News Logo
หน้าแรก
ป.ป.ช. ชี้มูล 2 อดีตผอ.สำนักพุทธฯ-พวก ทุจริตงบอุดหนุนวัดไทย-ตปท.

ป.ป.ช. ชี้มูล 2 อดีตผอ.สำนักพุทธฯ-พวก ทุจริตงบอุดหนุนวัดไทย-ตปท.

3 ก.ค. 2569 15:43
ผู้ชม 67 คน

ป.ป.ช. ชี้มูล 2 อดีตผอ.สำนักพุทธ-พวก ‘พนม ศรศิลป์’ ทุจริตเงินทอนวัด-‘นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์’ ทุจริตเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดไทยในต่างประเทศ

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงานป.ป.ช. แถลงว่าคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญกรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่

เรื่องที่ 1 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายพนม ศรศิลป์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับพวก ทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุนการจัดงานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่จัดสรรให้วัดสิทธิสารประดิษฐ์ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ 2558

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 นายพนม ศรศิลป์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีคำสั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ 205/2558 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2558 แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการ/กิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประจำปีงบประมาณ 2558 ประกอบด้วย นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นที่ปรึกษา นางสาวประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ นายประสงค์ จักรคำ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา เป็นรองประธานกรรมการ นายบุญสืบ อินสาร ผู้อำนวยการส่วนการศึกษาสงเคราะห์ เป็นกรรมการและเลขานุการ (เสียชีวิต) และนายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี นักวิชาการศาสนาชำนาญการ เป็นกรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการ มีหน้าที่ในการพิจารณาหลักเกณฑ์และการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนส่งเสริมงานกิจการคณะสงฆ์ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประจำปีงบประมาณ 2558 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์พิจารณาการจัดสรรงบประมาณที่กำหนด

จากนั้นปรากฏว่านายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ หรือนายสุรเชษฐ์ เจริญเมตตาธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา ได้ติดต่อเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส เพื่อให้รวบรวมรายชื่อวัดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสที่ประสงค์จะจัดกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะได้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณให้ แต่มีเงื่อนไขว่าหากวัดได้รับโอนเงินแล้ว จะต้องถอนเงินส่วนหนึ่งคืนให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต่อมาเมื่อได้รายชื่อวัดสิทธิสารประดิษฐ์ นายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ หรือนายสุรเชษฐ์ เจริญเมตตาธรรม ได้แจ้งให้นางสาวประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทราบ

จากนั้น นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี ได้เสนอบันทึกลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 ขออนุมัติจัดสรรและโอนจ่ายงบประมาณอุดหนุนการจัดกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องในวันอาสาฬหบูชา ประจำปีงบประมาณ 2558 ซึ่งวัดสิทธิสารประดิษฐ์ ได้รับจัดสรรจำนวน 3,000,000 บาท โดยระบุว่าวัดขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ทั้งที่วัดสิทธิสารประดิษฐ์ไม่เคยมีคำขอรับสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว นอกจากนั้นยังระบุว่าเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการ/กิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประจำปีงบประมาณ 2558 ทั้งที่ไม่มีการประชุมกันจริง โดยเสนอผ่านนายบุญสืบ อินสาร ผู้อำนวยการส่วนการศึกษาสงเคราะห์ (เสียชีวิต) และเสนอต่อไปยังกองพุทธศาสนศึกษา แต่นายประสงค์ จักรคำ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา ติดอบรมจึงไม่อยู่ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี จึงนำเรื่องไปปรึกษานางสาวประนอม คงพิกุล ว่าควรดำเนินการอย่างไร นางสาวประนอม คงพิกุล จึงให้นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี ลงชื่อแทนนายประสงค์ จักรคำ และเสนอผ่านนางสาวประนอม คงพิกุล และเสนอต่อไปยังนายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อพิจารณาอนุมัติ ซึ่งเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 นายพนม ศรศิลป์ ลงนามอนุมัติตามเสนอ ทั้งที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยังมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนส่งเสริมงานกิจการคณะสงฆ์ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแต่อย่างใด หลังจากนั้น นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี จึงได้จัดทำรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการ/กิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประจำปีงบประมาณ 2558 ย้อนหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับบันทึกฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 ตามที่นางสาวประนอม คงพิกุล สั่งการ

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 วัดสิทธิสารประดิษฐ์ได้รับโอนเงิน จำนวน 2,999,970 บาท จากนั้นได้ถอนเงิน จำนวน 2,300,000 บาท แล้วนำมามอบให้แก่นายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ หรือนายสุรเชษฐ์ เจริญเมตตาธรรม ซึ่งนายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ หรือนายสุรเชษฐ์ เจริญเมตตาธรรม ได้นำเงินดังกล่าวไปมอบให้กับนางสาวประนอม คงพิกุล ต่อมามีข่าวจับกุมนายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ หรือนายสุรเชษฐ์ เจริญเมตตาธรรม กรณีเรียกรับเงินทอนวัดในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นางสาวประนอม คงพิกุล จึงได้นำเงินสดมามอบให้แก่เจ้าหน้าที่เพื่อนำไปคืนให้กับวัดต่าง ๆ ในจังหวัดนราธิวาส รวมทั้งวัดสิทธิสารประดิษฐ์ด้วย

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

1. การกระทำของนายพนม ศรศิลป์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

2. การกระทำของนางสาวประนอม คงพิกุล นายประสงค์ จักรคำ และนายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 มาตรา 157 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83

ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธิการดำเนินคดีอาญาย่อมระงับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ให้ยุติการดำเนินคดีตามฐานความผิดดังกล่าว

3. การกระทำของนายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ หรือนายสุรเชษฐ์ เจริญเมตตาธรรม มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐตามฐานความผิดดังกล่าว และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธิการดำเนินคดีอาญาย่อมระงับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ให้ยุติการดำเนินคดีตามฐานความผิดดังกล่าว

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

ทั้งนี้ ให้แจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง

เรื่องที่ 2 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา กับพวกรวม 4 ราย กรณีร่วมกันอนุมัติจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ประเทศเดนมาร์ก และวัดป่าพุทธคยา สาธารรัฐอินเดีย เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 - 2556 โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ผู้อำนวยการส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนาสงเคราะห์ ได้เสนอบันทึกขออนุมัติการใช้จ่ายเงินประจำงวดลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2555 เพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณะและปฏิสังขรณ์วัดทั่วไปให้กับวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ประเทศเดนมาร์ก จำนวน 3,000,000 บาท ตามที่นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน สั่งการ

จากนั้นนายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ พิจารณาและลงนามในบันทึกเสนอต่อไปยังนายพนม ศรศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งนายพนม ศรศิลป์ ได้พิจารณาและลงนามในบันทึกเสนอต่อนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ พิจารณาอนุมัติในวันเดียวกัน ทั้งที่วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ประเทศเดนมาร์ก เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทย ไม่ถือว่าเป็นวัดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายและไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้ได้ตามหลักเกณฑ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการขอและจัดสรรเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดประจำปีงบประมาณ 2555 กำหนด

ส่วนปีงบประมาณ พ.ศ.2556 นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนาสงเคราะห์ เสนอบันทึกขออนุมัติการใช้จ่ายเงินประจำงวด ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 เพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณะและปฏิสังขรณ์ทั่วไปให้กับวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ประเทศเดนมาร์ก และวัดป่าพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย วัดละ 2,500,000 บาท ตามที่นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ ผู้อำนวยการกองพระพุทธศาสนสถานสั่งการ

จากนั้นนายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ พิจารณาและลงนามในบันทึกเสนอต่อนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนายนพรัตน์ ฃ เบญจวัฒนานันท์ พิจารณาอนุมัติในวันเดียวกัน ทั้งที่วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ประเทศเดนมาร์ก และวัดป่าพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทย ไม่ถือว่าเป็นวัดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายและไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้ได้ ตามหลักเกณฑ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการขอและจัดสรรเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดประจำปีงบประมาณ 2556 กำหนด จึงเป็นการอนุมัติจัดสรรเงินงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2555 – 2556 ไม่เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,000,000 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

การกระทำของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ นายพนม ศรศิลป์ นายเฉลิมพล มีศิลารัตน์และนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวน การไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

ทั้งนี้ ให้แจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง

ทั้งนี้คดียังไม่สิ้นสุด ผู้ถูกกล่าวหาสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ทุจริตเงินทอนวัด
ทุจริต



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ปกรณ์' ดันกฎหมายเฉพาะ เอาผิดข้าราชการโกงสอบ ชง 7 ข้อตรวจเข้ม
'ปกรณ์' ดันกฎหมายเฉพาะ เอาผิดข้าราชการโกงสอบ ชง 7 ข้อตรวจเข้ม