"วัชรินทร์" สั่งตั้งคณะอัยการร่วมสอบสวนคดีคลิปเสียงจัดฉากสินบนทองคำ "บิ๊กโจ๊ก" โดยกล่าวหาสมคบพรรคพวก วางแผนบิดเบือนข้อเท็จจริง หวังโยนความผิดให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ อดีตลูกน้อง นำทองมอบให้ ป.ป.ช.ช่วยเหลือคดีเว็บพนัน
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน กล่าวว่า ตนได้มีคำสั่งตั้งคณะอัยการร่วมสอบสวนคดีคลิปเสียงจัดฉากคดีสินบนทองคำ หลังจากที่อัยการสูงสุดพิจารณาและมีคำสั่งให้คดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร ตามที่สำนักงานการสอบสวนได้เสนอไป โดยมีพฤติการณ์กล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพวก เกี่ยวกับการสร้างพยานหลักฐานเท็จและหมิ่นประมาท พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้อง เพื่อให้เข้าใจผิดว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ นำทองคำ 246 บาท ไปติดสินบนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อช่วยเหลือคดีเว็บพนันออนไลน์ของตนเอง
นายวัชรินทร์ กล่าวว่า เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนและผู้ถูกกล่าวหาเป็นอดีตข้าราชการตำรวจระดับสูง จึงได้ตั้งคณะทำงานอัยการเพื่อร่วมสอบสวน โดยมี นายปรัชญา ทัพทอง รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน เป็นหัวหน้าคณะทำงาน พร้อมอัยการผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่รวม 11 ราย โดยตนจะเป็นที่ปรึกษาของคณะทำงาน ซึ่งได้รายงานให้อัยการสูงสุดรับทราบแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเรียกพนักงานสอบสวนกองปราบปรามมาประชุมเพื่อวางแผนการสอบสวนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
พฤติการณ์ในคดีคลิปเสียงนี้ เกิดขึ้นหลังจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ได้นำพยานหลักฐานและคลิปเสียงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กับพวก ในข้อหาร่วมกันทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ, ร่วมกันหมิ่นประมาท และอั้งยี่ โดยมีข้อมูลว่ามีการนำคลิปเสียงระหว่าง "บิ๊กตำรวจ" และนายสามารถ กอนแก้ว หรือ "เอ็ดเวิร์ด" มาเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งเนื้อหาเป็นการร่วมกันวางแผนจัดฉากสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อ "โยนบาป" ให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นผู้รับผิดชอบทองคำแท่งน้ำหนัก 246 บาท มูลค่า 10 ล้านบาท ซึ่ง พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง
พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามตรวจพบว่า มีการนำเอกสารอันเป็นเท็จไปให้เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นผู้รับรองมาใช้ในแผนการนี้ด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นนอกประเทศไทย ทำให้คดีนี้เข้าข่ายเป็นคดีนอกราชอาณาจักร
สำหรับคดีสินบนทองคำซึ่งเป็นคดีหลัก มีการดำเนินคดีแยกเป็น 2 สำนวน เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหามีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุคคลทั่วไป และกรรมการ ป.ป.ช.
สำนวนแรก เป็นของพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ซึ่งส่งพร้อมความเห็นสมควรฟ้องผู้ต้องหา 4 ราย ต่อพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ได้แก่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล, นายสมบัติ ธรธรรม, นายสรพงศ์ วงษ์สุวรรณ และนายสุรสิทธิ์ แพเกิด ส่วนนายสามารถ กอนแก้ว เห็นสมควรสั่งไม่ฟ้อง สถานะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ ซึ่งเลื่อนนัดฟังคำสั่งเป็นวันที่ 18 กันยายนนี้
สำนวนที่สอง เป็นของ "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" ที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งขึ้นมาพิจารณาข้อเท็จจริงก่อนส่งอัยการสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผู้ถูกแจ้งข้อหา 4 คน ได้แก่ นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช., พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล, นายสมบัติ ธรธรรม และนายสุรสิทธิ์ แพเกิด สถานะคดีอยู่ระหว่างคณะกรรมการไต่สวนอิสระให้ผู้ต้องหาชี้แจง และนัดไต่สวนทางการนัดแรกวันที่ 27 สิงหาคม ก่อนมีคำสั่งว่าจะชี้มูลหรือไม่




