เปิดผลตรวจสอบ สตง. ชำแหละแผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริต 4 ปี วงเงินกว่า 2,509 ล้าน พบงบประมาณส่วนใหญ่กว่า 1,413 ล้านบาท ทุ่มปลูกจิตสำนึก ขณะที่งบป้องกันและปราบปรามการทุจริตกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่หน่วยงาน บางโครงการเป็นงานประจำ-จัดอีเวนต์ไม่ยั่งยืน ซ้ำการติดตามประเมินผลยังไม่สะท้อนความสำเร็จของการใช้เงิน ประเทศไทยไม่บรรลุเป้าหมายดัชนีการรับรู้การทุจริต จี้ ป.ป.ช. เจ้าภาพหลักเร่งปรับปรุงระบบจัดสรรงบประมาณประเมินผล
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้สรุปรายงานผลการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานแผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งดำเนินการโดยสำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3 พบข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินสำหรับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2563–2566 รวมระยะเวลา 4 ปี วงเงินทั้งสิ้น 2,509.92 ล้านบาท แต่การใช้จ่ายงบประมาณภายใต้แผนงานดังกล่าวยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร อีกทั้งการติดตามและประเมินผลโครงการยังไม่สามารถสะท้อนผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้การดำเนินงานไม่สามารถบรรลุเป้าหมายและตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ทั้งหมด
สตง.ระบุว่า แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ มีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก มีเป้าหมายสำคัญคือ “ประเทศไทยปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ” โดยใช้ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) เป็นตัวชี้วัดระดับเป้าหมายของแผนงาน
อย่างไรก็ตาม จากผลการตรวจสอบของ สตง. พบข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณ การกระจุกตัวของงบประมาณในหน่วยงานบางแห่ง การกลั่นกรองโครงการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ตลอดจนการขาดระบบประเมินผลสัมฤทธิ์ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินงบประมาณที่ใช้ไปช่วยลดปัญหาการทุจริตได้จริงเพียงใด
เปิดตัวเลขงบต้านโกง 4 ปี 2,509 ล้าน ทุ่มปลูกจิตสำนึกกว่า 56%
รายงาน สตง. ระบุว่า ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2563–2566 มีหน่วยงานได้รับการจัดสรรงบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตฯ จำนวน 36 หน่วยงาน รวมวงเงิน 2,509.9223 ล้านบาท
แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 แนวทางสำคัญ
แนวทางที่ 1 การปลูกฝังวิธีคิด ปลุกจิตสำนึก ให้มีวัฒนธรรมและพฤติกรรมซื่อสัตย์สุจริต ได้รับงบประมาณสูงสุด จำนวน 1,413.2516 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 56.31 ของงบประมาณทั้งหมด
แนวทางที่ 2 การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้รับงบประมาณ 538.4130 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21.45
แนวทางที่ 3 การปราบปรามการทุจริต ได้รับงบประมาณ 558.2577 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22.24
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า งบประมาณมากกว่าครึ่งหนึ่งของแผนงานถูกจัดสรรให้กับโครงการด้านการปลูกฝังจิตสำนึก ขณะที่งบประมาณสำหรับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตรวมกันมีสัดส่วนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมด
เจาะงบ ป.ป.ช. รับจัดสรรรวมกว่า 1,371 ล้านบาท
ในรายงาน สตง. ยังระบุว่า การจัดสรรงบประมาณภายใต้แผนงานดังกล่าวมีลักษณะกระจุกตัวอยู่ในหน่วยงานเพียงไม่กี่แห่ง โดยเฉพาะสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งได้รับงบประมาณจำนวนมากในทั้ง 3 แนวทาง
สำหรับแนวทางที่ 1 ด้านการปลูกจิตสำนึก มีหน่วยงานยื่นขอรับจัดสรรงบประมาณจำนวน 97 หน่วยงาน แต่ได้รับจัดสรรจริงเพียง 35 หน่วยงาน โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับงบประมาณสูงสุด 534.5177 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37.82 ของงบประมาณในแนวทางนี้
รองลงมาคือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับงบประมาณ 392.9923 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27.81
เท่ากับว่าเพียง 2 หน่วยงานดังกล่าวได้รับงบประมาณรวมกัน 927.5100 ล้านบาท หรือมากกว่าร้อยละ 65 ของงบประมาณด้านการปลูกจิตสำนึกทั้งหมด
ส่วนแนวทางที่ 2 ด้านการป้องกันการทุจริต มีหน่วยงานยื่นขอรับงบประมาณ 14 หน่วยงาน แต่ได้รับจัดสรรเพียง 4 หน่วยงาน โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับงบประมาณสูงสุด 294.5599 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 54.71 ของงบประมาณในแนวทางนี้
ขณะที่แนวทางที่ 3 ด้านการปราบปรามการทุจริต มีหน่วยงานยื่นขอรับงบประมาณ 5 หน่วยงาน ได้รับจัดสรร 4 หน่วยงาน โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับงบประมาณสูงถึง 542.0983 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 97.11 ของงบประมาณด้านการปราบปรามการทุจริตทั้งหมด
เมื่อรวมงบประมาณที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับจัดสรรทั้ง 3 แนวทางในช่วง 4 ปี พบว่ามีวงเงินรวมประมาณ 1,371.18 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 54.63 ของงบประมาณทั้งแผนงาน
สตง. ยังตั้งข้อสังเกตว่า มีหน่วยงานที่รับผิดชอบมาตรการป้องกันการทุจริตตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย รวมถึงหน่วยงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตและการเรียกรับสินบนบางแห่ง ไม่ได้ยื่นขอรับจัดสรรงบประมาณภายใต้แผนงานดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังไม่พบว่าหน่วยงานด้านยุติธรรมยื่นขอรับจัดสรรงบประมาณเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. ในการพัฒนาศักยภาพด้านการปราบปรามการทุจริต
สตง.พบบางโครงการเป็นงานประจำ-จัดอีเวนต์ไม่ยั่งยืน
ข้อค้นพบสำคัญอีกประเด็นหนึ่งจากการสุ่มตรวจสอบเอกสารโครงการของ สตง. คือ พบว่าโครงการหรือกิจกรรมบางส่วนที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่สอดคล้องกับแนวทางการพิจารณากลั่นกรองข้อเสนองบประมาณรายจ่ายบูรณาการ
โดยบางโครงการมีลักษณะเป็นงานประจำหรือแผนงานพื้นฐาน ซึ่งหน่วยงานสามารถขอรับงบประมาณจากงบประมาณปกติของหน่วยงานได้อยู่แล้ว
ขณะที่บางโครงการมีลักษณะเป็นการจัดกิจกรรมหรือการจัดงาน Event ที่ไม่มีความยั่งยืน
สตง. ระบุว่า กระบวนการพิจารณากลั่นกรองโครงการของคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่เป็นการให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางดำเนินงานหรือตัวชี้วัดของโครงการ แต่ไม่ได้วิเคราะห์รายละเอียดเชิงลึกว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายของแผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตฯ ได้จริงหรือไม่
ทั้งยังพบว่าความเห็นเกี่ยวกับการวิเคราะห์ดังกล่าวไม่ได้ถูกระบุไว้ในรายงานการประชุมพิจารณากลั่นกรองงบประมาณ
ปัญหานี้จึงสะท้อนถึงข้อจำกัดของระบบคัดเลือกโครงการ ซึ่งอาจทำให้การใช้จ่ายงบประมาณไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ด้านการต่อต้านการทุจริตได้อย่างคุ้มค่าเท่าที่ควร
สุ่มตรวจ 11 โครงการ พบรายงานผลผลิต แต่ยังวัดผลสำเร็จไม่ชัด
สำหรับข้อตรวจพบที่ 2 สตง. ระบุว่า การติดตามและประเมินผลโครงการภายใต้แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตฯ ยังไม่สามารถสะท้อนผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณได้
แม้สำนักงาน ป.ป.ช. จะมีระบบติดตามและประมวลผล NACC Smart E-Vision รวมถึงมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณและลงพื้นที่ติดตามโครงการ แต่การติดตามส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นการเบิกจ่ายงบประมาณและผลการดำเนินงานในระดับผลผลิต มากกว่าการประเมินผลลัพธ์และผลสัมฤทธิ์ของแต่ละโครงการ
จากการสุ่มตรวจสอบโครงการที่ดำเนินการในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2563–2566 จำนวน 11 โครงการ รวมถึงการตรวจสอบโครงการด้านการปราบปรามการทุจริตในภาพรวมของสำนักงาน ป.ป.ช. พบว่าโครงการหรือกิจกรรมส่วนใหญ่มีการรายงานผลการดำเนินงานในระดับผลผลิต
แต่บางโครงการยังไม่มีการประเมินผลในระดับผลลัพธ์และผลสัมฤทธิ์ จึงไม่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงผลสำเร็จที่แท้จริงของการใช้จ่ายงบประมาณได้
นอกจากนี้ สตง. ยังพบว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ยังไม่มีการจัดทำคู่มือหรือแนวทางในการติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์และตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของโครงการภายใต้แผนงานดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน
ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้สำนักงาน ป.ป.ช. และคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองงบประมาณขาดข้อมูลสำคัญสำหรับพิจารณาว่า โครงการใดประสบความสำเร็จ โครงการใดควรได้รับงบประมาณต่อเนื่อง และโครงการใดควรปรับปรุงหรือยุติการดำเนินงาน
ชี้เป้าหมายต้านโกงไม่สำเร็จ กระทบภาพลักษณ์ประเทศ
สตง. ระบุว่า จากปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และการดำเนินโครงการบางส่วนที่ไม่เป็นไปตามแนวทางการพิจารณากลั่นกรอง ส่งผลให้ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2563–2566 ยังไม่สามารถบรรลุค่าเป้าหมายของตัวชี้วัดที่กำหนดในแต่ละแนวทางได้ครบทุกตัวชี้วัดจึงส่งผลต่อการไม่บรรลุเป้าหมายของแผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตฯ ที่กำหนดไว้ว่า “ประเทศไทยปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ”
ขณะที่ค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI ของประเทศไทยยังไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่ง สตง. เห็นว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์การทุจริตของประเทศ รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม
จี้เลขาฯ ป.ป.ช. ปรับระบบกลั่นกรองงบ-ติดตามผลหลังจบโครงการ 1–3 ปี
สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้เสนอให้เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานในหลายด้าน
ประการแรก ให้สำนักงาน ป.ป.ช. สร้างความเข้าใจและความตระหนักแก่หน่วยงานภาครัฐในเชิงรุก เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบมาตรการป้องกันการทุจริตตามมติคณะรัฐมนตรี
ประการที่สอง ให้คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการอย่างรัดกุม และทบทวนหลักเกณฑ์ที่ยังไม่เหมาะสม เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจและทำให้โครงการที่ได้รับงบประมาณสามารถตอบสนองเป้าหมายการต่อต้านการทุจริตได้อย่างแท้จริง
ประการที่สาม ให้สำนักงาน ป.ป.ช. วิเคราะห์สาเหตุที่โครงการของหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ปรับปรุงและให้คำแนะนำแก่หน่วยงานในการเสนอโครงการปีต่อไป
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ความสำคัญกับการติดตามผลลัพธ์และผลสัมฤทธิ์ของแต่ละโครงการ โดยเฉพาะโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องหลายปี และอาจกำหนดให้หน่วยงานรายงานผลภายหลังสิ้นสุดโครงการเป็นระยะเวลา 1–3 ปีงบประมาณ เพื่อพิสูจน์ว่าโครงการที่ใช้เงินงบประมาณไปแล้วสามารถสร้างผลสำเร็จได้จริงเพียงใด
รวมถึงจัดทำคู่มือการติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์และตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณให้มีความชัดเจน เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์เดียวกันในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณในอนาคต




