"กรณ์" โพสต์เฟซข้องใจ คดีฟอกเงิน "เบน สมิธ" หลัง ปปง. อายัดทรัพย์แล้วแต่ยังไม่มีหมายจับ. ชี้ ก.ล.ต. และ ปปง. ยังนิ่งเฉย ตรวจหุ้นเครือข่าย "CAI" -ภริยา "เบน สมิธ" รวมถึงธุรกรรม Big Lot ราคาผิดปกติ จี้ขยายผลสาวถึงผู้สมคบคิด -ตรวจสอบการซื้อขายส่อผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ หลายมาตรา
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 8 มีนาคม นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีอายัดทรัพย์นายเบน สมิธ และเครือข่าย โดยเน้นย้ำว่าแม้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สินของนายเบน สมิธ ภริยา คือ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ และพวก ไปถึงชั้นศาลแล้ว แต่กลับยังไม่มีการออกหมายจับนายเบน สมิธ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน
นายกรณ์ระบุว่า การติดตามการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและการปกป้องประโยชน์ของคนไทยในเรื่องการหลอกลวง (scammer) และการฟอกเงินจะยังคงดำเนินต่อไป
ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่ถูกอายัดไปคือหุ้นบริษัทบางจาก โดย ปปง. ได้พิสูจน์เชื่อมโยงกลับไปถึง "กองทุน Capital Asia Investments (CAI)" ซึ่งเป็นกองทุนที่มีการเชื่อมโยงกับนายเบน สมิธ และเป็น "แหล่งเงินลับปกปิดเจ้าของ" ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ติดตามธุรกรรมต้องสงสัยมาโดยตลอด กองทุน CAI นี้เป็นผู้ขายหุ้น Big Lot ในหุ้นบางจากฯ ให้กับบริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด (Alpha Chartered Energy หรือ ACE) หลายครั้ง ซึ่งระบุว่าเป็น "แหล่งหมุนเงินค่าขายมาจ่ายค่าซื้อ" หรือ "โอนตรง" เพื่ออำพรางความเป็นเจ้าของที่แท้จริง หุ้นบางจากของ ACE ถูกดำเนินการยึดอายัดแล้ว นอกจากนี้ ทรัพย์สินอื่น ๆ ของนายเบน สมิธ และ น.ส. แคทรียา บีเวอร์ เช่น ที่ดิน และเงินสด ก็ถูกอายัดไปด้วย
อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ตั้งข้อสังเกตว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) หรือ ปปง. ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ กับหุ้นตัวอื่น ๆ ที่ถือโดย CAI หรือโดยภริยาของนายเบน สมิธ ตามตารางในเอกสารประกอบ
มีการยกตัวอย่างหุ้นสองบริษัท คือ BCP และ GTV ที่ น.ส. แคทรียา บีเวอร์ ยังคงถืออยู่ในชื่อตัวเองอย่างชัดเจน แต่ กลต. และ ปปง. กลับไม่มีการดำเนินการใด ๆ
นอกจากนี้ ยังมีหุ้นบริษัท FSX ที่ถูกถือโดยบริษัท Beteverse ซึ่งได้รับซื้อทั้งจำนวนจาก น.ส. แคทรียา บีเวอร์ และหุ้นบริษัท FSX ที่ถือโดยบริษัท Rapidfire ซึ่งได้รับซื้อทั้งจำนวนจาก B.I.C. (Cambodia) Bank (ซึ่งมีนายยิมเลียกเป็นประธานกลุ่ม) โดยมีข้อสังเกตว่าราคาซื้อขายอยู่ที่ 4.22 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดที่ 1.55 บาท ถึง 170% และซื้อขายเปลี่ยนชื่อกันในวันสุดท้ายก่อนที่ชื่อ B.I.C. (Cambodia) Bank จะปรากฏบนทะเบียนหุ้น FSX ในวันที่ 21 มีนาคม 2568
ประเด็นเหล่านี้ทำให้ต้องติดตามว่าในการซื้อขาย Big Lot ทั้งสองกรณีนี้ มีการชำระเงินอย่างไร เป็นการหมุนเวียนเงินของกลุ่มเดียวกันหรือไม่ หรือเป็นการโอนตรง คล้ายกับกรณีหุ้นบางจากฯ ซึ่ง กลต. มีหน้าที่ต้องกำกับดูแลว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่ หากใช่ อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มาตรา 246 เรื่องการรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นที่มีนัยสำคัญ และมาตรา 247 เรื่องหน้าที่ในการเสนอซื้อหลักทรัพย์จากประชาชนทั่วไป
ข้อมูลระบุว่า หากรวมผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบุคคลเดียวกันเหล่านี้ จะรวมได้เป็น 51.96% ซึ่งประกอบด้วย CAI For Pilgrim Finansa Investment Holding (แหล่งเงินลับปกปิดเจ้าของที่เชื่อมโยงเบนสมิธ) 24.14%, Beteverse (โอนทั้งจำนวนจาก แคทรียา บีเวอร์) 10.00%, Rapidfire (โอนทั้งจำนวนจาก BIC Bank (Cambodia)) 10.00% และ น.ส. สุภารัตน์ สง่าเมือง (อดีตภรรยา เบนสมิธ) อีก 7.82% ซึ่งจะทำให้ผิดทั้งมาตรา 246 และมาตรา 247 รวมถึงความผิดฐานการซื้อขายแบบ Matched Order ตามมาตรา 244 ด้วย
"เหตุใดจนถึงวันนี้จึงยังไม่มีหมายจับนายเบน สมิธ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และหากมีการโยกย้าย ขายหุ้น และทรัพย์สินส่วนนี้ออกไป ปปง. และ กลต. จะรับผิดชอบอย่างไร" นายกรณ์กล่าว




