เปิดข้อมูลเชิงลึกสำนวนไต่สวน ป.ป.ช. คดีบรรจุ “กำลังพลผี” กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า พบพฤติการณ์ผู้บังคับบัญชาสั่งลูกน้องหาบุคคลมาใส่ชื่อในบัญชีกำลังพล ก่อนนำชื่อเพื่อนลูกชายมาใช้ ทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่จริง แต่กลับมีการจัดทำเอกสารเบิกเบี้ยเลี้ยง ค่าเลี้ยงดู และค่าเสี่ยงภัยเป็นเท็จ ทำราชการเสียหาย 59,772 บาท เผยปัญหาลักษณะนี้มีข้อร้องเรียนในหน่วยงานอื่นของกองทัพอีกหลายกรณี
สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้ากรณีเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดปัตตานี เผยแพร่มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด พลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กับพวก รวม 6 ราย กรณีถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ป.ป.ช.ระบุผลการไต่สวนคดีนี้ ว่า มีจุดเริ่มต้นจากการนำรายชื่อพนักงานเทศบาลมาเสนอบรรจุเป็นกำลังพลในหน่วยของสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ประจำปีงบประมาณ 2564 ในช่วงระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 ทั้งที่ไม่มีการบรรจุและปฏิบัติหน้าที่จริงตามที่กล่าวอ้าง ก่อนมีการจัดทำเอกสารหลักฐานเพื่อเบิกจ่ายเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเลี้ยงดู และค่าเสี่ยงภัยเป็นเท็จ
ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 ราย ประกอบด้วย
พลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์ อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน
พันเอก เดชพัฒน์ วิภาวนิช อดีตรองผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน
พันเอก เศรษฐสิทธิ์ แก้วคูณเมือง อดีตรองผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน
พันเอก รชต ขันตรี อดีตหัวหน้าฝ่ายธุรการและงบประมาณ
พันโท สมพงศ์ วงศ์ทองดี อดีตรองหัวหน้าฝ่ายธุรการและงบประมาณ
นายชานน เนตรพรหม หัวหน้าสำนักงานปลัดเทศบาล เทศบาลตำบลหนองเม็ก จังหวัดอุดรธานี
ปัจจุบันคดีนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ยังไม่ได้มีคำพิพากษาชี้ขาดว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น
พลเรือตรี วรพล และพวก จึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
ขณะที่ นายชานน ยืนยันกับสำนักข่าว Next News ว่า ไปปฏิบัติหน้าที่จริง มีข้อมูลหลักฐานภาพถ่ายยืนยันได้

ป.ป.ช.ฟัน 'พล.ร.ต.-4 นายทหาร' กอ.รมน.ภาค 4 เบิกเบี้ยเลี้ยงจ้างพนง.เท็จ
ฉบับเต็ม! ป.ป.ช.ฟัน 5 บิ๊กทหาร บรรจุกำลังพลเบิกเบี้ยเลี้ยงเท็จ 18 ฎีกา
เปิดตัวหน.สนง.ปลัดเทศฯหนองเม็ก คดี ป.ป.ช.ฟัน 5 บิ๊กทหาร ยันไปทำงานจริง
อย่างไรก็ดี หากพิจารณารายละเอียดผลการไต่สวนคดีนี้ของ ป.ป.ช. จะพบว่าประเด็นสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่การนำรายชื่อบุคคลมาบรรจุเป็นกำลังพลโดยมิชอบเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงพฤติการณ์เบื้องหลังการจัดหาบุคคล การดำเนินการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และกระบวนการจัดทำเอกสารเพื่อเบิกจ่ายเงินงบประมาณของทางราชการ หรือที่เรียกขานกันในแวดวงทหารกันมายาวนานแล้วว่า เป็นการบรรจุ "กำลังพลผี"
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับสำนวนการไต่สวนคดีนี้เพิ่มเติม ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
เปิดพฤติการณ์! สั่งลูกน้องหาคนมาใส่ชื่อเป็นกำลังพล
จากข้อมูลการไต่สวนของ ป.ป.ช. พบว่า ผู้ถูกกล่าวหาคนสำคัญในคดีนี้ มีความประสงค์จะได้รับเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเลี้ยงดู และค่าเสี่ยงภัย จากการบรรจุกำลังพลในหน่วยของสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทั้งที่ไม่มีการบรรจุกำลังพลจริง
จึงได้สั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชารายหนึ่ง ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ด้วย ไปติดต่อประสานงานจัดหาบุคคลเพื่อนำรายชื่อมาใช้ในการบรรจุกำลังพล
หลังได้รับคำสั่ง ผู้ใต้บังคับบัญชารายดังกล่าวได้ดำเนินการติดต่อหาบุคคลตามที่ได้รับมอบหมาย กระทั่งพบผู้ถูกกล่าวหาอีกรายหนึ่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นเพื่อนกับลูกชายของตนเอง จึงนำชื่อบุคคลดังกล่าวมาใช้ในการดำเนินการบรรจุกำลังพล
แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการไต่สวนของ ป.ป.ช. ระบุว่า บุคคลที่ถูกนำชื่อมาใช้ดังกล่าวไม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่จริงตามที่มีการกล่าวอ้าง
จากนั้นมีการจัดทำเอกสารหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเลี้ยงดู และค่าเสี่ยงภัยเป็นเท็จ ส่งผลให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและทางราชการได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน 59,772 บาท
พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การไต่สวนและชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องทั้ง 6 รายของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

อินโฟฯ คดีบรรจุกำลังพลผี
จากชื่อเพื่อนลูกชาย สู่บัญชีกำลังพลที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริง
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษในคดีนี้ คือ กระบวนการจัดหาบุคคลมาใช้เป็นรายชื่อกำลังพล ซึ่งตามข้อมูลการไต่สวนไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการกำลังพลเพื่อเข้ามาปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานตามปกติ
แต่กลับมีพฤติการณ์ที่ ป.ป.ช. ตรวจพบว่า ผู้ถูกกล่าวหาคนสำคัญต้องการได้รับเงินจากการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์ของกำลังพล จึงมีการสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปจัดหาบุคคลมาใช้เป็นรายชื่อ
กระทั่งนำไปสู่การใช้ชื่อบุคคลที่เป็นเพื่อนกับลูกชายของผู้ใต้บังคับบัญชารายดังกล่าว
ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นในระบบการจัดทำบัญชีกำลังพลและการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่จริง โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้เอกสารภายในหน่วยงานเป็นหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงิน
เพราะหากไม่มีการตรวจสอบว่าบุคคลที่ปรากฏชื่อในบัญชีกำลังพลได้เข้าปฏิบัติหน้าที่จริงหรือไม่ ก็อาจเปิดช่องให้เกิดการนำชื่อบุคคลมาใช้เพื่อเบิกจ่ายเงินงบประมาณโดยมิชอบได้
คนในกองทัพเผย ‘กำลังพลผี’ ไม่ได้มีแค่คดีเดียว
ที่น่าตกตะลึงมากกว่านี้ คือ นอกเหนือจากพฤติการณ์ที่ปรากฏในสำนวนไต่สวนของ ป.ป.ช. แล้ว สำนักข่าว Next News ยังได้รับข้อมูลยืนยันจากแหล่งข่าวในกองทัพไทยเกี่ยวกับปัญหาการนำรายชื่อบุคคลมาใช้เป็นกำลังพลเพื่อเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ว่า พฤติการณ์ในลักษณะการนำชื่อบุคคลมาบรรจุเป็นกำลังพลในหน่วยงานทหาร ทั้งที่ไม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่จริง แต่มีการจัดทำเอกสารเพื่อเบิกจ่ายเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเลี้ยงดู และค่าเสี่ยงภัยนั้น ถูกเรียกขานกันว่า “กำลังพลผี”
โดยปัญหาลักษณะดังกล่าวไม่ได้มีเพียงกรณีที่ ป.ป.ช. ประจำจังหวัดปัตตานี ชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหา 6 รายในครั้งนี้เท่านั้น
แต่ยังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในหน่วยงานอื่นของกองทัพอีกหลายกรณี และมีการยื่นเรื่องร้องเรียนให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบแล้ว ขณะที่ในส่วนของกองทัพก็มีการติดตามตรวจสอบข้อมูลการทุจริตเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
ส่วนข้อมูลเชิงลึกอื่นๆ สำนักข่าว Next News จะติดตามมานำเสนอต่อไป




