DSI ออกหมายเรียก ‘สุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี’ น้องชาย ‘เสี่ยตือ คอสโม่’ รับทราบข้อหาปลอมปนน้ำมัน ที่คลังอ่างทอง วันที่ 8 มิ.ย. ชี้อยู่เบื้องหลังรับประโยชน์ พร้อมออกหมายเรียก 6 โรงกลั่นรับทราบข้อหา 11-12 มิ.ย.กรณี 166 ใบขนน้ำมันกรอกข้อมูลไม่ครบ
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ว่า พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง หาสาเหตุและป้องกันการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเด็ดขาด โดยได้มีการมอบหมายให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) สนธิกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลและลงพื้นที่ขยายผลเก็บพยานหลักฐานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน พลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ก่อนมีการรับเป็นเรื่องสืบสวน และมีบางส่วนรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันและศูนย์กระจายน้ำมันต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย กรณีหากพบการกระทำผิดให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียกผู้ต้องหารับทราบข้อกล่าวหา
แหล่งข่าวจาก DSI เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีพิเศษที่ 66/2569 กรณีการปลอมปนน้ำมันที่คลังน้ำมัน อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้แจ้งข้อกล่าวหากับ บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเลียมเทรดดิ้ง จำกัด พร้อมกรรมการบริษัทไปแล้ว ในฐานความผิดร่วมกันกระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น
“ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติออกหมายเรียกผู้ต้องหาแก่ นายสุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี ซึ่งเป็นน้องชายของนายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี หรือเสี่ยตือ คอสโม่ ให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาในความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 10 กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้ลักษณะหรือคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงแตกต่างไปจากที่อธิบดีประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยกำหนดให้เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2569 นี้”แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ระหว่างที่มีการขยายผลรวบรวมพยานหลักฐาน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการสอบสวนปากคำพยานสำคัญหลายราย จนได้มีการดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาแก่บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ในฐานะนิติบุคคล และแจ้งข้อหาแก่กรรมการบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ไปแล้ว 1 ราย ตามข้อกล่าวหาการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงและการขายน้ำมันเกินราคา ส่วนกรณีที่ขยายผลและเตรียมดำเนินคดีกับนายสุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี เนื่องด้วยพยานหลักฐานสำคัญบ่งชี้ว่าแม้ไม่ปรากฏชื่อในโครงสร้างของกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัท แต่กลับมีเส้นทางการเงินเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัท และเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังจัดการธุรกิจทั้งหมด
แหล่งข่าวกล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (โรงกลั่น 6 แห่งในประเทศไทย) ที่กรอกข้อมูลไม่ครบถ้วนใน 8 ข้อสำคัญ ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ที่กำหนดว่าจะต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนทั้ง 8 ข้อสำคัญนั้น ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจสอบขยายผลอย่างต่อเนื่อง จากการร้องทุกข์กล่าวโทษของทีมงานสุดซอยกระทรวงพลังงานและกรมธุรกิจพลังงาน ที่ก่อนหน้านี้เข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง ในข้อหาทำการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด (กรณีไม่ลงรายการสถานที่ส่งน้ำมันในใบกำกับการขนส่ง จำนวน 166 ใบ)
แหล่งข่าวกล่าวว่า คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาซึ่งเป็นนิติบุคคลระดับบริษัทมหาชนทั้ง 6 บริษัท เพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหาฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันทำการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยนัดหมายให้ตัวแทนโรงกลั่นเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาระหว่างวันที่ 11 – 12 มิถุนายน 2569 ซึ่งการดำเนินการขยายผลอย่างเด็ดขาดนี้ของ DSI ถือเป็นมาตรการสำคัญในการจัดระเบียบและปราบปรามขบวนการทุจริตในวงการน้ำมันเชื้อเพลิงตามนโยบายรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 6 โรงกลั่นน้ำมันที่ถูกคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ออกหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ได้แก่ 1.บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP 2.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC 3.บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC 4.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ BCP 5.บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) หรือ BSRC และ 6.บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือSPRC
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงาน ตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานคณะกรรมการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ประชุมเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพิ่มเติมอีก 2 คณะ โดยคณะอนุกรรมการชุดแรกจะตรวจสอบ รวบรวมข้อมูล รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องของการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการก่อนและหลังอย่างไรบ้าง ส่วนคณะอนุกรรมการอีกชุดจะตรวจสอบเรื่องของบุคคลที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทั้งภาครัฐและเอกชน คาดว่าไม่เกิน 1 เดือนจะรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุกรรมการทั้ง 2 ชุด จะมีผู้แทนจากหน่วยงานเกี่ยวข้องมาร่วมบูรณาการกว่า 30 คน อาทิ เจ้าหน้าที่จากสำนักงาน ปปง. DSI สำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบว่าบุคคลใดกระทำสุ่มเสี่ยงในเรื่องการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือมีใครเพิกเฉย หรือสนับสนุน เพื่อเอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน
อ่านประกอบ :




