News Logo
หน้าแรก
จ่อฟันเจ้าของตัวจริงคลังน้ำมันอ่างทอง เงินหมุน3 พันล.กก.เข้าข่ายนอมินี

จ่อฟันเจ้าของตัวจริงคลังน้ำมันอ่างทอง เงินหมุน3 พันล.กก.เข้าข่ายนอมินี

18 พ.ค. 2569 18:21
ผู้ชม 79 คน

รมว.ยุติธรรม-พลังงาน-ตร.-ดีเอสไอ แถลงคดีน้ำมัน พบตุนบนเรือ-รถเกือบ 53 ลิตร จ่อฟันเจ้าของตัวจริงคลังน้ำมันที่อ่างทอง พบเงินหมุนกว่า 3 พันล้าน กรรมการบางรายเข้าข่ายนอมินี เล็งเอาผิด 6 โรงกลั่นไม่ลงบันทึกรายละเอียดใบขนส่ง

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พล.ต อ ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้แทนกรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และกรมการค้าภายใน ร่วมแถลงผลตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่ง ที่มีสถานีน้ำมันของตนประวิงเวลาการจำหน่ายเพื่อกักตุนน้ำมัน ฉวยโอกาสเก็งกำไร ราคาน้ำมันที่ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเหตุให้เกิดภาวะ วิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาในช่วงเวลาที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง

พล ต.ท รุทธพลกล่าวว่า สาเหตุที่น้ำมันขาดแคลน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลเกิดจากการประวิงเวลาการจำหน่ายน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมัน ไม่จ่ายน้ำมันออกไปยังสถานีบริการน้ำมัน ในช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซระหว่างวันที่ 20 - 25 มีนาคม 2569 ถึงแม้มีน้ำมันอยู่ในคลังน้ำมันอย่างเพียงพอ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากการที่สถานีบริการน้ำมันไม่มีน้ำมันจำหน่าย

พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ปริมาณน้ำมันดีเซลช่วงหลังจากปิดช่องแคบฮอร์มุช น้ำมันดีเซลหายไปจากระบบสะสมรวมแล้วกว่า 29.2 ล้านลิตร คิดเป็น 20.2% นอกจากนั้นแล้วผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ยังนำน้ำมันไปกักตุนในการขนส่งทางเรือและทางรถ โดยใช้การประวิงเวลา เพื่อให้น้ำมันไปถึงคลังน้ำมันในช่วงเวลาที่ตนเองจะทำกำไรอย่างมหาศาลจากการเก็งกำไรราคาน้ำมัน โดยพบเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ (2-5 ล้านลิตร) จำนวน 23 เที่ยว ประวิงเวลาเพื่อกักตุน น้ำมันบนเรือ จำนวน 50.8 ล้านลิตร และการประวิงเวลาทางรถ พบว่าไม่มีการระบุปลายทางจำนวน 662 เที่ยว จำนวนน้ำมัน 2.1 ล้านลิตร เชื่อว่ามีพฤติกรรมการกักตุนน้ำมันไว้บนรถหรือในสถานที่กักเก็บน้ำมันอื่นใดที่มีใช้ของสถานีบริการน้ำมัน โดยจะสืบสวนขยายผลต่อไป

พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยประวิงเวลากักตุนน้ำมันในคลังและขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตน ขาดธรรมาภิบาล โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนและไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง

"ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนข้อหา "ประวิงการจำหน่าย มาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" และข้อหา "ใบกำกับการขนส่งไม่เป็นไปตามประกาศที่ กรมธุรกิจพลังงานกำหนด มาตรา 30 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กำชับให้มีการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้องทุกราย ไม่ละเว้นผู้ใดเป็นอันขาด"พล.ต.ท.รุทธพลกล่าว

ด้าน พล.ต.อ.ธัชชัยกล่าวว่า ตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบความผิดปกติในระบบกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งการกักตุนบนคลังน้ำมัน การหน่วงเวลาขนส่งทางเรือ และการขนส่งทางบก เพื่อหวังเก็งกำไรในช่วงวิกฤต ทั้งนี้ โครงสร้างระบบน้ำมันของไทย เริ่มจากการนำน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่น ก่อนส่งต่อไปยังคลังน้ำมัน และกระจายไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ ทั้งทางเรือและทางรถบรรทุก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่พึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก

พล.ต.อ.ธัชชัยกล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า แม้ปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศจะมีเพียงพอต่อการบริโภค โดยช่วงต้นเดือนมีนาคมมีน้ำมันในคลังสูงถึงเกือบ 600 ล้านลิตร และลดลงมาเหลือประมาณ 400 ล้านลิตร ซึ่งยังถือว่าเพียงพอ แต่กลับพบว่าผู้ค้าน้ำมันบางรายลดการจ่ายน้ำมันออกจากคลังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างผิดสังเกต ในช่วงวันที่ 20-25 มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลน พบว่าปริมาณการจ่ายน้ำมันลดลงต่อเนื่อง จากปกติที่ควรจ่ายวันละประมาณ 48 ล้านลิตร ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 24 และบางวันลดลงต่ำกว่านั้น ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาด ทั้งที่ในระบบยังมีน้ำมันเพียงพอ

พล.ต.อ.ธัชชัยกล่าวว่า นอกจากนี้พบพฤติกรรมกักตุนน้ำมัน ทั้งในระดับครัวเรือนและผู้ประกอบการขนส่ง รวมถึงการกักเก็บน้ำมันบนเรือขนส่ง ตรวจสอบพบเรือขนส่งน้ำมันจำนวน 257 เที่ยว มีถึง 23 เที่ยวที่ไม่ส่งน้ำมันตามกำหนด และมีพฤติการณ์ประวิงเวลาเพื่อรอราคาปรับสูงขึ้น คิดเป็นปริมาณน้ำมันกว่า 50 ล้านลิตร มูลค่าความเสียหายประมาณ 380 ล้านบาท

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ผู้ค้าน้ำมันรายหนึ่งมีน้ำมันสำรองกว่า 13 ล้านลิตร แต่ในช่วงวิกฤตกลับลดการจ่ายน้ำมันลงกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถหาซื้อน้ำมันได้ ยืนยันว่าผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยการประวิงเวลา กักตุนน้ำมันในคลัง และขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง ขาดธรรมาภิบาล โดยไม่คำนึงความเดือดร้อนของประชาชนและ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง

ภาพการแถลงข่าว

ภาพการแถลงข่าว

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า ดีเอสไอ ร่วมตรวจสอบการกระทำผิดของผู้ค้าน้ำมันบางรายเข้าข่ายมีลักษณะเป็นขบวนการ มีความซับซ้อน และส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน โดยดีเอสไอ อยู่ระหว่างดำเนินการใน 4 กรณีสำคัญ ประกอบด้วยคดีกักตุนน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คดีปลอมปนน้ำมันและขยายผลหาผู้บงการ คดีตรวจสอบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือจากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ และการเข้าตรวจค้นสถานประกอบการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงรวม 7 จุด

พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวว่า สำหรับกรณีกักตุนน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี สอบปากคำพยานไปแล้วจำนวนหนึ่งหลังพบความผิดปกติในการจำหน่ายน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ที่มีการจำหน่ายสูงถึง 2.16 ล้านลิตร สูงกว่าช่วงเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับช่วงที่เกิดความตื่นตระหนกและความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นช่วงเวลาดังกล่าวมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันรวมถึง 6 ครั้ง รวมกว่า 11.50 บาทต่อลิตรถือเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกิดการกักตุน เพื่อเก็งกำไรคาดว่าอีกประมาณ 10 วัน จะสรุปผลการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องได้

"ส่วนคดีปลอมปนน้ำมันในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง พนักงานสอบสวนพบข้อมูลและพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทโดยตรง แต่เป็นบุคคลภายนอกที่มีอำนาจควบคุมการเงินและการดำเนินธุรกิจแทนบริษัทตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเงินหมุนเวียนกว่า 3,000 ล้านบาทขณะที่ผู้ถือหุ้นและกรรมการบางรายเข้าข่ายเป็นเพียงตัวแทนอำพราง หรือ "นอมินี" โดยบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์ตัวจริงอาจมีรายได้จากธุรกิจดังกล่าวมหาศาล ทางดีเอสไอ อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนขยายผลดำเนินคดีต่อไป"พ.ต.ต.ยุทธนากล่าว

พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวว่า นอกจากนี้ดีเอสไอ ตรวจพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือจำนวน 99 เที่ยว จากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ โดยพบการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานถึง 166 รายการ เช่น ไม่ระบุปลายทางการขนส่ง ไม่มีหมายเลขกำกับเอกสาร วันเวลาเดินทาง หรือข้อมูลผู้ขนส่งอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการกระทำผิดอื่นแอบแฝง เจ้าหน้าที่เตรียมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ดีเอสไอยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารหลักฐานจากสถานประกอบการอีก 7 จุด ทั้งข้อมูลปริมาณน้ำมันคงคลัง กล้องวงจรปิด ใบกำกับภาษี และค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการกระทำผิดและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป

"เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานจะเข้าแจ้งความเอาผิดกับ 6 โรงกลั่นทั่วประเทศ ขณะเดียวกันรัฐบาลตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาในเรื่องความผิดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหนึ่งในคณะทำงานมีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อยู่ด้วยแต่ยังไม่พบว่าเป็นความผิดมูลฐานข้อหาฟอกเงิน แต่หากสอบสวนไปแล้วพบว่าพฤติการณ์เข้าความผิดฐานอาญาก็จะยึดทรัพย์ด้วยทันที ส่วนกลุ่มการเมืองตรวจสอบยังไม่พบว่ามีนักการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง"พ.ต.ต.ยุทธนากล่าว

ด้าน นายเอกนัฏกล่าวว่า กระทรวงพลังงานร่วมมือกับตร. และดีเอสไอ ตรวจสอบเหตุการณ์น้ำมันขาดแคลนที่เกิดขึ้นช่วงเดือนมีนนาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ กองทุนน้ำมันมีวัตถุประสงค์เพื่ออุดหนุนและชดเชยราคาน้ำมันให้ประชาชนซื้อน้ำมันได้ในราคาที่เหมาะสม แต่ตรวจสอบพบว่ามีกลุ่มผู้ค้าน้ำมันบางรายนำส่วนต่างจากการอุดหนุนไปใช้เพื่อกักตุนและเก็งกำไร แทนที่จะกระจายน้ำมันออกสู่ตลาดตามปกติ ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือของรัฐอย่างเต็มที่ กระทรวงพลังงานจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้เสียหายกรณีพบการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานเกี่ยวกับการขนส่งน้ำมัน

นายเอกนัฏกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ส่งข้อมูลให้ดีเอสไอ ดำเนินคดีแล้ว 166 รายการ เป็นกรณีความผิดเกี่ยวกับการขนส่งทางเรือ ซึ่งทาง ตร. ประสานข้อมูลเพิ่มเติม พบความผิดอีก 662 กรณี เกี่ยวข้องกับคลังน้ำมันและการขนส่งทางบก ที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงาน เช่น ไม่ระบุสถานที่ วันเวลา ประเภทน้ำมัน หรือรายละเอียดสำคัญในเอกสารกำกับการขนส่ง ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการประวิงเวลา ปรับเปลี่ยนข้อมูลย้อนหลัง หรือปรับปริมาณน้ำมันระหว่างขนส่งได้

"กระทรวงพลังงานจะดำเนินการอย่างเข้มงวดกับผู้ที่กระทำผิด พร้อมขยายผลทุกคดี ทั้งกักตุนน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และคดีปลอมปนน้ำมันที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งดีเอสไอ อยู่ระหว่างติดตามเส้นทางการเงินและผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง โดยเฉพาะคดีอ่างทองพบข้อมูลเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง และมีเงินหมุนเวียนสูงถึง 3,000 ล้านบาท เตรียมขยายผลเอาผิดทั้งในเรื่องคุณภาพน้ำมัน การใช้เอกสารเท็จ และการฝ่าฝืนประกาศตามพระราชกำหนดที่นายกรัฐมนตรีประกาศใช้ในช่วงวิกฤต"นายเอกนัฏกล่าว

นายเอกนัฎกล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานเตรียมรวบรวมข้อมูลผู้ค้าน้ำมันและผู้ประกอบการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับการกักตุนหรือประวิงเวลาจำหน่ายน้ำมัน เพื่อพิจารณาเรียกค่าเสียหายคืนเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากการกระทำดังกล่าวทำให้เงินอุดหนุนที่ควรส่งต่อเป็นส่วนลดให้ประชาชน กลับกลายเป็นผลกำไรส่วนเกินของเอกชนบางกลุ่ม รัฐบาลจะติดตามดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้มีการฉวยโอกาสหากำไรจากความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงวิกฤตอีกต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
กันตุ้นน้ำมัน
อ่างทอง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โชว์งบฯปีล่าสุด บ.ปิโตรเลียมไทย‘พิพัฒน์’รายได้ 1.7 แสนล. กำไร 110 ล.
โชว์งบฯปีล่าสุด บ.ปิโตรเลียมไทย‘พิพัฒน์’รายได้ 1.7 แสนล. กำไร 110 ล.