"โรม" แฉขบวนการโกงสอบท้องถิ่นขยายวง แฉ 'ทองเจือ' ที่ปรึกษาคนใกล้ชิด 'อนุทิน' โผล่ติดต่อ มศว 'ถามไม่ใช่หน้าที่ ไฉนยุ่งเกี่ยวผลประโยชน์มหาศาล ชี้คนการเมืองมีเอี่ยว ปม "เขี่ย" ม.บูรพา สารตั้งต้นทุจริต-จี้ 'อนุทิน' แจง ป.ป.ช.-หวั่นความจริงถูก "ตัดตอน" ผู้บงการตัวใหญ่รอดเงื้อมมือกฎหมาย
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ในช่วงบ่าย นายรังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว หลังจากประชุมวาระการตรวจสอบการทุจริตกระบวนการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นเสร็จสิ้น
โดยนายรังสิมันต์กล่าวว่าในการประชุมครั้งนี้ ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยบูรพาและผู้แทนจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒได้เข้าให้ข้อมูลและชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ อย่างไรก็ตาม บุคคลสำคัญอื่น ๆ ที่ถูกเชิญมารวม 16 ราย กลับไม่ได้เข้าร่วมให้ข้อมูลในที่ประชุม ไม่ว่าจะเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล, เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, พันจ่าเอก สาคร สิทธิศักดิ์, พันตำรวจเอก อุเทน นุ้ยพิน, ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์, นายมนัส สุวรรณรินทร์, นายขจร ศรีชวโนทัย, นายอนุชา เรืองอมรวิวัฒน์, นายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล, นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ และนายวันชัย จันทร์พร
โดยเฉพาะนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่นายรังสิมันต์ ระบุว่าไม่ได้มาร่วมประชุมในวันนี้ และจะพิจารณาเชิญมาให้ข้อมูลในครั้งถัดไปเพื่อสอบถามถึงบทบาทความเกี่ยวข้องในคดีนี้เนื่องจากเป็นบุคคลสำคัญ
เปิดปมขบวนการทุจริต: ไม่ใช่แค่ข้าราชการประจำ แต่พัวพันถึง "ผู้ใหญ่" ระดับสูง
นายรังสิมันต์ ได้เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงจำนวนมากที่ได้รับจากการประชุมในวันนี้ ซึ่งทำให้เห็นถึงขบวนการทุจริตการสอบท้องถิ่นที่ชัดเจนมากขึ้น โดยย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ฝ่ายประจำหรือข้าราชการเท่านั้นที่เกี่ยวข้อง แต่ยังรวมถึงบุคคลระดับสูงด้วย จากข้อมูลคำให้การของผู้แทนมหาวิทยาลัยบูรพาและมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ชี้ตรงกันว่า มีความพยายามที่จะดำเนินการให้เกิดการทุจริตหลายครั้ง และเกี่ยวข้องกับบุคคลระดับสูงกว่าอธิบดี โดยมีบุคคลระดับสูงนี้พยายามเข้าไปติดต่อพูดคุยกับมหาวิทยาลัยที่ชนะการประมูลโครงการจัดสอบท้องถิ่น มีการนัดพูดคุยกับอาจารย์บางคนที่ "เซฟเฮาส์" เพื่อขอร้องบางสิ่งบางอย่าง แม้รายละเอียดของการขอยังไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงการแทรกแซงจากภายนอก
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการเรียกร้องผลประโยชน์ต่างตอบแทนจากมหาวิทยาลัยที่ชนะการประมูลจากข้าราชการบางราย เช่น การขอให้ซื้อรถให้ หรือผลประโยชน์ทางการเงินอื่น ๆ แม้ยังไม่ระบุมูลค่าที่ชัดเจน แต่ยืนยันว่ามีการขอเกิดขึ้นจริง ที่น่าตกใจคือ มีการส่งรายชื่อผู้สมัครสอบจำนวนหลักร้อยรายชื่อให้แก่มหาวิทยาลัย เพื่อให้ประกาศรายชื่อเหล่านั้นเป็นผู้สอบผ่าน ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ยืนยันว่าได้รับรายชื่อดังกล่าวจริง แต่ยังไม่ระบุชื่อมหาวิทยาลัยที่ให้การในรายละเอียดนี้
บทบาทของบุคคลสำคัญกับปมทุจริต: 'นายวิน' และ 'นายทองเจือ' คือใคร?
นายรังสิมันต์ ยังเปิดเผยถึงการพบปะกับบุคคลสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตเพิ่มเติม โดยระบุว่าอาจารย์จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เคยพบกับ "นายวิน" (วิน ธนพชรโภคิน ผู้ต้องหาคดีทุจริตการสอบท้องถิ่น) ซึ่งถูกส่งมาโดยอธิบดีคนหนึ่ง เพื่อมาพบปะและสร้างความเข้าใจแก่อาจารย์ว่านายวินเป็นบุคคลของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) เนื่องจากรู้จักกับคนจำนวนมาก ทำให้มีการนัดพูดคุยกันเกิดขึ้น แต่รายละเอียดของการพูดคุยยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้
อีกกรณีหนึ่งคือ "นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ" ซึ่งมีการติดต่อประสานงานกับอาจารย์บางคนที่เกี่ยวพันกับการสอบท้องถิ่น โดยนายรังสิมันต์ ระบุว่า นายทองเจือไม่ใช่ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสอบท้องถิ่นนี้ แต่ตามข้อมูลที่ได้รับ คือเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามถึงบทบาทของบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการสอบแต่ทำไมถึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่มีความอ่อนไหว
ผลคะแนนดิบที่ถูกแก้ไข: สถ. เมินผู้ทุจริตในองค์กร?
ประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ กล่าวต่อไปว่าจากการตรวจสอบข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองของ สถ. ซึ่งเก็บในรูปแบบแฟลชไดรฟ์ สรุปว่าข้อมูลประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ไฟล์ Excel ที่เป็นคะแนนดิบ และไฟล์สแกนหน้ากระดาษคำตอบ ปรากฏว่าข้อมูลทั้งสองส่วนที่อยู่ในความครอบครองของ สถ. "ไม่ตรงกัน" แต่ข้อมูลที่เป็นการสแกนหน้ากระดาษคำตอบของ สถ. กลับ "ตรงกัน" กับข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และของบริษัทโรงพิมพ์แห่งหนึ่ง
ประเด็นที่น่าสงสัยคือ การแก้ไขผลคะแนนในแฟลชไดรฟ์ที่เป็นคะแนนดิบและอยู่ในความครอบครองของ สถ. นั้น เกิดขึ้นโดยใคร เป็นการส่งมอบจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือเป็นการดำเนินการแก้ไขโดย สถ. เอง แม้จะยังสรุปไม่ได้ แต่ที่น่าสนใจคือ สถ. ไม่ได้แสดงความสนใจที่จะสืบหาว่าการทุจริตที่เกิดขึ้นใน สถ. นั้น ดำเนินการโดยใครบ้าง
“หรือพูดง่าย ๆ คือ สถ. สนใจเพียงแค่การปรับแก้คะแนนและรายชื่อที่ผิดพลาด แต่ไม่สนใจตามหาผู้กระทำผิดที่อยู่ในองค์กรของตนเอง ซึ่งทำให้สันนิษฐานได้ว่า สถ. ไม่ได้สนใจในการตามหาผู้กระทำความผิดในองค์กร” นายรังสิมันต์กล่าว
ชี้มูลความผิดยังไม่ถึงต้นตอ ส่อ "ตัดตอน" คดี
นายรังสิมันต์ เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลการชี้มูลจากผู้แทนที่รับผิดชอบการตรวจสอบเบื้องต้น ซึ่งเป็นผู้แทนของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ว่ามีการชี้มูลบุคคลหลายรายที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทั้งจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, พันจ่าเอก สาคร,ร้อยตำรวจโท ภพชนก, นายมนัส, และนายธีรุตม์ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบที่นำโดยรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ช่วงที่มหาวิทยาลัยบูรพาได้รับงานในตอนแรก จึงทำให้ยังไม่ได้มีการตรวจสอบบุคคลสำคัญ อาทิ นายทรงศักดิ์ ทองศรี และนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าการตรวจสอบของคณะทำงานชุดนี้ดูเหมือนจะจำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะกรณีที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒได้รับงานเท่านั้น ทั้งที่มหากาพย์การโกงครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่การ "เขี่ย" มหาวิทยาลัยบูรพาออกไปตั้งแต่ต้น
ประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ กล่าวแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกระแสข่าวที่ว่าคดีนี้จะจบลงภายในวันที่ 31 สิงหาคม ซึ่งมาจากการให้สัมภาณ์ของนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4)
โดยนายรังสิมันต์มองว่าหากการสอบสวนไม่ครอบคลุมไปถึงต้นตอและจุดเริ่มต้นของการทุจริตที่มหาวิทยาลัยบูรพาถูกยกเลิกสัญญา นั่นคือการ "ตัดตอน" คดีอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อคณะทำงานของนายปกรณ์ยังไปไม่ถึงจุดเริ่มต้นนี้ หากไม่มีข้อเท็จจริงจากมหาวิทยาลัยบูรพาเข้ามา คดีนี้จะถือเป็นการตัดตอนที่แท้จริง ซึ่งทางคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ยินดีให้ความร่วมมือและแบ่งปันข้อมูลการประชุมและบันทึกชวเลข เพื่อเป็นประโยชน์ในการสอบสวนต่อไป ซึ่งอาจารย์จากมหาวิทยาลัยบูรพา ผู้มาชี้แจงกรรมาธิการกฎหมายฯได้ให้ข้อมูลว่าสถานะของมหาวิทยาลัยถูกกดดันตลอดเวลา โดยมีคำกล่าวถึงขนาดว่า "ผู้ใหญ่ไม่ชอบคนหัวแข็ง" ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการกดดันทุกรูปแบบ เพื่อบีบบังคับให้มหาวิทยาลัยต้องให้ความร่วมมือในการทุจริต
นายรังสิมันต์กล่าวว่าการกระทำลักษณะนี้เป็นการ "นวด" เพื่อบังคับให้เกิดความร่วมมือ เป็นความพยายามที่ทำกันเป็นขบวนการ และมีข้อเท็จจริงว่ามหาวิทยาลัยที่ "หัวแข็ง" บางแห่ง ก็ไม่ได้รับงานบางงานที่ควรจะได้ สิ่งเหล่านี้คือการกดดันที่เกิดขึ้นผ่านคนในกระทรวงมหาดไทยทั้งสิ้น
“ดังนั้น หากอ้างว่าจะจบภายใน 31 สิงหาคม ก็ต้องถามว่าจบด้วยข้อเท็จจริงใด เพราะข้อมูลจากมหาวิทยาลัยบูรพาเพิ่งได้รับแจ้งจาก ป.ป.ช. ให้ไปให้ข้อมูลหลังจากการพิจารณาของกรรมาธิการฯ เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ดังนั้นการด่วนสรุปว่าเรื่องนี้ต้องจบจึงเร็วเกินไป อีกทั้งข้อมูลจากตำรวจสอบสวนกลางที่มีการออกหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลไม่กี่คน ก็ไม่สอดคล้องกับข้อมูลของคณะทำงานของท่านปกรณ์ที่มีบุคคลถูกชี้มูลหลายคน” นายรังสิมันต์กล่าว
ประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า "คอขวดที่สำคัญ" ของคดีนี้อยู่ที่นายกรัฐมนตรี หากนายกรัฐมนตรีไม่มีการส่งเรื่องไปดำเนินการต่าง ๆ ก็ชัดเจนว่านี่เป็นการ "ตัดตอน" ซึ่งมีสองภาคส่วน คือ ภาคแรกเป็นการตัดตอนการเมืองไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้อง ให้ข้าราชการรับไปรับผิดชอบ และภาคที่สองคือตัดตอนให้ข้าราชการบางกลุ่มรอด บางกลุ่มซวย จึงต้องถามว่า 31 สิงหาคมนี้จะตัดตอนให้ใครรอดใครซวยบ้าง
ฝ่ายการเมืองกับการทุจริต: อนุทิน-ทรงศักดิ์-ทองเจือ มีบทบาทอย่างไร?
นายรังสิมันต์ ย้ำว่าเริ่มปรากฏความเชื่อมโยงว่าฝ่ายการเมืองน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้อย่างแน่นอน ในฐานะประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ จะติดตามเรื่องนี้ต่อไป และต้องการทราบว่า ป.ป.ช. ได้ดำเนินการส่งหนังสือเรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี, และนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ไปให้ข้อมูลปากคำบ้างแล้วหรือยัง
เหตุผลที่บุคคลทั้งสามมีความสำคัญมีดังนี้:
1.นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ: เนื่องจากมีการติดต่อประสานงานพูดคุยกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จึงน่าสงสัยว่ามีภารกิจหรือความเกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องนี้ เหตุใดจึงไปติดต่อประสานงานในเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ของตน
2.นายอนุทิน ชาญวีรกูล: จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนี้คือในช่วงที่นายอนุทินเป็น มท.1 ตั้งแต่ปี 2566 ไปยกเลิกไม่ให้มหาวิทยาลัยบูรพาได้งาน หากไม่มีจุดเปลี่ยนตรงนี้ การทุจริตจะไม่ใหญ่โตขนาดนี้ การที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดี สถ.ช่วงปี 2566 ได้อ้างถึงและนำไปสู่การยกเลิกสัญญามหาวิทยาลัยบูรพา คำถามคือ นายอนุทิน เหตุใดจึงนั่งดูดายและยังไม่มีหน่วยงานใดเรียกนายอนุทินไปตรวจสอบ ทั้งที่จุดนี้คือจุดตั้งต้นที่ทำให้เรื่องราวการสอบทุจริตกลายเป็นเงื่อนงำและมหากาพย์การโกงที่สำคัญบนผืนแผ่นดินไทย
3.นายทรงศักดิ์ ทองศรี: เป็นบุคคลที่คณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ให้ความสนใจว่ามีข้อมูลหรือความรู้อย่างไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องการทุจริต เนื่องจากเคยเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงมหาดไทย และอาจมีความคาบเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย
นายรังสิมันต์ โรม เน้นย้ำว่า นายมนัส สุวรรณรินทร์ ผู้ถูกชี้มูลอีกราย ก็เคยเป็นหน้าห้องของนายอนุทิน การยกเลิกสัญญาที่มหาวิทยาลัยบูรพาได้ ที่ดำเนินการโดยนายนฤชา ก็มีการอ้างถึงนายอนุทิน คำถามคือ ณ วันนี้นายอนุทินอยู่ในบทบาทใด จะใช้อำนาจหน้าที่จัดการปัญหานี้ หรือจะใช้อำนาจที่มีเพื่อปัดทุกเรื่องออกจากตัวเอง
“นี่คือทางเลือกของนายอนุทิน หากกรรมาธิการฯ ไม่ตรวจสอบเรื่องนี้เลย ก็เป็นห่วงว่าจะนำไปสู่การตัดตอนและทำให้ผู้กระทำความผิดตัวใหญ่ที่สุดไม่ถูกลากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” นายรังสิมันต์ย้ำ
ยกเลิกสัญญา ม.บูรพา: เหตุเพราะ "หัวแข็ง" ไม่ใช่ "ทุจริต"?
เมื่อถามถึงประเด็นที่ สถ. อ้างว่ามีการร้องเรียนจากเครือข่ายว่า ม.บูรพาทุจริต ทำให้ยกเลิกสัญญา
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า บัตรสนเท่ห์ที่ว่านั้นยังไม่ปรากฏมูลความจริงว่ามีการทุจริตที่เชื่อมโยงไปถึงมหาวิทยาลัยบูรพา นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบทีโออาร์ของมหาวิทยาลัยบูรพากับทีโออาร์ปัจจุบัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าทีโออาร์ปัจจุบันอาจจะ "หลวมกว่า" ของมหาวิทยาลัยบูรพาด้วยซ้ำ ข้อกล่าวอ้างที่บอกว่ามหาวิทยาลัยบูรพาไม่มีมาตรการป้องกันการทุจริต จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีรายละเอียดชัดเจนที่ทำให้เชื่อได้
“ข้อครหาเรื่องการทุจริตในบางกรณีของมหาวิทยาลัยบางแห่งที่มีพยานหลักฐานหนักแน่นกว่า กลับไม่มีการดำเนินการใด ๆ และข้อมูลที่ได้รับการยืนยันคือ ม.บูรพาอาจไม่ได้งานเพราะหัวแข็ง” นายรังสิมันต์กล่าว
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




