News Logo
หน้าแรก
ฉบับเต็ม! อสส.หักป.ป.ช. ไม่อุทธรณ์สู้รอลงอาญาคุก 3 ปี 4 ด. กิจ หลีกภัย

ฉบับเต็ม! อสส.หักป.ป.ช. ไม่อุทธรณ์สู้รอลงอาญาคุก 3 ปี 4 ด. กิจ หลีกภัย

30 ก.ค. 2569 08:59
ผู้ชม 540 คน

"...แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูง และเป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์ของรัฐหรือส่วนรวม ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดี จำเลยได้กระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การรอการลงโทษอาจกระทบต่อประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต..."

กรณี นายกิจ หลีกภัย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตรัง ถูกศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 9 พิพากษาลงโทษในคดีทุจริตการเช่าท่าเทียบเรือนาเกลือเพื่อใช้ประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเล ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด โดยศาลฯ พิพากษาให้จำคุก 5 ปี และปรับ 120,000 บาท การสืบพยานของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 68,000 บาท โทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 2 ปี 

ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นควรที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลดังกล่าว ในประเด็นรอการลงโทษ  นายกิจ หลีกภัย จำเลยในคดีนี้ 

สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้าล่าสุด ไปแล้วว่า คดีนี้ อัยการสูงสุด (อสส.) มีความเห็นที่จะไม่อุทธรณ์ ประเด็นรอการลงโทษจำคุก นายกิจ หลีกภัย เนื่องจากเห็นว่า การที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ใช้ดุลพินิจพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลย ชอบด้วยเหตุผลเหมาะสมต่อรูปคดีแล้ว ในขณะยื่นฟ้องจำเลยมีอายุถึง 89 ปี การลงโทษจำคุกแก่จำเลยย่อมไม่เป็นผลดีทั้งต่อตัวจำเลยและสังคมส่วนรวม และการที่ศาลได้พิพากษาลงโทษปรับเงินจำเลยเป็นเงินถึง 68,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่น้อย น่าจะเพียงพอให้จำเลยหลาบจำและไม่กระทำความผิดอีก

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

ต่อไปนี้ เป็นความเห็นอสส. ฉบับเต็ม ที่จะไม่อุทธรณ์คดีนี้แล้ว

คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 คดีหมายเลขดำที่ อท 79/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท 22/2568

ระหว่าง

อัยการสูงสุด โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 9 โจทก์

กับ

นายกิจ หลีกภัย จำเลย

คดีนี้ อัยการสูงสุดรับดำเนินคดีอาญาฟ้องนายกิจ หลีกภัย ในฐานความผิดดังนี้

รับดำเนินคดีอาญาฟ้องนายกิจ หลีกภัย ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 , 192

พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 9 ได้ยื่นฟ้องนายกิจ หลีกภัย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 79/2567

ชั้นพิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12

การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น

จำคุก 5 ปี และปรับ 102,000 บาท

บททางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 68,000 บาท

เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิด และ ประวัติของจำเลยได้ทำคุณประโยชน์แก่ทางราชการและประชาชนมาเป็นเวลานาน

ประกอบกับไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และมีอายุมากแล้ว เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30

อัยการสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้น (ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9) พิพากษาว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 กับพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 มีระวางโทษเท่ากัน ซึ่งความจริงแล้วไม่เท่ากัน โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 7 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) มีระวางโทษปรับเบากว่า

ภายหลังต่อมาบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ได้แก้ไขระวางโทษปรับให้สูงขึ้นเป็นปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 400,000 บาท ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 7 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560

ส่วนคดีนี้ เหตุเกิดระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 อันเป็นช่วงเวลาที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฉบับเดิมยังมีผลใช้บังคับ ซึ่งกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 40,000 บาท อันเป็นบทที่มีระวางโทษเบากว่าความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 400,000 บาท

ด้วยเหตุผลดังกล่าว การที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายคลาดเคลื่อนไป

อย่างไรก็ตาม แม้จะอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ถูกต้อง ก็ไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปได้

เนื่องจากคดีนี้ศาลได้ลงโทษปรับจำเลย 102,000 บาท อันเป็นไปตามระวางโทษของพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นบทลงโทษที่ถูกต้องอยู่แล้ว และอยู่ในระยะเวลาที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้ว (เหตุเกิดระหว่างวันที่ 9 มีนาคม 2559 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2561)

ประเด็นดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสำคัญในคดีอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ประกอบกับคดีนี้จำเลยมีอายุมาก (ขณะยื่นฟ้องจำเลยมีอายุ 89 ปี) และหากดำเนินกระบวนการอุทธรณ์ต่อไป จะทำให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญายืดเยื้อเกินสมควร เป็นโทษแก่จำเลยโดยไม่จำเป็น เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป คดีนี้ไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์

คดีนี้ อัยการสูงสุด จึงมีความเห็นว่าจะไม่อุทธรณ์คำพิพากษา และได้มีหนังสือหารือไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ปช 0029/2799 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 แจ้งว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่เห็นพ้องด้วยกับอัยการสูงสุดที่จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาคดีนี้ ในประเด็นที่ศาลใช้ดุลพินิจให้รอการลงโทษจำคุก

คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูง และเป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์ของรัฐหรือส่วนรวม

ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดี จำเลยได้กระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การรอการลงโทษอาจกระทบต่อประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ด้วยเหตุผลดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงขอให้อัยการสูงสุดอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 คดีหมายเลขแดงที่ อท 22/2568 เพื่อให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปีนั้น เมื่อคดีนี้ปรากฏว่า ในขณะยื่นฟ้องจำเลยมีอายุถึง 89 ปีแล้ว การลงโทษจำคุกแก่จำเลย ย่อมไม่เป็นผลดีทั้งต่อตัวจำเลยและสังคมส่วนรวม ทั้งคดีนี้ ศาลได้ลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 68,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มิใช้น้อย น่าจะเพียงพอให้จำเลยหลาบจำและไม่กระทำความผิดซ้ำอีก

ดังนั้น การที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ใช้ดุลพินิจพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลย จึงชอบด้วยเหตุผลและเหมาะสมกับรูปคดีแล้ว

คดีนี้ไม่มีเหตุอุทธรณ์ตามประเด็นที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ และไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงความเห็นของอัยการสูงสุดได้

............

อนึ่ง เกี่ยวกับข้อมูลของ นายกิจ หลีกภัย นั้น สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า นายกิจ เป็นพี่ชายนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา

นอกจากคดีนี้แล้ว นายกิจ ยังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดคดีซื้อที่ดินเพื่อนำมาก่อสร้าง ท่าเทียบเรือบ้านนาเกลือ (ท่าเรือตรัง) ตำบลนาเกลือ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง มีราคาสูงเกินจริง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสู้คดีในชั้นศาล

หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมสำนักข่าว Next News จะนำมาเสนอต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
กิจ หลีกภัย
อดีตนายก อบจ.ตรัง
เช่าท่าเทียบเรือนาเกลือ
ชวน หลีกภัย



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามขุดดูชัดๆ 4 บริษัทนอมินีทุนจีนบ้านหรูจ.เชียงใหม่ ที่แท้กลุ่มดียวกัน
ตามขุดดูชัดๆ 4 บริษัทนอมินีทุนจีนบ้านหรูจ.เชียงใหม่ ที่แท้กลุ่มดียวกัน