กมธ. กฎหมายฯ ยัน “อนุทิน” ไม่มา-ไม่ส่งตัวแทน แจงที่ประชุมคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เข้าข่าย "ผิดวินัย" ตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียก “โรม’ ยันฝ่าฝืนมาตรา 14 เตรียมส่งเรื่องให้ประธานสภาฯ เรียกประชุมเพื่อดำเนินการ
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 มีการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธาน เพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น โดยกรรมาธิการในสัดส่วนพรรคร่วมรัฐบาลได้งดเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้เนื่องจากมีความเห็นคัดค้านการใช้อำนาจของประธานกรรมาธิการในการออกหนังสือเรียกนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ขณะที่แหล่งข่าวในคณะกรรมาธิการได้ให้ข้อมูลกับทางสำนักข่าว Next News ยืนยันว่า ในช่วงต้นของการประชุม มีการหารือว่าจะดำเนินการกันอย่างไรต่อกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไม่มาตามหนังสือเรียก (วันที่ 8 ต.ค. นายอนุทินอยู่ที่สิงคโปร์)
สำนักข่าว Next News จึงได้นำเอารายละเอียดการหารือเกี่ยวกับการดำเนินการเรื่องนี้มานำเสนอมีรายละเอียดดังนี้
การประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ได้เริ่มขึ้นด้วยการแจ้งจาก นายรังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการ ถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับเชิญให้มาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการตามกฎหมายในกรณีการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นประจำปี 2567-2569 ไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุม โดยมิได้มีการทำหนังสือขอเลื่อน หรือมอบหมายให้บุคคลอื่นมาชี้แจงแทนแต่อย่างใด
ประธานกมธ.ฯ ชี้แจงว่ากมธ.ฯ ได้ใช้อำนาจเรียกตามพระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554 ในการเชิญนายอนุทินมาให้ข้อมูล ซึ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีไม่ปรากฏตัวเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การหารือของที่ประชุมเพื่อพิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินการต่อไปตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ในระหว่างการแจ้งสถานการณ์ ประธานกมธ.ฯ ยังได้กล่าวถึงกรณีของนายณฤชา โพธิ์ศาศิวิไล อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งก็ได้รับหนังสือเรียกเช่นกัน แต่ได้ทำหนังสือชี้แจงเหตุผลการไม่เข้าร่วมประชุมเนื่องจากติดภารกิจติดตามสถานการณ์น้ำท่วม
ประธานกมธ.ฯ จึงระบุว่า กรณีของนายอนุทินมีความแตกต่างออกไป และจำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ
ข้อถกเถียงทางกฎหมาย
ประเด็นหนึ่งที่สร้างความกังขาและนำไปสู่การถกเถียงในที่ประชุมคือการมีหนังสือจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ที่ส่งถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยขอให้ประธานสภาพิจารณาตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 90 วรรค 4 นายธีระ สุธีวรางกูร กรรมาธิการ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าหนังสือฉบับนี้ "มีความผิดปกติ" เนื่องจากการอ้างอิงข้อบังคับดังกล่าวไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
นายธีระ อธิบายว่า ข้อบังคับข้อ 90 วรรค 4 ไม่ได้ให้อำนาจประธานสภาในการชี้ขอบเขตอำนาจของกมธ.ฯ แต่ประธานสภาจะมีอำนาจชี้ขาดเฉพาะกรณีที่อำนาจของกมธ.ฯ หลายคณะทับซ้อนกัน เพื่อให้มีการดำเนินการร่วมกันเท่านั้น ซึ่งตามหลักแล้ว กมธ.ฯ มีอำนาจและหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นโดยตรงตามข้อบังคับข้อ 90 วรรคหนึ่งอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามในที่ประชุมว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจที่ถูกต้องหรือไม่ว่าหนังสือที่กมธ.ฯ ส่งไปนั้นคือ "การใช้อำนาจเรียก" ตามพระราชบัญญัติคำสั่งเรียกฯ ซึ่งมีผลทางกฎหมายที่รุนแรงกว่าการ "เชิญ" ทั่วไป
ประธานกมธ.ฯ ได้ยืนยันว่า หนังสือจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ "ไม่ควรนำมาพิจารณา" ในประเด็นนี้เลย เนื่องจากไม่ได้ถือเป็นการตอบรับจากนายกรัฐมนตรีโดยตรงต่อกมธ.ฯ และย้ำว่าหนังสือเรียกได้ถูกส่งไปยังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอย่างถูกต้องทางอีเมลเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้รับทราบแล้ว ซึ่งยืนยันให้เห็นว่ากระบวนการเรียกของกมธ.ฯ เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดทุกประการ
กรณีนายกรัฐมนตรีไม่มากับผลทางกฎหมาย
การหารือของกมธ.ฯ ได้มุ่งเน้นไปที่ผลทางกฎหมายของการไม่เข้าร่วมประชุมของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 8 และมาตรา 14 ของพระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554
นายปิยรัฐ จงเทพ รองประธานกมธ.ฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า มาตรา 8 กำหนดให้บุคคลที่ได้รับหนังสือเรียกต้องมาด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และต้องทำหนังสือขอเลื่อนหรือมอบหมายตัวแทนพร้อมชี้แจงเหตุผลภายใน 3 วันทำการนับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่งในกรณีของนายอนุทิน ที่ไม่มีหนังสือขอเลื่อนหรือมอบหมายตัวแทน กมธ.ฯ จึงเห็นพ้องว่ากรณีนี้ "เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง" ทันที
มาตรา 14 วรรคหนึ่งระบุว่า การไม่มาโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 7 และ 8 ถือว่า "ไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการและเป็นความผิดทางวินัย"
นายปิยรัฐยังเสริมว่า ในมาตรา 14 วรรคสองและสาม ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการต่อไป โดยกมธ.ฯ จะต้องส่งเรื่องไปยังผู้ที่มีอำนาจถอดถอนหรือผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัย
สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งไม่มีผู้บังคับบัญชาโดยตรงตามสายงานปกติ พระราชบัญญัติฯ ได้ให้เจตนารมณ์ไว้อย่างชัดเจนว่า "สำหรับนายกรัฐมนตรีนี้ ถือว่าสภาผู้แทนเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอน" ดังนั้น การดำเนินการคือกมธ.ฯ จะต้อง "ทำหนังสือถึงประธานสภา" เพื่อให้ประธานสภาเรียกประชุมหรือดำเนินการภายใน 30 วัน
ประธานกมธ.ฯ ได้เน้นย้ำว่าตามมาตรา 14 วรรคหนึ่งนั้นมีความ "ชัดเจน" แล้วว่า การไม่มาของนายกรัฐมนตรีตามอำนาจเรียกถือว่า "ไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการและเป็นความผิดวินัย"
นายรอมฎอน ปันจอร์ เลขานุการกมธ.ฯ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรีอาจไม่ทราบเรื่องนี้โดยตรง เนื่องจากเป็นหน้าที่ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่จะต้องประสานงานและอธิบายขั้นตอนให้เข้าใจ อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการบางคนได้เน้นย้ำความสำคัญของการตรวจสอบว่ากระบวนการออกหนังสือเรียกของกมธ.ฯ เป็นไปตามกรอบเวลา 3 วันที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เพื่อให้ทุกขั้นตอนชอบด้วยกฎหมาย
มติประธานกมธ.ฯ และแนวทางดำเนินการต่อไป
หลังจากการถกเถียงและพิจารณาข้อกฎหมาย นายรังสิมันต์ โรม ประธานกมธ.ฯ ได้วินิจฉัยว่า การไม่มาของนายกรัฐมนตรีตามอำนาจเรียก ถือว่าเข้าข่าย "ไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการและเป็นความผิดวินัย" ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง อย่างชัดเจนแล้ว
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิด "ความรอบคอบสูงสุด" และป้องกันข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับองค์ประชุมในการลงมติส่งเรื่องไปยังผู้มีอำนาจถอดถอน ประธานกมธ.ฯ จึงจะพิจารณาการให้ความเห็นชอบเพื่อส่งเรื่องนี้ไปยังผู้มีอำนาจในการถอดถอนในช่วงวาระ "เรื่องอื่น ๆ" ของการประชุม โดยประธานฯ ชี้แจงว่ามาตรา 14 วรรคสอง ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีการให้ความเห็นชอบในทันที จึงสามารถรอการพิจารณาได้
นอกจากนี้ ประธานกมธ.ฯ ยังได้กล่าวถึงมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติคำสั่งเรียกฯ ซึ่งกำหนดให้ประธานกมธ.ฯ มีหน้าที่ต้องมีหนังสือแจ้งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงเหตุผลในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกรณีนี้ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นมติหรือความเห็นชอบจากกมธ.ฯ แต่บทบัญญัติที่กำหนดให้ประธานต้องดำเนินการ
นายรังสิมันต์ ระบุว่าจะแจ้งให้ฝ่ายเลขานุการทำหนังสือเพื่อดำเนินการในส่วนนี้ต่อไป ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวเป็นไปตามมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติคำสั่งเรียกฯ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของประธานโดยตรง ไม่ต้องอาศัยมติจากคณะกรรมาธิการฯ
ประธานกมธ.ฯ ได้กล่าวถึงกรณีของ นายณฤชา โพธิ์ศาศิวิไล อธิบดีกรมการปกครอง ที่ไม่มาเข้าร่วมประชุมเช่นกัน โดยอธิบดีได้ทำหนังสือชี้แจงว่าติดภารกิจติดตามและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งแม้จะมีข้อถกเถียงว่าเหตุผลดังกล่าวถือเป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามกฎหมายหรือไม่ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ นายณฤชา มิได้ทำหนังสือขอเลื่อนหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นมาดำเนินการแทน ทำให้กรณีนี้ก็จะไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 8 วรรคสอง สาม หรือสี่ เช่นกัน และจะนำไปสู่การพิจารณาตามมาตรา 14 ที่ระบุว่าการไม่มาโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายถือว่า "ไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการและเป็นความผิดทางวินัย" ซึ่งประธานฯ จะนำไปพิจารณาในวาระเรื่องอื่น ๆ เช่นเดียวกับกรณีของนายกรัฐมนตรี
ด้วยเหตุผลและข้อกฎหมายที่ได้พิจารณาร่วมกันในที่ประชุม นายรังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้สรุปแนวทางการดำเนินการ โดยยืนยันความชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือเรียก และระบุว่ากรณีการไม่เข้าร่วมประชุมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีนั้น เข้าข่าย "ไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการและเป็นความผิดทางวินัย" ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติคำสั่งเรียกฯ อย่างชัดเจน
กมธ.ฯ จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เพื่อให้มีการส่งเรื่องไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด




