News Logo
หน้าแรก
ปชป.จ่อฟ้อง 157 กกต.ปมมติคดีฮั้ว สว.มิชอบ-ชี้อ้างพยานกลับคำฟังไม่ขึ้น

ปชป.จ่อฟ้อง 157 กกต.ปมมติคดีฮั้ว สว.มิชอบ-ชี้อ้างพยานกลับคำฟังไม่ขึ้น

15 ก.ย. 2569 13:09
ผู้ชม 55 คน

"อภิสิทธิ์" เผย กกต. ชี้มติคดีฮั้ว สว.ส่งฟ้องศาล 77 รายไม่ชอบมาพากล จวกใช้มาตรฐานคดีอาญาบิดเบือนชี้ข้อพิรุธ ประธาน กกต.อ้างพยานกลับคำให้การเพราะไปอยู่กล้าธรรม ฟังไม่ขึ้น เพราะ ภจท.-กธ.ไม่เคยมีปัญหากัน ลั่นเดินหน้าฟ้อง ม.157 พร้อมหนุนผู้เสียหาย เตือนรัฐบาลอย่าแทรกแซง DSI คดีทุจริต

สำนักข่าว Next News รายงานท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ลงมติคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือ ‘คดีฮั้ว สว.’ โดย กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องจำนวน 77 คน ประกอบด้วย สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 26 คน, ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน, บุคคลอื่น 15 คน ส่วนกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 20 คน ไม่มีรายใดถูกส่งฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ จากผู้ถูกร้องรวม 427 ราย

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยคณะทำงานกฎหมายพรรคชุดใหญ่ประกอบด้วย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ และนายราเมศ รัตนะเชวง ได้ร่วมกันแถลงข่าวว่าพรรคจะมีการดำเนินคดีตามมาตรา 157 กับ กกต. โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มติของ กกต. เมื่อวานนี้ (14 ก.ย. 2569) ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทต่อไปในเรื่องนี้ ไม่ใช่จุดสิ้นสุด เนื่องจากมติที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งยังขัดแย้งกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมถึงบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ กกต. และศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาไว้ พรรคเล็งเห็นว่ามีผู้เสียหายที่ประสงค์จะดำเนินคดีกับ กกต. ในความผิดตามมาตรา 69 ของกฎหมาย กกต., ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 ซึ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยมิชอบ พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้เสียหายในเรื่องนี้

ตั้งข้อสังเกตมติ กกต. ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

นายอภิสิทธิ์ได้ตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นต่อมติของ กกต. โดยชี้ว่าจำนวนผู้ถูกร้อง 77 คนนั้น น้อยกว่าข้อสรุปของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 (อนุชุดที่ 26) ที่เสนอให้ดำเนินการกับบุคคลถึง 229 คน ซึ่งครอบคลุมกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายมากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมือง นอกจากนี้ยังเป็นจำนวนที่น้อยกว่าความเห็นของเลขาธิการ กกต. ที่แม้จะมีจำนวนน้อยกว่าอนุชุดที่ 26 แต่ก็ยังมากกว่าจำนวนที่ได้ตัดสินไปเมื่อวานนี้อย่างมีนัยสำคัญ

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังกล่าวถึงวิธีการพิจารณาของ กกต. โดยเฉพาะการที่พยายามนำบรรทัดฐานและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาที่ต้องพิสูจน์ "โดยปราศจากข้อสงสัย" มาเป็นหลักในการพิจารณา ทั้งที่อำนาจของ กกต. มีทั้งในส่วนคดีอาญาและคดีเลือกตั้ง ซึ่งหมายความว่าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัย แต่สามารถดำเนินการได้เมื่อมี "หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" มีการกระทำความผิด

นายอภิสิทธิ์ย้ำว่าเคยแถลงข่าวไปแล้วว่ามีบรรทัดฐานที่ กกต. เคยดำเนินการและศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาแล้วว่าอะไรที่เกินเลยไปกว่าการที่จะให้ผู้สมัครเลือกโดยดูจากประวัติ ชื่อเสียง การทำงานต่าง ๆ ถือเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น และจะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม การนำมาตรฐานคดีอาญามาใช้อย่างเคร่งครัดเกินไปนี้ จึงทำให้การวินิจฉัยไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเลือกตั้ง

ตั้งคำถามถึงพฤติกรรมเป็นขบวนการ-พยานกลับคำให้การ

ในส่วนของการเข้าไปเกี่ยวข้องของพรรคการเมือง นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่าประธาน กกต. แถลงว่ามี 7 ข้อหา โดยข้อหาที่หนึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับพรรคการเมือง และอาจจะพันไปถึงข้อหาที่สองคือผู้ที่ยินยอมให้พรรคการเมืองเข้าไปช่วยเหลือ โดยจะพูดถึงเฉพาะการพาดพิงของพยาน อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า การพิจารณาข้อกล่าวหาทั้งหมดต้องดูภาพรวม เนื่องจากปรากฏชัดเจนว่าเมื่อ กกต. พิจารณาตั้งแต่ข้อหาที่ 3 ไปถึงข้อหาที่ 7 ถึงขั้นตัดสินที่จะส่งศาล 77 คนนั้น มีพฤติกรรมที่มีลักษณะเป็นขบวนการอย่างชัดเจน มากกว่าเป็นความผิดเป็นรายบุคคล ยิ่งกว่านั้น หลายคนที่ถูกส่งฟ้องในฐานะ "ผู้อื่น" ล้วนเป็นบุคลากรของพรรคการเมืองพรรคเดียวกัน และการดำเนินการที่เป็นที่มาของการตัดสินในข้อหา 3 ถึง 7 ก็มีพฤติกรรมที่มีความคล้ายคลึงกันเป็นระบบ แต่ กกต. กลับไม่ได้นำประเด็นเหล่านี้กลับมาพิจารณาว่า ใครคือผู้วางแผนให้กระบวนการนี้เป็นไปตามระบบ

อีกประเด็นที่น่าสงสัยคือการที่ กกต. ให้น้ำหนักกับพยานที่กลับคำให้การ ซึ่งมีคำอธิบายที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงและทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับกระบวนการการทำงานของ กกต. และประธาน กกต. อ้างว่าพยานที่กลับคำให้การเป็นปฏิปักษ์กับพรรคภูมิใจไทยเพราะถูกขับออกแล้วไปอยู่กับพรรคกล้าธรรม ซึ่งประธาน กกต.ใช้คำว่า "ขัดแย้งกับพรรคภูมิใจไทย" แต่ข้อเท็จจริงคือพรรคกล้าธรรมกับพรรคภูมิใจไทยไม่ว่าจะในขณะนั้นหรือขณะนี้ก็ไม่ได้ขัดแย้งกัน

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ประการถัดมา ประธาน กกต. ระบุว่าพยานคนนี้มาให้การครั้งแรกช่วงเดือนพฤษภาคม หากจะมีความเชื่อว่าการมากลับคำให้การทีหลังเกิดจากการข่มขู่อะไรน่าจะเกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง ซึ่งกรณีนี้ตนตั้งข้อสังเกตว่าในเดือนพฤษภาคมนั้น พรรคภูมิใจไทยก็เป็นรัฐบาลอยู่ แสดงว่าพยานก็มีเหตุจะต้องกลัวพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว แต่กลับมาให้การพาดพิงถึงบุคคลต่าง ๆซึ่งผิดปกติ

ที่สำคัญที่สุด การกลับคำให้การของพยานนั้น ทำเป็นหนังสือ โดยไม่มีรายละเอียดว่า "ชายไม่ปรากฏ" ที่ข่มขู่นั้นเป็นใคร อย่างไร เมื่อไหร่ และที่สำคัญคือทำให้เกิดคำถามในเชิงข้อกฎหมาย เพราะพยานคนนี้เดิมเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดี แต่เมื่อให้การอันเป็นประโยชน์ ก็ถูกกันออกมาเป็นพยาน แต่เมื่อเจ้าตัวมาบอกว่าสิ่งที่เคยพูดไว้เป็นเท็จ กกต. กลับไม่มีการดำเนินคดีฐานให้การเท็จหรือกล่าวหากลั่นแกล้งผู้อื่น ทั้งที่มีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง และสถานะของพยานก็ไม่กลับมาเป็นผู้ถูกกล่าวหา กลายเป็นว่า กกต. หรืออนุกรรมการฯ พร้อมที่จะรับเรื่องนี้โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย พรรคประชาธิปัตย์ถือว่านี่เป็นข้อพิรุธที่เกี่ยวข้องกับทั้งการกลับคำให้การและการทำงานของ กกต. โดยตรง

พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องความโปร่งใสและพร้อมสนับสนุนผู้เสียหาย

นายอภิสิทธิ์เรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนบุคคลพร้อมเหตุผลอย่างละเอียด เพื่อให้สาธารณะได้เห็นว่ากรรมการแต่ละท่านมีเหตุผลอะไรมารองรับการวินิจฉัยของตน นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า บุคลากรของพรรคการเมืองที่ถูกดำเนินการในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ได้ถูกจัดให้อยู่กลุ่มเดียวกับกรรมการบริหารพรรคตามที่ กกต. แบ่งกลุ่มไว้ในตอนแรก และอาจเป็นเพราะหลายคนปัจจุบันนี้อาจจะไม่ได้มีสถานะอะไร แต่ในกรณีของ ส.ส. ที่โดนดำเนินการนั้น นายอภิสิทธิ์ระบุว่าในช่วงที่เกิดเหตุการณ์น่าจะดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน

พรรคประชาธิปัตย์จะติดตามและดำเนินการในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้:

1.กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ต้องเดินหน้าสอบสวนต่อ: เมื่อ กกต. ชี้ว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายมาตรา 77 ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา หมายความว่าคดีที่ DSI ดำเนินการอยู่จะต้องเดินหน้าต่อ เนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อตอนปลายปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงต้นปีนี้ ได้ตัดสินใจที่จะส่งอัยการให้ฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย แต่อัยการได้มีหนังสือตอบกลับมา 2 ประเด็น คือทำไมถึงมีเพียง 8 ราย ทั้งที่มีผู้เกี่ยวข้องเป็นร้อย และความผิดที่ DSI ดำเนินการเรื่องอั้งยี่และฟอกเงินนั้น ต้องเกี่ยวพันกับความผิดด้านการเลือกตั้ง จึงให้อัยการรอมติ กกต. เมื่อ กกต. วินิจฉัยแล้วว่ามีการกระทำผิด DSI จึงต้องดำเนินการสอบสวนและขยายผลเพิ่มเติมตามที่อัยการแนะนำ และพรรคประชาธิปัตย์จะจับตาการโยกย้ายผู้เกี่ยวข้องกับการทำสำนวนในคดีนี้ที่ปรากฏเป็นข่าวในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้พ้นจากความรับผิดชอบ และเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลแทรกแซงการดำเนินการของ DSI ในคดีนี้

2.การส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาต้องครบถ้วน: เมื่อมีการส่งสำนวนตามที่ กกต. ได้วินิจฉัยเมื่อวานไปที่ศาลฎีกา ซึ่งจะดำเนินการในระบบไต่สวน พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องว่า กกต. จะต้องส่งข้อมูลที่ได้จากการไต่สวนทั้งหมดให้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยเฉพาะสำนวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 เนื่องจากกฎหมายระบุให้ศาลยึดถือสำนวนการไต่สวนเป็นหลัก ดังนั้นพรรคจึงไม่ต้องการให้ กกต. ส่งคำร้องโดยไม่ส่งสำนวนการไต่สวนโดยละเอียด

ที่สำคัญคือเมื่อศาลมีการไต่สวนพิจารณาความปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงที่พัวพันไปถึงคนอื่นนอกจาก 77 คน พรรคประชาธิปัตย์ก็ถือว่ามันจะเกิดความปรากฏแก่ กกต. อีกครั้งว่ามีผู้กระทำความผิดในเรื่องนี้มากขึ้น ในกรณีเช่นนั้นพรรคก็จอเรียกร้องให้ กกต. ต้องดำเนินการ ไม่อาจที่จะมาตัดจบบอกว่าเรื่องนี้จบแล้วและมีแค่เพียง 77 คน ซึ่งเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็จะติดตามต่อไป

3.การดำเนินคดีกับ กกต. และช่องทางกฎหมายอื่นๆ: จากการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานแล้วก็คำวินิจฉัยที่พรรคประชาธิปัตย์มองว่าขัดแย้งกับทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมถึงบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ กกต. และศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาไว้ พรรคทราบว่ามีผู้เสียหายที่ต้องการจะดำเนินการทางกฎหมายกับ กกต. ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 69 ของกฎหมาย กกต., ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 ซึ่งคณะทำงานกฎหมายของพรรคพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยจะมีการทำเรื่องนี้ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีช่องทางอื่น ๆ ที่พรรคทราบว่ามีการดำเนินการอยู่โดยผู้เสียหาย ซึ่งอาจจะเป็นตั้งแต่ สว. สำรองไปจนถึงผู้สมัครในระดับต่าง ๆ ที่อาจจะหาช่องทางอื่นในการที่จะเรียกร้องความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรม เช่น การยื่นต่อศาลฎีกา ทำนองเดียวกับคดีที่เกิดขึ้นที่อำนาจเจริญก่อนหน้านี้ รวมไปจนถึงการยื่นคำร้องตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ ทั้งในเรื่องของการที่สิทธิเสรีภาพได้ถูกละเมิดจากการดำเนินการที่เลือกตั้งที่ไม่ชอบ หรือในเรื่องของการที่มีการใช้สิทธิเสรีภาพเป็นการล้มล้างการปกครอง เนื่องจากทำให้กระบวนการหรือระบบของรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำงานได้ตามเจตนารมณ์ รวมไปจนถึงช่องทางอื่น ๆ ที่อาจจะมีการดำเนินการได้เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความยุติธรรมในเรื่องนี้

ซึ่งทั้งหมดนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็จะยินดีให้การสนับสนุนแก่ผู้ที่มีสิทธิในการร้องตามช่องทางต่าง ๆ ในเรื่องของการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป โดยการฟ้องร้อง กกต. นี้คาดว่าจะยื่นต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ

นายอภิสิทธิ์กล่าวเสริมในช่วงท้ายการแถลงข่าวว่า กกต. ควรดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วกว่านี้ แต่พรรคคงไม่ก้าวล่วงกรอบเวลาของ กกต. สิ่งที่สำคัญกว่าคือความโปร่งใสในการเปิดเผยคำวินิจฉัยพร้อมเหตุผลเป็นรายบุคคล และการส่งรายละเอียดเกี่ยวกับการไต่สวนข้อมูลทั้งหมดให้ศาล โดยชี้ว่าหลายครั้ง กกต. ให้เหตุผลคลุมเครือ เช่น "โทรศัพท์หากันจริงแต่ไม่รู้คุยเรื่องอะไร" หรือ "ไปอยู่ที่เดียวกันจริงแต่ไม่รู้ประชุมเรื่องอะไร" ซึ่ง กกต. ควรจะแสวงหาคำตอบหรือให้คำตอบว่าหากไม่ใช่เรื่องนี้แล้วไปเจอกันเรื่องอะไร คุยกันเรื่องอะไร แต่กลับไม่มีส่วนนี้ปรากฏเลย

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังกล่าวถึงกรณีของผู้บริหารพรรคการเมืองที่ไม่ได้ถูกส่งฟ้อง ว่าได้ให้การเป็นหนังสือปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยไม่มีความพยายามในการชี้แจงเลยว่าที่ถูกกล่าวหาพาดพิงโดยพยานต่าง ๆ นั้นมีข้อมูลอะไรมาหักล้าง เพียงแต่กล่าวอ้างว่าการแจ้งข้อกล่าวหาไม่ชัดเจนเพียงพอ ซึ่งในความเป็นจริง กกต. ก็สามารถที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงได้ และบุคคลเหล่านี้ก็น่าจะอยู่ในฐานะที่จะแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ หากบริสุทธิ์จริงก็ควรชี้แจงว่าเรื่องราวที่ถูกกล่าวหานั้นมีอะไรเกิดขึ้น

นายอภิสิทธิ์ได้ยกตัวอย่างกรณีของนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเปรียบเทียบว่า อย่างน้อยนายนภินทรก็ยังสามารถชี้แจงได้ว่า การพบปะกับผู้สมัคร สว. ที่ห้องทำงานกระทรวงนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือในเรื่องปัญหาไก่งวงแช่แข็งล้นตลาด ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ผู้ถูกกล่าวหารายอื่น ๆ กลับไม่สามารถให้เหตุผลที่ฟังขึ้นได้ว่า เหตุใดจึงไปปรากฏตัวตามโรงแรมต่าง ๆ หรือมีความจำเป็นใดที่ต้องติดต่อโทรศัพท์หากัน

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวทิ้งท้ายว่า ในภาพรวมทางกฎหมาย การดำเนินคดีอาญากับ กกต. ตามมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยึดถือบรรทัดฐานและหลักการเดียวกันกับมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมาตรา 172 แห่งกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งล้วนเป็นข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น คดีความดังกล่าวจึงอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
คดีฮั้ว สว.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดรายชื่อคนสำคัญ "ใครเป็นใคร" คดีฮั้ว สว. หลัง กกต. มีมติส่งฟ้องศาล
เปิดรายชื่อคนสำคัญ "ใครเป็นใคร" คดีฮั้ว สว. หลัง กกต. มีมติส่งฟ้องศาล