด้าวไปหาวิธีให้ได้สัญชาติไทย แล้วเข้ามาถือหุ้น 51% ซึ่งจะทำให้กลายเป็นบริษัทคนไทยทันที ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกันและปราบปรามให้ได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะได้สัญชาติไทยมา ก็ต้องดูเส้นเงินเหมือนกัน" นายพูนพงษ์ระบุ

ข้อมูลประกอบ

ข้อมูลประกอบ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทั่วไป
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
นักบัญชี 140 ราย ส่อนอมินี



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โชว์หนังสือสตง. แจ้ง ป.ป.ช. ฟัน11ขรก. คดีทุจริตซื้อเครื่องออกกำลังกทม.
โชว์หนังสือสตง. แจ้ง ป.ป.ช. ฟัน11ขรก. คดีทุจริตซื้อเครื่องออกกำลังกทม.