"...คำถามคือ ณ วันนี้นายอนุทินอยู่ในบทบาทใด จะใช้อำนาจหน้าที่จัดการปัญหานี้ หรือจะใช้อำนาจที่มีเพื่อปัดทุกเรื่องออกจากตัวเอง นี่คือทางเลือกของนายอนุทิน หากกรรมาธิการฯ ไม่ตรวจสอบเรื่องนี้เลย ก็เป็นห่วงว่าจะนำไปสู่การตัดตอนและทำให้ผู้กระทำความผิดตัวใหญ่ที่สุดไม่ถูกลากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม...”
จบลงไปแล้ว!
สำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่มีวาระสำคัญในการเชิญผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 16 ราย เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2567-2569 ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, พันจ่าเอกสาคร สิทธิศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา, อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นายเรืองเดช ศิริกิจ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รวมถึง พันตำรวจเอกอุเทน นุ้ยพิน, ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์, นายมนัส สุวรรณรินทร์, นายขจร ศรีชวโนทัย, นายอนุชา เรืองอมรวิวัฒน์, นายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล, นายวันชัย จันทร์พร และนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ
หลังการประชุม นายรังสิมันต์ โรม ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า ในการประชุมครั้งนี้ ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยบูรพาและผู้แทนจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒได้เข้าให้ข้อมูลและชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ
อย่างไรก็ตาม บุคคลสำคัญอื่น ๆ ที่ถูกเชิญมารวม 16 ราย กลับไม่ได้เข้าร่วมให้ข้อมูลในที่ประชุม ไม่ว่าจะเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล, เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, พันจ่าเอก สาคร สิทธิศักดิ์, พันตำรวจเอก อุเทน นุ้ยพิน, ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์, นายมนัส สุวรรณรินทร์, นายขจร ศรีชวโนทัย, นายอนุชา เรืองอมรวิวัฒน์, นายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล, นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ และนายวันชัย จันทร์พร
โดยเฉพาะนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่นายรังสิมันต์ ระบุว่าไม่ได้มาร่วมประชุมในวันนี้ และจะพิจารณาเชิญมาให้ข้อมูลในครั้งถัดไปเพื่อสอบถามถึงบทบาทความเกี่ยวข้องในคดีนี้เนื่องจากเป็นบุคคลสำคัญ
ทั้งนี้ แม้การเชิญบุคคลสำคัญ มาชี้แจงข้อเท็จจริง ยังยังไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร แต่ผลการประชุมครั้งนี้ เริ่มจะเห็นร่องรอยทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น กำลังขยับจากปัญหา “การทุจริตผลสอบ” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าเดิมว่า ขบวนการเริ่มต้นขึ้นที่จุดใด ใครเป็นผู้สั่งการ และมีบุคคลระดับใดเข้ามาเกี่ยวข้อง
และยังมีข้อสังเกตสำคัญที่ทำให้เห็นภาพของปมที่ยังต้องตรวจสอบหลายชั้น ตั้งแต่การเปลี่ยนตัวมหาวิทยาลัยผู้จัดสอบ การติดต่อประสานงานกับบุคลากรของมหาวิทยาลัย การส่งรายชื่อผู้สมัครหลักร้อยรายเพื่อให้ผ่านการสอบ ไปจนถึงข้อสงสัยเรื่องไฟล์คะแนนดิบที่ไม่ตรงกับไฟล์สแกนกระดาษคำตอบ

'โรม' แฉ 'ทองเจือ' ที่ปรึกษา 'อนุทิน' ติดต่อ มศว โยงสอบท้องถิ่น
สามารถสรุปเงื่อนปมสำคัญได้ดังต่อไปนี้
@ เงื่อนปมแรก : จุดเปลี่ยนแรก — ทำไม ม.บูรพาจึงถูกยกเลิกงาน?
ข้อมูลสำคัญ ที่นับเป็นเงื่อนปมแรกของเรื่องนี้ อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงผู้จัดสอบ
นายรังสิมันต์ ระบุว่า ข้อมูลที่ได้รับจากการให้การของผู้แทนมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้เห็นภาพขบวนการทุจริตการสอบแข่งขันท้องถิ่นชัดเจนมากขึ้น โดยพบว่าผู้เกี่ยวข้องไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะฝ่ายประจำหรือข้าราชการ แต่ยังมีข้อมูลพาดพิงถึงบุคคลในระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ข้อมูลจากผู้แทนมหาวิทยาลัยบูรพาและมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระบุสอดคล้องกันว่า มีความพยายามดำเนินการเพื่อให้เกิดการทุจริตในการจัดสอบหลายครั้ง
โดยมีบุคคลระดับสูงกว่าระดับอธิบดีพยายามติดต่อพูดคุยกับมหาวิทยาลัยที่ชนะการประมูลจัดสอบท้องถิ่น รวมถึงมีการนัดหมายพูดคุยกับอาจารย์บางรายที่สถานที่ซึ่งถูกเรียกว่า “เซฟเฮาส์” เพื่อขอให้ดำเนินการบางอย่าง แม้ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่ามีการร้องขอเรื่องใด แต่ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนถึงความพยายามแทรกแซงกระบวนการจัดสอบจากบุคคลภายนอก
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูลว่าข้าราชการบางรายมีการเรียกร้องผลประโยชน์ตอบแทนจากมหาวิทยาลัยที่ได้รับงานจัดสอบ โดยมีทั้งการขอให้จัดซื้อรถยนต์ให้ รวมถึงผลประโยชน์ในรูปแบบเงินหรือทรัพย์สินอื่น ๆ แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับมูลค่าผลประโยชน์ที่เรียกร้อง แต่ข้อมูลจากการให้การยืนยันว่ามีการร้องขอเกิดขึ้นจริง
ประเด็นที่น่าจับตาอย่างมาก คือ มีการส่งรายชื่อผู้สมัครสอบจำนวนหลักร้อยรายชื่อให้แก่มหาวิทยาลัย เพื่อขอให้บุคคลตามรายชื่อดังกล่าวได้รับการประกาศเป็นผู้สอบผ่าน โดยมหาวิทยาลัยได้ยืนยันว่าได้รับรายชื่อดังกล่าวจริง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่ารายชื่อดังกล่าวมาจากบุคคลหรือหน่วยงานใด
ข้อมูลทั้งหมดจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบต่อว่า ใครเป็นผู้ส่งรายชื่อ ใครเป็นผู้สั่งการ และมีบุคคลระดับใดเกี่ยวข้องกับความพยายามแทรกแซงกระบวนการสอบ รวมถึงต้องตรวจสอบว่ามีการดำเนินการตามรายชื่อดังกล่าวจริงหรือไม่ และมีผลต่อผลสอบของผู้สมัครอย่างไร
นายรังสิมันต์ ยังตอบคำถามถึงประเด็นที่ สถ. อ้างว่ามีการร้องเรียนจากเครือข่ายว่า ม.บูรพาทุจริต ทำให้ยกเลิกสัญญา ว่า ยังย้ำด้วยว่า บัตรสนเท่ห์ที่ว่านั้นยังไม่ปรากฏมูลความจริงว่ามีการทุจริตที่เชื่อมโยงไปถึงมหาวิทยาลัยบูรพา นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบทีโออาร์ของมหาวิทยาลัยบูรพากับทีโออาร์ปัจจุบัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าทีโออาร์ปัจจุบันอาจจะ "หลวมกว่า" ของมหาวิทยาลัยบูรพาด้วยซ้ำ
"ข้อกล่าวอ้างที่บอกว่ามหาวิทยาลัยบูรพาไม่มีมาตรการป้องกันการทุจริต จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีรายละเอียดชัดเจนที่ทำให้เชื่อได้ “ข้อครหาเรื่องการทุจริตในบางกรณีของมหาวิทยาลัยบางแห่งที่มีพยานหลักฐานหนักแน่นกว่า กลับไม่มีการดำเนินการใด ๆ และข้อมูลที่ได้รับการยืนยันคือ ม.บูรพาอาจไม่ได้งานเพราะหัวแข็ง” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์ โรม
@ เงื่อนปมสอง : 'นายวิน' และ 'นายทองเจือ' คือใคร?
ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ของ นายรังสิมันต์ มีการระบุถึงบทบาทของบุคคลสำคัญ 2 ราย คือ นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ "ดร.วิน" (หรือนายอัศวิน โชติพนัง) และนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ สรุปข้อมูลสำคัญได้ดังนี้
1. “นายวิน” – วิน ธนพชรโภคิน
ถูกระบุว่าเป็น ผู้ต้องหาคดีทุจริตการสอบท้องถิ่น
มีข้อมูลว่าอาจารย์จาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เคยพบกับนายวิน
นายรังสิมันต์ระบุว่า นายวินถูก อธิบดีคนหนึ่งส่งมาให้พบอาจารย์
มีการพยายามทำความเข้าใจว่านายวินเป็น “บุคคลของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)” และเป็นผู้ที่รู้จักบุคคลจำนวนมาก
มีการนัดพูดคุยเกิดขึ้น แต่ รายละเอียดการพูดคุยยังไม่ถูกเปิดเผย
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ใครเป็นผู้ส่งนายวินมา และส่งมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร
2. “นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ”
มีข้อมูลว่า ติดต่อและประสานงานกับอาจารย์บางคน ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบท้องถิ่น
นายรังสิมันต์ระบุว่า นายทองเจือ ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดสอบท้องถิ่น
แต่ข้อมูลที่ได้รับระบุว่าเป็น ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล
จึงเกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดบุคคลภายนอกกระบวนการสอบจึงเข้ามาติดต่อหรือประสานงานกับบุคคลในมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบ
ข้อมูลชุดนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญ 3 ระดับ คือ “ใครส่งมา-มาพบทำไม-ต้องการให้มหาวิทยาลัยดำเนินการอะไร”
โดยเฉพาะกรณี นายวิน ต้องตรวจสอบสายการสั่งการว่า อธิบดีที่ถูกกล่าวถึงคือใคร และมีหลักฐานยืนยันการมอบหมายหรือไม่
ส่วนกรณี นายทองเจือ ต้องตรวจสอบว่า การติดต่อกับอาจารย์เป็นเรื่องส่วนตัวหรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบ และมีการร้องขอหรือประสานงานในเรื่องใด ซึ่งกรณีของ นายทองเจือ ถือว่ามีความสำคัญมากเพราะต้องไม่ลืมว่า นายทองเจือ คือ ที่ปรึกษาของ นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี
@ เงื่อนปมสาม : ผลคะแนนดิบที่ถูกแก้ไข สถ. เมินผู้ทุจริตในองค์กร?
ประเด็นนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่ “ไฟล์คะแนนดิบถูกแก้ไขที่ไหน และใครเป็นผู้แก้ไข” โดยสรุปได้ดังนี้
พบข้อมูลคะแนน 2 ชุดที่ไม่ตรงกัน
สถ. ครอบครองข้อมูลในแฟลชไดรฟ์ 2 ประเภท คือ ไฟล์ Excel คะแนนดิบ และ ไฟล์สแกนกระดาษคำตอบ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน พบว่า คะแนนดิบกับไฟล์สแกนคำตอบไม่ตรงกันแต่ไฟล์สแกนของ สถ. กลับตรงกับข้อมูลจาก มศว.
ไฟล์สแกนกระดาษคำตอบที่ สถ. ถืออยู่ ตรงกับข้อมูลของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) และยังตรงกับข้อมูลที่อยู่กับ บริษัทโรงพิมพ์แห่งหนึ่ง
ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ไฟล์สแกนดังกล่าวอาจเป็นข้อมูลต้นทางที่ยังไม่ได้ถูกแก้ไข
ปมใหญ่คือ “คะแนนดิบถูกแก้ที่ไหน?”
ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่า การแก้ไขคะแนนในไฟล์ Excel เกิดขึ้นก่อนหรือหลังการส่งมอบข้อมูลให้ สถ. โดยมี 2 แนวทางที่ต้องตรวจสอบ คือ มศว. ส่งข้อมูลคะแนนที่ถูกแก้ไขมาให้ สถ. หรือมีการแก้ไขไฟล์คะแนน ภายใน สถ. หลังจากรับข้อมูลมาแล้ว
ข้อสงสัยเรื่องการตรวจสอบภายใน สถ.
ประเด็นนี้ นายรังสิมันต์ตั้งข้อสังเกตว่า สถ. ให้ความสำคัญกับการแก้ไขข้อมูลคะแนนและรายชื่อที่ผิดพลาด แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีการมุ่งตรวจสอบว่า ใครเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขข้อมูลภายในองค์กร คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “คะแนนใครผิด” แต่คือ “ใครเป็นคนแก้”
หากพบว่าข้อมูลคะแนนถูกแก้ไขหลังจากเข้าสู่การควบคุมของ สถ. ประเด็นจะขยับจากเรื่อง ความผิดพลาดของผลสอบ ไปสู่การตรวจสอบว่า มีบุคคลภายในเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือไม่
@ เงื่อนปมสี่ : ชี้มูลความผิดยังไม่ถึงต้นตอ ส่อ "ตัดตอน" คดี
เงื่อนปมการสอบสวนที่อาจยังไม่ถึงต้นตอ ส่อ "ตัดตอน" คดี เป็นอีกประเด็นที่ นายรังสิมันต์ ระบุถึงพร้อมตั้งข้อสังเกต ว่า ผู้แทนคณะทำงานตรวจสอบเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แจ้งว่ามีการชี้มูลบุคคลหลายรายที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ได้แก่ บุคคลจาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รวมถึง พันจ่าเอกสาคร, ร้อยตำรวจโทภพชนก, นายมนัส และนายธีรุตม์
แต่การตรวจสอบของคณะทำงานยังมุ่งอยู่ในช่วงที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒได้รับงานจัดสอบ แต่ไม่ได้ย้อนกลับไปตรวจสอบจุดเริ่มต้นที่ มหาวิทยาลัยบูรพาเคยได้รับงานและถูกยกเลิกสัญญา จึงยังมีบุคคลที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเกี่ยวข้องกับช่วงเริ่มต้น เช่น นายทรงศักดิ์ ทองศรี และนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ยังไม่ได้ถูกตรวจสอบในกรอบดังกล่าว
นายรังสิมันต์ ยังย้ำว่า หัวใจของข้อกล่าวหาคือ หากการทุจริตเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนที่มหาวิทยาลัยบูรพาถูกนำออกจากกระบวนการ การสอบสวนที่เริ่มต้นเฉพาะช่วงที่ มศว. เข้ามารับงาน อาจทำให้ ไม่เห็นต้นตอของกระบวนการทั้งหมดจึงเรียกร้องให้ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยบูรพาถูกนำกลับเข้าสู่การสอบสวนด้วย
นายรังสิมันต์ ยังเปิดเผยด้วยว่า อาจารย์จากมหาวิทยาลัยบูรพาที่เข้าให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการฯ ระบุว่า มหาวิทยาลัยถูกกดดันมาโดยตลอด ถึงขั้นมีการพูดว่า “ผู้ใหญ่ไม่ชอบคนหัวแข็ง” ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวว่าเป็นการ “นวด” หรือกดดันเพื่อให้มหาวิทยาลัยยอมให้ความร่วมมือ และกล่าวว่ามีมหาวิทยาลัยบางแห่งที่มีจุดยืนแข็ง ไม่ยอมทำตาม ก็ไม่ได้รับงานบางอย่างที่ควรได้รับ
นายรังสิมันต์ตั้งคำถามต่อกระแสข่าวว่าคดีจะได้ข้อสรุปภายใน 31 สิงหาคม โดยเห็นว่าอาจเร็วเกินไป เพราะข้อมูลจากมหาวิทยาลัยบูรพาเพิ่งถูกส่งเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบหลังกรรมาธิการฯ พิจารณาเรื่องนี้เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน และมีข้อสังเกตว่า ข้อมูลจาก ตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งมีการออกหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลจำนวนไม่มาก แตกต่างจากข้อมูลของคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับนายปกรณ์ ซึ่งมีการชี้มูลบุคคลหลายรายแล้ว
จึงเกิดคำถามว่า แต่ละหน่วยงานกำลังตรวจสอบคนละส่วนของขบวนการ หรือมีข้อมูลบางส่วนที่ยังไม่ได้เชื่อมโยงกัน
คอขวด” ที่ถูกตั้งคำถามถึงคือนายกรัฐมนตรี
นายรังสิมันต์ ยังย้ำว่า นายกรัฐมนตรีเป็น “คอขวดที่สำคัญ” ของการดำเนินการต่อจากนี้ โดยตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะผลักดันการตรวจสอบไปถึงระดับใด
เขามองความเสี่ยงของการ “ตัดตอน” ไว้ 2 ชั้น คือ
ตัดตอนทางการเมือง -ไม่ให้สาวไปถึงผู้มีอำนาจทางการเมือง และให้ข้าราชการเป็นผู้รับผิดแทน
ตัดตอนภายในระบบราชการ- ให้ข้าราชการบางกลุ่มรับผิด แต่บางกลุ่มหลุดพ้นจากการตรวจสอบ
ขณะที่นายรังสิมันต์ ยังขยายความไปถึงบทบาทฝ่ายการเมืองต่อกรณีปัญหาการจัดสอบท้องถิ่น คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี, และนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ปรึกษานายอนุทิน
โดยนายรังสิมันต์ตั้งข้อสังเกตถึงบุคคล 3 ราย ดังนี้
1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล -จุดที่ถูกตั้งคำถามเรื่องการยกเลิกงาน ม.บูรพา
นายรังสิมันต์มองว่า ช่วงที่นายอนุทินดำรงตำแหน่ง มท.1 ตั้งแต่ปี 2566 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่อง
มีการยกเลิกไม่ให้ มหาวิทยาลัยบูรพา ดำเนินการจัดสอบ
การยกเลิกดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ เป็นอธิบดี สถ. และมีการอ้างถึงนายอนุทิน
จึงมีคำถามว่า นายอนุทินรับรู้หรือมีบทบาทอย่างไรต่อการตัดสินใจดังกล่าว
นายรังสิมันต์ตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ ม.บูรพา ปัญหาการสอบอาจไม่พัฒนาไปสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา
2. นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ -บุคคลภายนอกที่เข้าไปประสานกับ มศว.
มีข้อมูลว่า นายทองเจือมีการติดต่อและประสานงานกับอาจารย์บางรายของ มศว.
นายรังสิมันต์ตั้งคำถามว่า หากไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการจัดสอบ เหตุใดจึงเข้าไปติดต่อประสานงานกับมหาวิทยาลัย
จึงเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบว่า การติดต่อดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องใด มีใครมอบหมายหรือไม่ และมีการร้องขออะไรจากมหาวิทยาลัยหรือไม่

ทองเจือ ชาติกิจเจริญ
3. นายทรงศักดิ์ ทองศรี - บุคคลที่ถูกตั้งคำถามถึงความรู้เกี่ยวกับจุดเริ่มต้น
เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงมหาดไทย
นายรังสิมันต์เห็นว่าอาจมีข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงเริ่มต้นของปัญหา
จึงต้องการให้ตรวจสอบว่า นายทรงศักดิ์รับรู้หรือมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดสอบในช่วงใดหรือไม่
4. “นายมนัส” เป็นอีกจุดเชื่อมโยงที่ถูกตั้งคำถาม
นายรังสิมันต์ระบุว่า นายมนัส สุวรรณรินทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกชี้มูล เคยเป็น “หน้าห้อง” ของนายอนุทิน จึงเกิดคำถามว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินการเรื่องสอบท้องถิ่นหรือไม่
@เงื่อนปมห้า “ใครสั่ง–ใครรู้–ใครได้ประโยชน์”
จากข้อมูลทั้งหมด ทำให้เกิดคำถามสำคัญ 3 ชั้น
ชั้นที่ 1: ใครเป็นผู้ตัดสินใจหรือมีส่วนทำให้ ม.บูรพาถูกยกเลิกงาน
ชั้นที่ 2: หลังจากนั้นใครเข้ามาเกี่ยวข้องกับ มศว. และกระบวนการจัดสอบ
ชั้นที่ 3: มีฝ่ายการเมืองหรือผู้มีอำนาจคนใดรับรู้ สนับสนุน หรือสั่งการหรือไม่
โดยนายรังสิมันต์ โรม เน้นย้ำว่า นายมนัส สุวรรณรินทร์ ผู้ถูกชี้มูลอีกราย ก็เคยเป็นหน้าห้องของนายอนุทิน การยกเลิกสัญญาที่มหาวิทยาลัยบูรพาได้ ที่ดำเนินการโดยนายนฤชา ก็มีการอ้างถึงนายอนุทิน
คำถามคือ ณ วันนี้นายอนุทินอยู่ในบทบาทใด จะใช้อำนาจหน้าที่จัดการปัญหานี้ หรือจะใช้อำนาจที่มีเพื่อปัดทุกเรื่องออกจากตัวเอง
“นี่คือทางเลือกของนายอนุทิน หากกรรมาธิการฯ ไม่ตรวจสอบเรื่องนี้เลย ก็เป็นห่วงว่าจะนำไปสู่การตัดตอนและทำให้ผู้กระทำความผิดตัวใหญ่ที่สุดไม่ถูกลากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” นายรังสิมันต์ย้ำ
ทั้งหมดนี่ คือ เงื่อนปมสำคัญ ที่สำนักข่าว Next News พอจะสรุปได้จากคำให้สัมภาษณ์ของ นายรังสิมันต์ ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดนี้ ทำให้คดีสอบท้องถิ่นมีคำถามมากกว่าการค้นหาว่า “ใครโกงข้อสอบ”
เพราะคำถามใหญ่กว่านั้น คือ “ใครเป็นคนออกแบบให้การโกงเกิดขึ้นได้ ใครอยู่เหนือคนที่ลงมือ และใครกันที่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้บ้าง"
ขณะที่ นายทองเจือ ที่ปรึกษานายอนุทิน ดูเหมือนจะกลายเป็นตัวละครสำคัญ ที่ กมธ. ต้องการตัว เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลสำคัญ ในการไล่ล่า จอมบงการ ขบวนการโกงสอบท้องถิ่นฯ ที่ได้รับผลประโยชน์นับหมื่นล้าน ไปเสียแล้ว

info
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




