ป.ป.ช. แถลงคืบหน้าคดีโกงสอบท้องถิ่นปี 68 ตั้งเป้า 6 เดือนสาวถึงตัวการใหญ่ แบ่ง 4 กลุ่มเกี่ยวข้อง พบโยงเครือข่ายปี 64 จ่อตรวจสอบ 8 แสนคำตอบ พร้อมสาวเส้นทางเงินผู้บริหารระดับสูง ย้ำไร้การตัดตอนคดี
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับกรณีการทุจริตดำเนินการจัดสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยเน้นย้ำถึงความคืบหน้าของคดีที่ ป.ป.ช. ได้รับไว้เป็นคดีพิเศษ และได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นไว้ที่ 6 เดือน เพื่อเร่งดำเนินคดีให้ปรากฏผลเป็นรูปธรรม โดยจะมีการแถลงข่าวในทุก 1 เดือน
นายเกียรติศักดิ์เปิดเผยว่า ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2569 ว่ามีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตในการประกวดราคาจ้างเหมาดำเนินการสอบแข่งขันฯ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ประจำปี 2568 มีการกำหนดเงื่อนไขขอบเขตของงาน (TOR) ที่เอื้อประโยชน์ให้ผู้เสนอราคารายหนึ่งรายใดได้เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยมีเจตนาที่จะมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสนอราคารายใดได้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรม หรือเพื่อกีดกันผู้เสนอราคารายใดมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังมีการแอบอ้างเรียกรับเงินในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอีกด้วย
เปิดรายละเอียดการสอบปี 2568 และเบาะแสทุจริต
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อปี พ.ศ. 2568 คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (สกถ.) ได้ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันฯ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 โดยรับสมัครเป็นกลุ่มภาค/เขต จำนวน 10 เขต ระหว่างวันที่ 7 - 28 มีนาคม 2568 ครอบคลุม 105 ตำแหน่ง รวม 8,548 อัตรา แบ่งเป็นประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน 28 ตำแหน่ง 3,817 อัตรา ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ 44 ตำแหน่ง 3,058 อัตรา และประเภทครูผู้ช่วย 33 ตำแหน่ง 1,673 อัตรา มีผู้สมัครที่มีสิทธิสอบทั้งสิ้น 438,277 คน ซึ่งภายหลังการสอบแข่งขัน มีผู้ขึ้นบัญชีจำนวน 55,194 ราย และมีการเรียกบรรจุเข้าเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นไปแล้ว 15,520 ราย (รวมที่จะเรียกบรรจุในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ด้วย) ทำให้คงเหลือในบัญชี 39,674 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2569)
นายเกียรติศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจาก ป.ป.ช. ได้รับเรื่องร้องเรียน พนักงานไต่สวนได้สอบปากคำผู้ร้องและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง พบหลักฐานสำคัญว่ามีพยานรายหนึ่งให้การพาดพิงถึงเครือข่ายของนายพิชิต ทั้งพรม (เอ) ซึ่งมีพฤติการณ์ประกาศหาผู้สมัครสอบที่ยินดีจ่ายเงินแลกกับการช่วยเหลือให้สอบผ่าน โดยมีการส่งข้อมูลชื่อผู้สมัครให้ตัวแทนและนายหน้าทั่วประเทศ ตัวอย่างความผิดปกติที่ชัดเจน เช่น กรณีของนายภีมศรันย์ อุบลแก้วศิริ อดีตลูกจ้างกองช่าง เทศบาลเมืองบางแม่นาง ที่สมัครสอบวิศวกรโยธา ศูนย์สอบภาคกลาง เขต 1 และสอบได้ลำดับที่ 1 ด้วยคะแนนสูงผิดปกติมากกว่า 90 คะแนนเต็ม 100 คะแนน รวมถึงนายกฤตธนา รักแจ้ง อดีตลูกจ้างในสังกัดเดียวกัน ซึ่งสอบได้เป็นลำดับที่ 3 โดยปัจจุบันบุคคลทั้งสองได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการที่เทศบาลเมืองบางรักพัฒนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 พยานสำคัญอีกรายได้ให้การชี้เบาะแสถึงขบวนการแก้ไขกระดาษคำตอบของผู้สมัครสอบเพื่อให้ตรงกับคะแนนสอบที่มีการประกาศล่วงหน้า โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนของสำนักงาน ป.ป.ช. ได้เข้าสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหว และขยายผลโดยการยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรีเพื่อขอออกหมายค้น ศาลได้อนุมัติหมายค้นที่ 618/2569 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 และผลจากการตรวจค้นบริษัทดังกล่าว พบตัวบุคคลอยู่ในบริษัทจำนวน 11 ราย ซึ่งถูกเชิญมาให้ถ้อยคำ พร้อมทั้งตรวจยึดคอมพิวเตอร์จำนวน 13 เครื่อง กระดาษคำตอบ แฟลชไดรฟ์ และอุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายนอก (External Hard Drive) เป็นของกลางเพื่อนำมาพิสูจน์หลักฐาน
สำนักงาน ป.ป.ช. ยังได้รับส่งมอบแฟลชไดรฟ์ข้อมูลดิบจากผู้บริหารสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) รวมถึงกระดาษคำตอบฉบับจริงจากโรงพิมพ์จันวาณิชย์ เพื่อนำมาตรวจสอบเปรียบเทียบหาความผิดปกติในการแก้ไขคะแนน ที่สำคัญคือ จากการวิเคราะห์หลักฐานในคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดได้จากบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด เจ้าหน้าที่ตรวจพบไฟล์เอกสาร บัญชีรายชื่อ หมายเลขประจำตัวสอบ และรายชื่อเครือข่ายนายหน้าที่มีรูปแบบตรงกันกับพฤติการณ์ในการสรรหาเป็นพนักงานเทศบาล ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเมืองพัทยา ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร ประจำปี พ.ศ. 2564 อีกด้วย ซึ่งหลักฐานเหล่านี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าเครือข่ายนี้ทำงานอย่างเป็นกระบวนการมาต่อเนื่องนานหลายปี เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานข้างต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน และรับไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ
สำหรับกรณีปี 2568 มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 6,012 ราย ซึ่งสะท้อนถึงการทุจริตในวงกว้าง นายเกียรติศักดิ์เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์หลักฐานในคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดได้นั้น พบว่าพฤติการณ์ทุจริตและเครือข่ายนี้เชื่อมโยงไปถึงการจัดสอบสายงานผู้บริหารในปี พ.ศ. 2564 ด้วย ซึ่งมีพฤติกรรมคล้ายกันคือการแก้ไขคะแนน และมีผู้ถูกกล่าวหาในคดีปี 2564 จำนวน 10 ราย ซึ่งรวมถึงอดีตอธิบดีกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ในขณะนั้นด้วย นอกจากนี้ ในคดีปี 2568 ก็มีอธิบดีอีกหนึ่งรายถูกตั้งไต่สวนเช่นกัน ทำให้มีอธิบดีรวม 2 รายที่อยู่ระหว่างการไต่สวนในภาพรวมของคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ป.ป.ช. ยืนยันว่าจะตรวจสอบข้อมูลลงพื้นที่ และหากหลักฐานไปถึงใครก็จะดำเนินการถึงคนนั้น โดยมีเป้าหมายคือตัวการใหญ่ในขบวนการทุจริตนี้
สำหรับการเรียกอธิบดี 2 รายมาชี้แจงหรือสอบสวนนั้น จะดำเนินการหลังจากรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเสร็จสิ้นและวิเคราะห์ความเกี่ยวข้องผิดของแต่ละคนแล้ว
สำนักข่าว Next News รายงานเพิ่มเติมว่าสำหรับชื่อของอดีตอธิบดีทั้งสองรายจากการสืบค้นข้อมูล ได้แก่ 1.นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดี สถ.ระหว่างวันที่ 12 พ.ย. 2568-25 ส.ค. 2569 และ 2.นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดี สถ.ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2562-30 ก.ย. 2565 อย่างไรก็ตาม ทั้งสองรายยังไม่ได้ถูกชี้มูล หรือถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้ ดังนั้นจึงถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
ป.ป.ช. เดินหน้าสอบสวนเชิงลึก-สาวเส้นทางเงิน ไม่หวั่นผู้เกี่ยวข้องกว่า 6,000 ราย
นายเกียรติศักดิ์ได้ชี้แจงถึงการดำเนินการของ ป.ป.ช. ในปัจจุบัน โดยกล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ช. กำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการประสานงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และธนาคารพาณิชย์ เพื่อขอข้อมูลเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้องและตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทั้งระบบอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเส้นทางเงินขาออกที่อาจไปถึงระดับรัฐมนตรีหรือระดับนโยบาย
เมื่อถูกถามถึงจำนวนผู้เกี่ยวข้องกว่า 6,000 คน และการกำหนดกลุ่มเป้าหมายหลัก นายเกียรติศักดิ์ระบุว่า ผู้เกี่ยวข้องทุกคนจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มหลักสี่กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มระดับนโยบาย , 2.กลุ่มผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่, 3.กลุ่มคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการทำระบบและการประเมินผล, และ4.กลุ่มคนกลางที่เรียกรับเงิน ซึ่งจะรวมถึงผู้ที่ได้รับการบรรจุด้วย โดยพนักงานไต่สวนได้ลงพื้นที่สอบปากคำผู้เข้าสอบในส่วนภูมิภาค เพื่อแยกแยะว่าบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง บุคคลใดเป็นเหยื่อ และบุคคลใดมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดอย่างชัดเจน การแยกแยะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความยากของเรื่องนี้อยู่ที่ผู้ที่เกี่ยวข้องระดับล่าง ซึ่งต้องระบุว่าพวกเขาเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดหรือเป็นเหยื่อที่ไม่รู้เห็น และการดำเนินการจะใช้เวลาค่อนข้างมาก เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องมีจำนวนมาก โดยขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการใด ๆ เพราะ ป.ป.ช. ต้องการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดให้เห็นภาพรวมใหญ่ก่อนที่จะดำเนินการแจ้งข้อหาในครั้งเดียว เพื่อความรอบคอบและไม่ให้มีการแจ้งข้อหาหลายครั้ง
สำหรับกรณีของเส้นทางการเงินที่มีข่าวลือถึง 9,000 ล้านบาทนั้น นายเกียรติศักดิ์กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงข่าวที่ได้ยินมา ยังไม่สามารถยืนยันในสำนวนการไต่สวนได้ และข้อมูลเส้นทางการเงินยังไม่เป็นที่สิ้นสุด ยังไม่ได้รับส่งมาจาก ปปง. หรือสถาบันการเงินที่ได้ร้องขอไป ทั้งนี้ ลำพังเห็นเส้นเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าใครผิดใครถูก จะต้องประกอบด้วยหลักฐานอย่างอื่นด้วย

รูปแบบการทุจริตที่ระหว่างปี 2564 และปี 2568
ยืนยันไร้การตัดตอนคดี-เร่งสอบ 8 แสนคำตอบ
นายเกียรติศักดิ์ยืนยันว่า ป.ป.ช. จะไม่ตัดตอนคดีนี้อย่างเด็ดขาด โดยกล่าวว่า "หลักฐานไปถึงใครก็สุดที่คนนั้น" และการดำเนินการจะไปถึงตัวการใหญ่แน่นอน หากสังคมตั้งข้อสังเกตว่าสุดท้ายแล้วคนที่โดนจะเป็นแค่ระดับเล็ก ๆ คนใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังจะไม่โดน
“ขอให้อดใจรอสักนิด เพราะจะต้องสามารถระบุได้ว่าแต่ละคนผิดในส่วนไหนอย่างไร การไม่มีเส้นเงินไม่ได้แปลว่าจะไม่ผิด ยังมีเรื่องของพฤติกรรมและการกระทำอื่นๆ อีก แต่ต้องให้ถึงจุดนั้นก่อน การดำเนินการนี้จะไม่ล่าช้าอย่างแน่นอน” รองเลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวและย้ำว่า ป.ป.ช. ได้ทุ่มสรรพกำลังในการทำคดีนี้ให้เร็วที่สุด โดยกรอบเบื้องต้น 3-5 เดือนจะเห็นผลและรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น
ในส่วนของการตรวจสอบพยานหลักฐานดิจิทัล นายเกียรติศักดิ์กล่าวว่า ป.ป.ช. กำลังเร่งตรวจสอบพิสูจน์พยานหลักฐานทางดิจิทัล วิเคราะห์หลักฐานในคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดได้ โดยเฉพาะกระดาษคำตอบ 800,000 ฉบับจากผู้เข้าสอบ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 10 วันนับตั้งแต่ได้เครื่องมือตรวจที่มีคุณภาพและผู้เชี่ยวชาญครบถ้วน โดยจะมีการทำดับเบิลเช็คเพื่อป้องกันความผิดพลาด
รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ชี้แจงด้วยว่าลักษณะของการกระทำความผิดมีหลายแบบ ทั้งการแก้คะแนนโดยตรง การแทรกแซง หรือรูปแบบอื่นๆ ดังนั้นจึงต้องได้ข้อเท็จจริงตรงนั้นแล้วมาแยกแยะก่อนว่าใครไปดำเนินการที่ผิดบ้าง จะได้ถอนออกจากเรื่องและเรียงลำดับใหม่ได้ ส่วนการดำเนินการของต้นสังกัดเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับบรรจุแล้วนั้น ถือเป็นคนละส่วนกัน
เมื่อถูกถามถึงความซ้ำซ้อนกับการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบชุดอื่น ๆ นายเกียรติศักดิ์ชี้แจงว่า หากเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต จะอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. ทั้งสิ้น แต่หากเป็นข้อหาอื่น เช่น ฉ้อโกง จะไม่อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. ซึ่งหน่วยงานอื่น ๆ สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายของตน แต่ถ้าพบว่าเป็นการทุจริตจะต้องส่งเรื่องมารวมที่ ป.ป.ช. ทุกกรณี แม้จะดูเหมือนซ้ำซ้อนกันบ้าง แต่ต่างคนต่างทำหน้าที่ตามกรอบกฎหมายที่กำหนดไว้
ส่วนประเด็นที่ฝ่ายการเมืองใช้คนเยอะหรือเสนอให้ตัดจบผู้ที่ถูกบรรจุไปแล้วกว่า 5,000 คนนั้น นายเกียรติศักดิ์ยืนยันว่าไม่เป็นปัญหาต่อ ป.ป.ช. เนื่องจากโจทย์ที่ ป.ป.ช. ตั้งไต่สวนครอบคลุมทั้งเรื่องการล็อกสเปก TOR และกลุ่มที่เรียกรับผลประโยชน์เพื่อเปลี่ยนแปลงคะแนนอยู่แล้ว และไม่ทำให้คดีล่าช้าลงแต่อย่างใด
ในประเด็นการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งตัวแทนมหาวิทยาลัยให้การต่อกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ของนายรังสิมันต์ โรม ว่ามีการนัดพบผู้ใหญ่ สถ. ที่เซฟเฮาส์ และมีการขอให้ซื้อรถนั้น นายเกียรติศักดิ์ยืนยันว่า ป.ป.ช. จะสอบสวนทั้งหมด ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกไต่สวน และข้อเท็จจริงรวมถึงหลักฐานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำมาให้ ป.ป.ช. เพื่อประกอบการพิจารณา
นอกจากนี้ ป.ป.ช. ได้ชี้แจงเครื่องมือสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การคุ้มครองพยาน สำหรับพยานสำคัญที่ถ้อยคำอาจทำให้ถึงแก่ชีวิต และการกันไว้เป็นพยาน สำหรับผู้ร่วมกระทำความผิดที่ยินยอมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปสู่การลงโทษตัวการใหญ่ ซึ่งในคดีนี้ หากมีการเรียกร้องให้กันตัวเล็กตัวน้อยไว้เป็นพยาน ก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
นายเกียรติศักดิ์ย้ำว่า ป.ป.ช. จะดำเนินการรวบรวมหลักฐานเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการแก้ไขคะแนนสอบของผู้เข้าสอบรายบุคคล รวบรวมหลักฐานเส้นทางการเงินและเครือข่ายนายหน้าเพื่อส่งมอบให้ ปปง. ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิด รวมถึงประสานขอหลักฐานธุรกรรมการชำระเงินแทนกันเป็นกลุ่มจากธนาคารกรุงไทยเพื่อระบุผู้มีส่วนร่วมเพิ่มเติมต่อไป เพื่อให้คดีนี้กระจ่างชัดและนำผู้กระทำผิดมารับโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




