News Logo
หน้าแรก
'หมอสรณ' งัดหลักฐาน ม.มหิดลโต้ ย้ำแพทย์อิสระไม่ขัดคุณสมบัติ กสทช.

'หมอสรณ' งัดหลักฐาน ม.มหิดลโต้ ย้ำแพทย์อิสระไม่ขัดคุณสมบัติ กสทช.

11 ส.ค. 2569 11:40
ผู้ชม 281 คน

ประชุม กสทช. ล่มอีก "นพ.สรณ" แถลงโต้ยันไม่สละสิทธิ์ จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง อ้างหลักฐานใหม่เป็นหนังสือ ม.มหิดล ยันลาออกตั้งแต่แต่ต้นปี 65 นำหลักฐานเสียภาษี "วิชาชีพอิสระ" ยันสถานะ ไม่ใช่เงินเดือน ตั้งคำถามทำไมจี้นายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ-ไม่รอหลักฐานครบถ้วน พร้อมอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองต่อ ย้ำทำหน้าที่เต็มเวลา-เป็นแพทย์อิสระไม่ขัดแย้งคุณสมบัติประธาน

สำนักข่าว Next News รายงานข่าวการประชุมสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครั้งที่ 24/2569 วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ซึ่งประสบภาวะล่มอีกครั้ง หลังจากที่กรรมการ (กก.) กสทช. 4 คนได้แก่ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต, นายศุภัช ศุภชลาศัย และนายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ได้ร่วมกันตัดสินใจเดินออกจากห้องประชุม เพื่อแสดงจุดยืนไม่ร่วมพิจารณาวาระต่าง ๆ กับ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ที่มีประเด็นข้อถกเถียงเรื่องลักษณะต้องห้ามทางกฎหมาย ส่วน พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร และ นายต่อพงศ์ เสลานนท์ เข้าประชุมออนไลน์ โดย นพ.สรณได้แถลงข่าวหลังจากประชุมล่มว่า

ประธาน กสทช. ได้เริ่มการแถลงข่าวด้วยการกล่าวถึงสถานการณ์ที่กรรมการบางคนไม่ได้เข้าร่วมประชุม ซึ่งส่งผลให้การประชุมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ซึ่งตนมีความหวังว่า การชี้แจงข้อเท็จจริงในวันนี้ (11 สิงหาคม) จะช่วยให้กรรมการบางคนที่ว่ากลับเข้าร่วมการประชุม เพื่อปฏิบัติงานและหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวม

ประธาน กสทช. ได้กล่าวถึงคำสั่งของศาลปกครองที่ไม่รับฟ้องคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานะของตน ซึ่งตนได้ขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัย กรรมการสรรหา กสทช. โดยให้เหตุผลว่าตนไม่ได้เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา นี่จึงหมายความว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวจึงไม่มีผลต่อการดำรงตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ของตนแต่อย่างใด ตนขอยืนยันว่ายังคงต้องปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้ จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

นพ.สรณ ได้โต้แย้งประเด็นที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้วินิจฉัยว่าตน "สละสิทธิ์" และไม่เคยดำรงตำแหน่งตั้งแต่ต้น โดยชี้แจงว่าตามหลักกฎหมาย การสละสิทธิ์จะต้องเกิดขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ การนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคม 2565 และตนได้เริ่มเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565

ประธาน กสทช. จึงยืนยันว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ระบุว่าเป็นการสละสิทธิ์ที่มีผลผูกพันทันทีนั้น ไม่ถูกต้องตามข้อกฎหมาย

นอกจากนี้ นพ.สรณ ยังได้นำเสนอหลักฐานใหม่เพื่อยืนยันสถานะการทำงานของตน โดยระบุว่าได้รับหนังสือตอบจากมหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 หนังสือดังกล่าวระบุยืนยันว่าตนได้ลาออกจากความเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ซึ่งเป็นการยืนยันสถานะที่ชัดเจนว่าตนไม่ได้เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสถาบันดังกล่าวอีกต่อไปก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง กสทช.

นพ.สรณ ได้ชี้แจงถึงสถานะการทำงานในช่วงระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนที่ตนจะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยระบุว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ตนได้ประกอบวิชาชีพแพทย์อิสระเฉพาะทาง เพื่อให้การดูแลและส่งต่อผู้ป่วยเป็นไปตามความจำเป็น ซึ่งการปฏิบัติงานในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นการรับเงินค่าตอบแทนโดยตรงจากมหาวิทยาลัยมหิดลหรือคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ประธาน กสทช. ยังได้กล่าวว่า การประกอบวิชาชีพแพทย์อิสระในโรงพยาบาลรัฐเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ โดยมีกรณีตัวอย่างของอาจารย์แพทย์ที่เกษียณอายุแล้ว หรือแพทย์จากภาคเอกชนที่เข้ามาปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกันนี้

นพ.สรณ ยังได้เปิดเผยข้อมูลหลักฐานการแจ้งเสียภาษีเงินได้ประจำปี 2565 ซึ่งยืนยันว่ารายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2565 นั้น เป็นรายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ ซึ่งตามประมวลรัษฎากรจัดอยู่ในประเภทเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) ไม่ใช่รายได้ประเภทเงินเดือนหรือค่าจ้างตามมาตรา 40 (1) โดยประธาน กสทช. ระบุว่าสามารถให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีมาให้ข้อมูลและอธิบายเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้ หากมีความต้องการ

ประธาน กสทช. ได้ตั้งข้อสังเกตและฝากคำถามผ่านสื่อมวลชนไปยังคณะกรรมการสรรหา กสทช. โดยมีประเด็นสำคัญหลายประการ:

  1. เหตุใดคณะกรรมการสรรหาจึงไม่ได้รอหนังสือตอบยืนยันจากมหาวิทยาลัยมหิดลก่อนที่จะดำเนินการสรุปผลการพิจารณาคุณสมบัติ

  2. มีการตั้งข้อสังเกตถึงความเร่งรีบในการสรุปผลการพิจารณา โดยมีการนัดประชุมถึง 4 ครั้ง และใช้เวลาดำเนินการเพียง 37 วัน

  3. นพ.สรณ ตั้งคำถามว่าคณะกรรมการสรรหาได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจากหน่วยงานภาครัฐครบถ้วนหรือไม่

  4. ประธาน กสทช. ได้กล่าวถึงประเด็นที่มีการโต้แย้งกันเองในเรื่องอำนาจของกรรมการสรรหาภายในคณะเดียวกัน และตั้งคำถามถึงบทบาทของเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการสรรหา ว่าเหตุใดจึงมีการเชิญบุคคลบางรายมาให้ข้อมูล แต่ไม่ได้เชิญบุคคลอื่น

  5. มีข้อสังเกตเกี่ยวกับเอกสารสำคัญ โดยเฉพาะหลักฐานการแจ้งเสียภาษีจากกรมสรรพากร ซึ่งเป็นเอกสารที่สามารถยืนยันประเภทรายได้อย่างชัดเจน ประธาน กสทช. ตั้งคำถามว่าเหตุใดคณะกรรมการสรรหาจึงละเลยหรือไม่ตรวจสอบหลักฐานดังกล่าวให้ครบถ้วน ทั้งที่ตนมีหลักฐานยืนยันว่ารายได้เป็นไปตามมาตรา 40 (6) ซึ่งเป็นรายได้จากวิชาชีพอิสระ ไม่ใช่รายได้ประเภทเงินเดือนหรือค่าจ้างตามมาตรา 40 (1) ที่คณะกรรมการสรรหาได้วินิจฉัยไปก่อนหน้า

นพ.สรณ ยังได้หยิบยกประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธานกรรมการสรรหา กสทช. ขึ้นมาตั้งข้อสังเกต โดยกล่าวว่าประธานกรรมการสรรหาอาจสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งลงแล้วเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2568 เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ซึ่งประธาน กสทช. เห็นว่าควรจะเป็นมาตรฐานเดียวกันกับการเป็นกรรมการ กสทช. อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้กลับไม่มีการนำขึ้นมาแจ้งต่อที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยก่อนที่จะมีการลงมติในประเด็นอื่น ๆ ซึ่งนพ.สรณ ได้ฝากให้สื่อมวลชนช่วยสอบถามข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว นพ.สรณ ได้ขอให้สื่อมวลชนช่วยสอบถามไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องที่เคยออกมาเรียกร้องและกดดันให้นายกรัฐมนตรีต้องเร่งรัดในการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตนพ้นจากตำแหน่ง ทั้งที่ประเด็นข้อถกเถียงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้รับการยุติหรือมีความชัดเจนอย่างสมบูรณ์ โดยยืนยันว่าหากเรื่องยังไม่ยุติชัดเจน ก็ไม่ควรมีการดำเนินการที่เร่งรัด

เมื่อถูกสอบถามเกี่ยวกับแนวทางการต่อสู้ทางกฎหมาย นพ.สรณ ยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองที่ไม่รับฟ้องคดี โดยจะใช้ช่องทางทางกฎหมายเพื่อต่อสู้และชี้แจงในประเด็นที่ตนไม่ได้กระทำความผิด

ประธาน กสทช. ได้กล่าวถึงข้อโต้แย้งทางกฎหมายว่า กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการสรรหาในการวินิจฉัยประเด็นที่กล่าวอ้างถึงคุณสมบัติบางประการ โดยเฉพาะการตีความอำนาจที่อาจอิงกับพระราชกฤษฎีกา ซึ่งพระราชกฤษฎีกาไม่ใช่กฎหมายที่มีผลผูกพันในลักษณะเดียวกับพระราชบัญญัติ และการวินิจฉัยดังกล่าวอาจไม่ผูกพันรัฐบาลหรือสภา

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงหนังสือจากมหาวิทยาลัยมหิดลว่าจะทำให้เป็นสิ่งยืนยันว่าจะมีลักษณะต้องห้ามตาม กฎหมาย กสทช.ในมาตราซึ่งระบุถึงการห้ามรับค่าตอบแทนอื่นนอกเหนือจากค่าตอบแทนของ กสทช. และการปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา (มาตรา 26) หรือไม่

นพ.สรณ ได้ชี้แจงว่ารายได้จากการประกอบวิชาชีพแพทย์อิสระนั้นเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามาดำรงตำแหน่ง กสทช. และย้ำว่าการประกอบวิชาชีพดังกล่าวไม่ได้ขัดแย้งหรือก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการ กสทช.

ประธาน กสทช. เน้นย้ำว่าตนทำงานเต็มเวลา และสามารถประกอบวิชาชีพอิสระได้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่การประกอบวิชาชีพนั้นไม่ได้ขัดแย้งกับการทำงานของ กสทช. โดยได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า รายได้อื่น ๆ เช่น ดอกเบี้ย หรือค่าเช่าอพาร์ทเม้นท์ ก็ถือเป็นรายได้เช่นกัน ซึ่งไม่ได้ขัดต่อข้อกำหนดเรื่องการปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาของกรรมการ กสทช. แต่อย่างใด

นพ.สรณ ยังได้กล่าวถึงผลกระทบหากตนหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยระบุว่าการประชุมและการลงนามในใบอนุญาตต่าง ๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ให้กรรมการ กสทช. ซึ่งกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจแก่บุคคลอื่นในการปฏิบัติหน้าที่แทน หากมีการหยุดปฏิบัติหน้าที่ในส่วนนี้ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาในการดำเนินงานที่สำคัญหลายประการ และอาจเข้าข่ายการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้

อนึ่ง ก่อนหน้าการแถลงข่าวของ นพ.สรณ ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว โดยกล่าวถึงมุมมองของกรรมการที่ไม่เข้าร่วมประชุมว่าพวกตนไม่ได้ต้องการเล่นเกมทางการเมือง แต่เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ อย่างไรก็ตาม มีการกล่าวถึงสถานการณ์ที่มีการเล่นเกม การปล่อยข่าว หรือความพยายามในการดิสเครดิตกรรมการว่ามีความขัดแย้งกัน ซึ่งหากดูรายละเอียดเรื่องคดีความ จะพบว่ากรรมการ 3 คนบวกอีก 1 คน เป็นผู้ถูกฟ้องเป็นหลัก และบางคนที่ออกมาให้ข่าวก็เป็นผู้ฟ้องเองด้วย โดยมีเพียงคดีเดียวที่พวกตนฟ้องศาลปกครอง เพื่อให้เกิดการบังคับตามกฎหมายจากมติของบอร์ด คือกรณีบอลโลก 600 ล้านบาท ซึ่งมีการไม่ดำเนินการตามบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่ทำไว้กับ กสทช. เพื่อให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ดำเนินการตามนั้น รวมถึงให้ประธาน กสทช. ปฏิบัติตามมติบอร์ด ขณะที่พวกตนถูกฟ้องทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีปกครอง ศ.ดร.พิรงรอง ยังระบุว่า การทำงานภายในสำนักงาน กสทช. บางครั้งก็ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าถูกปฏิบัติเสมือนบุคคลที่ถูกลดทอนศักดิ์ศรี หรือเป็นกรรมการ กสทช. ชั้นสอง แต่ก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เนื่องจากได้รับโปรดเกล้าฯ ให้มาทำหน้าที่ จึงต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เต็มที่ สำหรับกรณีที่มีการเล่นเกมเพื่อดิสเครดิต หรือจะให้มีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อล้ม กสทช. ทั้งหมดนั้น ทั้งที่สาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถประชุมได้เกิดจากคนเพียงคนเดียว จึงขอให้สื่อมวลชนใช้วิจารณญาณพิจารณาว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร และหากมีการออก พ.ร.ก. มาล้ม กสทช. ทั้งหมดจริง จะสามารถทำได้หรืออยู่ในอำนาจหรือไม่ ศ.ดร.พิรงรอง ย้ำว่า พวกตนไม่ได้เล่นเกม แต่เดินทางมาทำงานและตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ และคำสั่งศาลปกครองล่าสุดมีความชัดเจนว่าไม่รับฟ้อง และไม่ทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งถือเป็นที่สุดตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ดังนั้น หากอ่านคำสั่งศาลปกครองให้ชัดเจน จะเห็นว่าไม่ทุเลาการบังคับ และไม่ให้ระงับการนำความขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง คำขอให้ชะลอจึงตกไป เพราะศาลไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ ศ.ดร.พิรงรอง สรุปว่า คำสั่งศาลปกครองยืนยันคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่

พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ได้กล่าวถึงเหตุผลการเดินออกจากห้องประชุม โดยระบุว่าก่อนหน้านี้ได้มีหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ตั้งแต่เมื่อวาน และก่อนการประชุมได้เรียกนายไตรรัตน์มาเพื่อชี้แจงถึงเหตุผล โดยเฉพาะกรณีที่มีคำสั่งศาลปกครองไม่รับคำร้อง ซึ่งหมายความว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สุด โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวระบุว่า นพ.สรณ เป็นผู้สละสิทธิ และไม่สามารถดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ได้ตั้งแต่แรก พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า กรณีที่ นพ.สรณ ขอให้ศาลมีคำสั่งฉุกเฉินเกี่ยวกับตำแหน่งประธาน กสทช. นั้น ศาลปกครองได้ยกคำร้อง และระบุว่าผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 20 วรรคสอง ที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าศาลรับรองสถานะว่า นพ.สรณ ยังคงเป็นประธาน กสทช. เพียงแต่ต้องดำเนินกระบวนการให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงได้สอบถามนายไตรรัตน์ว่า จะยังคงจัดประชุมโดยมีประธาน กสทช. อยู่หรือไม่ ซึ่งมองว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ขัดแย้งกับแนวทางในสมัยคุณสุภิญญา โดยนายไตรรัตน์ได้ขอให้ประชุมไปก่อน แต่พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ ยืนยันว่า หากประธานเข้าร่วมประชุม ตนไม่สามารถประชุมได้ และเมื่อ นพ.สรณ เดินเข้ามา จึงตัดสินใจเดินออกจากห้องประชุม พร้อมกรรมการอีก 2 คน พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ ยืนยันว่า หาก นพ.สรณ เป็นผู้สละสิทธิและไม่สามารถเป็นกรรมการ กสทช. ได้ ก็เห็นว่าไม่สามารถเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ แม้ศาลจะชี้ว่าตำแหน่งประธาน กสทช. ยังคงดำรงอยู่ก็ตาม เพราะตำแหน่งกับสถานะในการเป็นกรรมการเป็นคนละเรื่องกัน

ศ.ดร.พิรงรอง ได้กล่าวถึงเรื่องความเสี่ยงทางกฎหมายที่สำคัญ โดยระบุว่าไม่ใช่เรื่องความกลัวที่จะถูกดำเนินคดีทางอาญา แพ่ง หรือปกครอง แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ หากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว อาจมีผลย้อนกลับไปถึงวันที่ศาลมีคำวินิจฉัยว่า นพ.สรณ สละสิทธิ ซึ่งอาจส่งผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของมติบอร์ดต่าง ๆ หลังจากที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงเกิดคำถามว่า หากให้ นพ.สรณ เข้าร่วมประชุมและลงมติ ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่ามีคำวินิจฉัยว่าเป็นผู้สละสิทธิ มติที่เกิดขึ้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และหากเกิดปัญหาขึ้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหรือชดใช้ความเสียหาย ศ.ดร.พิรงรอง กล่าวว่า เรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณามีความสำคัญ เช่น เรื่องดาวเทียม ทีวีดิจิทัล และ Roadmap ซึ่งเกี่ยวข้องกับอนาคตของผู้ประกอบการหลายราย เพราะขณะนี้หลายช่องประสบปัญหา มีการ Lay-off และลดจำนวนบุคลากร หากมีการประชุมและลงมติในเรื่องสำคัญ แต่ภายหลังพบว่าเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนที่เกี่ยวข้อง

พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ กล่าวถึงวาระค้างการพิจารณาว่า ตั้งแต่ปี 2567 ได้มีหนังสือถึงประธาน กสทช. โดยขณะนั้นมีวาระค้างถึง 40 เรื่อง และขอให้เร่งรัดจัดการประชุม ปี 2568 มีวาระค้าง 42 เรื่อง และได้ทักท้วงว่ามีวาระสำคัญเร่งด่วนที่ค้างมาเป็นเวลา 2 ปี ขณะที่ต้นปี 2569 มีวาระค้าง 44 เรื่อง ทั้ง Roadmap แผนที่นำทาง และการบริการเผยแพร่สื่อ ซึ่งเป็นวาระสำคัญ และช่วงกลางปี 2569 ยังมีวาระค้างอีก 45 เรื่อง พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ จึงขอให้ความเป็นธรรมกับกรรมการทั้ง 3 คน โดยยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการไม่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้มีวาระค้าง แต่พยายามติดตามเรื่องวาระค้างมาโดยตลอด ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ แต่ดำเนินการมาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว

นายศุภัช ศุภชลาศัย กล่าวว่า สำหรับการประชุมวันนี้ กรรมการทั้ง 3 คนสงวนสิทธิด้วยเหตุผลเดิม เพราะเห็นว่าความเสียหายอาจมากกว่าหากเข้าไปดำเนินการ ทั้งนี้ กสทช. มีกรรมการ 7 คน หากไม่นับ 3 คนที่เดินออกจากห้องประชุม ก็ยังเหลือกรรมการอีก 4 คน ซึ่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หากเลือกที่จะปฏิบัติหน้าที่ นายศุภัช กล่าวว่า หากขณะนี้ยังไม่สามารถประชุมได้ ก็ต้องถามกรรมการอีก 3 คนว่ามาประชุมหรือไม่ และด้วยเหตุใด เพราะกรรมการทั้ง 3 คนเป็นเพียง 3 เสียง ขณะที่หากนับ นพ.สรณ ด้วย จะมีกรรมการอีก 4 คน ซึ่งเป็นเสียงข้างมากและสามารถประชุมได้โดยไม่ต้องมีกรรมการทั้ง 3 คน นอกจากนี้ ยังต้องติดตามว่ารัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวไปถึงขั้นตอนใดแล้ว มีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือไม่ เพราะหากดำเนินการไปแล้ว กรรมการก็ยังต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่อยู่ดี นายศุภัช กล่าวว่า พวกตนหนักใจและต้องการปฏิบัติหน้าที่ เพราะขณะนี้ไม่ได้ประชุมมาหลายครั้ง เตรียมตัวประชุมหลายครั้งแล้ว แต่การดำเนินการก็ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ควรทำ แม้กรรมการ 3 คนจะมีความเห็นหนึ่ง แต่หากนับ นพ.สรณ จะมีกรรมการอีก 4 คน ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมากและสามารถประชุมได้โดยไม่ต้องมีกรรมการทั้ง 3 คน ศ.ดร.พิรงรอง ย้ำว่า คำสั่งศาลปกครองมีความชัดเจน เพราะคำขอทุเลาการบังคับคดี หรือขอให้ระงับการนำความขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง ศาลไม่ได้รับคำขอดังกล่าว จึงถือเป็นประเด็นที่ชัดเจน โดยมองว่านายกรัฐมนตรี ซึ่งมีที่ปรึกษาและต้องรับรู้ข้อกฎหมาย ย่อมทราบว่า เมื่ออุปสรรคทางกฎหมายคือการฟ้องศาลปกครอง และเมื่อศาลปกครองไม่รับฟ้อง ไม่คุ้มครอง ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี และไม่อนุญาตให้ระงับการทูลเกล้าฯ ขั้นตอนดังกล่าวก็ควรดำเนินต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาคุณสมบัติประธาน กสทช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ก.ล.ต.’ปรับเกณฑ์ผู้ถือหุ้นใหญ่ธุรกิจซื้อขายล่วงหน้า ป้องฟอกเงิน
‘ก.ล.ต.’ปรับเกณฑ์ผู้ถือหุ้นใหญ่ธุรกิจซื้อขายล่วงหน้า ป้องฟอกเงิน