ป.ป.ช.ชี้มูล 'คณนาถ หมื่นหนู' อดีตนายกเทศมนตรีตำบลทะเลน้อย-พวก จงใจเปลี่ยนวิธีจัดจ้าง โครงการทำแนวเขตทะเลน้อย จากวิธีสอบราคาเป็นจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เครือญาติ
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายคณนาถ หมื่นหนู เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง กับพวก กรณีดำเนินการจัดจ้างโครงการทำแนวเขตทะเลน้อยและปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อรองรับตลาดน้ำทะเลน้อย หมู่ที่ 1 และ 4 ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เมื่อปีงบประมาณ 2555 โดยจงใจเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างจากวิธีสอบราคาเป็นโดยวิธีพิเศษ โดยมิชอบ และดำเนินโครงการดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่สาธารณประโยชน์เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย โดยไม่ได้มีการขอใช้พื้นที่
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2555 เทศบาลตำบลทะเลน้อยได้ดำเนินการจัดจ้างโครงการทำแนวเขตทะเลน้อยและปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อรองรับตลาดน้ำทะเลน้อย ในพื้นที่หมู่ที่ 1 และ 4 กำหนดราคากลางจำนวน 1,220,000 บาท ซึ่งนายคณนาถ หมื่นหนู นายกเทศมนตรีตำบลทะเลน้อย ได้อนุมัติให้ดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีสอบราคา ปรากฏว่ามีผู้สนใจซื้อซอง 2 ราย และมีผู้ยื่นซองสอบราคา 1 ราย จากนั้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2555 คณะกรรมการเปิดซองตรวจสอบพบว่าผู้ยื่นซองยื่นเอกสารไม่ถูกต้องครบถ้วนในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ เห็นควรดำเนินการประกาศสอบราคาใหม่ แต่นายคณนาถ หมื่นหนู กลับอนุมัติให้ดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ทั้งที่ไม่มีเหตุจำเป็นและมิใช่เป็นงานที่ต้องกระทำโดยด่วน หากล่าช้าอาจจะเสียหายแก่หน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535
และวันที่ 21 สิงหาคม 2555 นายคณนาถ หมื่นหนู นายกเทศมนตรีตำบลทะเลน้อย ได้ลงนามในประกาศดำเนินโครงการดังกล่าว กำหนดให้ผู้สนใจยื่นใบเสนอราคาในวันที่ 24 สิงหาคม 2555 โดยนายคณนาถ หมื่นหนู เป็นผู้กำหนดวันเวลาและรายละเอียดในการยื่นเสนอราคา ซึ่งมีระยะเวลากระชั้นชิดเพียง 3 วัน และไม่ระบุคุณสมบัติของผู้เสนอราคาและผลงานก่อสร้างไว้
นอกจากนี้นายคณนาถ หมื่นหนู จะเป็นผู้พิจารณากำหนดผู้ที่จะเชิญมาเสนอราคาเอง ซึ่งในโครงการนี้เทศบาลตำบลทะเลน้อยไม่ได้มีหนังสือเชิญผู้มีอาชีพรับจ้างทำงานนั้นโดยตรงให้มาเสนอราคา แต่ปรากฏว่านายมงคล หรือชยวัฒน์ พงศ์อรุณรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท หยกเพชรพัทลุงรุ่งเรือง จำกัด และเป็นกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้เพียงผู้เดียว ได้มาติดต่อยื่นแบบใบเสนอราคาเพียงรายเดียว
ต่อมานายคณนาถ หมื่นหนู นายกเทศมนตรีตำบลทะเลน้อย ได้เห็นชอบให้จัดจ้างบริษัท หยกเพชรพัทลุงรุ่งเรือง จำกัด เป็นผู้รับจ้าง และได้ทำสัญญาจ้าง เลขที่ 09/2555 ลงวันที่ 17 กันยายน 2555 ทางไต่สวนพบว่านายมงคล หรือชยวัฒน์พงศ์ อรุณรัตน์ มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับนายคณนาถ หมื่นหนู โดยนายมงคล หรือชยวัฒน์พงศ์ อรุณรัตน์ มีศักดิ์เป็นหลานของนายคณนาถ หมื่นหนู อีกทั้งในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท หยกเพชรพัทลุงรุ่งเรือง จำกัด เมื่อปี 2548 พบว่านายคณนาถ หมื่นหนู เป็นพยานรับรองลายมือชื่อผู้ร่วมก่อการ โดยผู้ร่วมก่อการ มี 2 ราย ซึ่งทั้ง 2 ราย เป็นเครือญาติของนายคณนาถ หมื่นหนู ทั้งสิ้น นอกจากนั้นที่ตั้งสำนักงานใหญ่บริษัท หยกเพชรพัทลุงรุ่งเรือง จำกัด พบว่าเป็นที่ตั้งของบ้านมารดาของนายคณนาถ หมื่นหนู ตลอดจนชื่อบริษัทยังคล้องกับชื่อบุตรสาวและบุตรชายของนายคณนาถ หมื่นหนู อีกด้วย
กรณีจึงฟังได้ว่าเป็นการจงใจเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างจากวิธีสอบราคาเป็นโดยวิธีพิเศษ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนายมงคล หรือชยวัฒน์พงศ์ อรุณรัตน์ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับตนเอง ให้เข้ามาเป็นคู่สัญญากับเทศบาลตำบลทะเลน้อย โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555 ขณะดำเนินโครงการฯ ปรากฏว่าคนขับรถบรรทุกรับจ้างได้นำดินไปถมในพื้นที่สาธารณประโยชน์เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย คณะเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ร่วมกับเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าทะเลน้อย ได้ร่วมกันตรวจยึดพื้นที่
คิดเป็นเนื้อที่ 63.75 ตารางวา และมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน โดยมีเทศบาลตำบลทะเลน้อยและนายคณนาถ หมื่นหนู นายกเทศมนตรีตำบลทะเลน้อย เป็นผู้ต้องหา ต่อมาพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณา ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดพัทลุงได้ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลทะเลน้อย เป็นจำเลยที่ 1 และนายคณนาถ หมื่นหนู นายกเทศมนตรีตำบลทะเลน้อย เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดพัทลุง และเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 ศาลจังหวัดพัทลุงได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 เห็นควรลงโทษปรับจำเลยทั้งสองคนละ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 5,000 บาท (คดีถึงที่สุด)
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
กรณีดำเนินจ้างโครงการทำแนวเขตทะเลน้อยและปรับปรุงภูมิทัศน์ หมู่ที่ 1 และ 4 ตำบลทะเลน้อย โดยจงใจเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างจากวิธีสอบราคาเป็นโดยวิธีพิเศษ
1. การกระทำของนายคณนาถ หมื่นหนู มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 และมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 73
2. การกระทำของนายมงคล หรือชยวัฒน์พงศ์ อรุณรัตน์ มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
3. การกระทำของเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลทะเลน้อยที่เกี่ยวข้อง จากการไต่สวนเบื้องต้น ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล เห็นควรให้ข้อกล่าวหาตกไป
สำหรับกรณีดำเนินโครงการฯ รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่สาธารณประโยชน์เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย โดยไม่ได้มีการขอใช้พื้นที่ นั้น เป็นประเด็นเดียวกับที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว ห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับหรือยกเรื่องขึ้นพิจารณา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 54 (2) จึงไม่รับไว้พิจารณา ให้ข้อกล่าวหาตกไป ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป




