ป.ป.ช. ชี้มูล 'ภกฤต พรรคนาวิน' อดีตอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว-'สมศักดิ์ กรึงไกร' วิศวกรชำนาญการ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่-ผิดวินัยร้ายแรง กรณีออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานให้เอกชนไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ช่วงปี 2559-2560
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงข่าวว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญกรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีกล่าวหา นายศุภกฤต พรรคนาวิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว และ นายสมศักดิ์ กรึงไกร ตำแหน่งวิศวกรชำนาญการ ร่วมกันออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ให้กับเอกชน โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขัดต่อกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในระหว่างปี พ.ศ. 2559 ถึง พ.ศ. 2560 นายศุภกฤต พรรคนาวิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว และนายสมศักดิ์ กรึงไกร ตำแหน่งวิศวกรชำนาญการ สังกัดสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว ได้ร่วมกันพิจารณาและออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ให้แก่เอกชน ในพื้นที่อำเภอคลองหาด อำเภออรัญประเทศ และอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว จำนวน 5 ราย ทั้งที่พื้นที่ที่ขออนุญาตตั้งโรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สีชมพู (ที่ดินประเภทชุมชน) พื้นที่สีเขียว (ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม) และพื้นที่สีขาวมีกรอบทแยงเขียว (ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม)
ซึ่งกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดสระแก้ว พ.ศ. 2558 และกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว พ.ศ. 2556 แล้วแต่กรณี ได้กำหนดห้ามมิให้ประกอบกิจการโรงงาน อาทิ โรงงานเก็บรักษาหรือลำเลียงพืช เมล็ดพืช หรือผลผลิตจากพืชในโกดังหรือคลังสินค้า โรงงานผลิตเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ โรงงานผลิตเครื่องดื่ม โรงงานทำมันเส้น และโรงงานผลิตแอสฟัลท์ติกคอนกรีต เป็นต้น
ซึ่งในเรื่องนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ผลปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองราย ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการออกใบอนุญาตจัดตั้งโรงงาน ละเว้นไม่ตรวจสอบข้อห้ามตามกฎหมายผังเมือง และไม่มีหลักฐานว่าโรงงานได้รับสิทธิยกเว้นตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองก่อนที่จะมีการอนุญาต ร.ง.4 จึงเป็นการออกใบอนุญาตโดยมิชอบ ซึ่งต่อมาอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้วได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตที่ออกโดยมิชอบดังกล่าวไปแล้ว
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
1. การกระทำของนายศุภกฤต พรรคนาวิน และนายสมศักดิ์ กรึงไกร มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 85 (1) และมาตรา 82 (2) ประกอบมาตรา 85 (7)
2. สำหรับกลุ่มเอกชน ในฐานะผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาต จากการไต่สวนไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่ากระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป และเอกชนบางราย ปรากฏว่าสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลแล้ว จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
อย่างไรก็ตามการชี้มูลของ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด ผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้อีก




