"...การรอการลงโทษให้แก่จำเลยอาจกระทบต่อประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและภาพลักษณ์ในการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทย..."
กรณีสำนักข่าว Next News รายงานข่าวผลความคืบหน้าคดีกล่าวหา นายประยูร เรียเต็ม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) วัฒนานคร อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว นำรถยนต์ของทางราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ,157 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา ว่า อัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งไม่ฎีกาคดีนี้ไปแล้ว เนื่องจากเห็นว่าการรอลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเป็นดุลยพินิจของศาลอุทธรณ์ซึ่งชอบด้วยกฏหมายแล้ว
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ในช่วงปี 2566 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2
จากเดิม ที่มีคำพิพากษายกฟ้อง
แก้เป็นว่า นายประยูร มีความผิดตามกฏหมายให้ลงโทษ จำคุก 5 ปี และปรับกระทงละ 30,000 บาท ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน และปรับกระทงละ 20,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นคงจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท
พฤติการณ์การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นไม่ได้ร้ายแรงนัก ให้โอกาสจำเลยได้ประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี
ขณะที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมลงมติ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2567 ได้พิจารณาแล้วมีมติให้ขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุด (อสส.) ฎีกาคำพิพากษารอการลงโทษจำเลย เนื่องจากพิจารณาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้ว เห็นว่า กรณีที่ศาลได้มีดุลพินิจรอการลงโทษจำคุก จำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ซึ่งเป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูง ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีการที่จำเลยใช้รถยนต์ส่วนกลางของ อบต. ในกิจการส่วนตัวโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ ซื้อ ทำจัดการหรือรักษารถยนต์ อันเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นเหตุให้ อบต. ได้รับความเสียหายต้องเบิกจ่ายน้ำมันรถยนต์ดังกล่าวมากขึ้น อันเป็นการผิดระเบียบและก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ การรอการลงโทษให้แก่จำเลยอาจกระทบต่อประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและภาพลักษณ์ในการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทย ขอให้อัยการสูงสุด พิจารณาฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
แต่อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว มีคำสั่งไม่ฎีกาคดีนี้เช่นเดิม

ภาพประกอบข่าว
ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียด ที่มาที่ไปคดี และความเห็นของอัยการสูงสุด ที่มีคำสั่งไม่ฎีกาคดีนี้เป็นทางการ
@ที่มาที่ไปคดี
คดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงพร้อมด้วยเอกสารประกอบเรื่องกล่าวหาคดีหมายเลขดำที่ 36-2-234/2561 คดีหมายเลขแดงที่ 318-1-50/2563 เพื่อให้ดำเนินการฟ้อง นายประยูร เรียเต็ม ผู้ถูกกล่าวหา ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล หรือสุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์และเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 ประกอบมาตรา 91 เสนออัยการสูงสุด เพื่อพิจารณา
อัยการสูงสุด พิจารณาแล้ว มีคำสั่งรับดำเนินคดีอาญาฟ้อง นายประยูร ผู้ถูกกล่าวหา ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล หรือสุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์ และเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ,151, 157 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2502 มาตรา 7, 13 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 7 และมอบหมายให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 2 รับผิดชอบดำเนินคดีแทนอัยการสูงสุด
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 2 ได้ยื่นฟ้อง นายประยูร ผู้ถูกกล่าวหา เป็นจำเลยต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2564 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 38/2564
ชั้นพิจารณาของศาล จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 พิจารณาและมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2565 ว่า พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมา ยังไม่หนักแน่นมั่นคงเพียงพอ กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้นำรถยนต์ส่วนกลางหมายเลขทะเบียน กง 6327 สระแก้ว ไปใช้ในการส่วนตัวอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่จัดการหรือรักษารถยนต์คันดังกล่าวใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนตำบลวัฒนานคร ได้รับความเสียหายตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ประกอบ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง
พิพากษายกฟ้อง เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท 35/2565
อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 ได้พิจารณาคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นยังคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย คดีจึงมีเหตุอันควรอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และพิพากษาลงโทษตามคำฟ้องของโจทก์
อัยการสูงสุด พิจารณาและมีคำสั่งให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องโจทก์ และเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 2 โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาล
ต่อมา เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษกรรมเป็นกระทงตามเดิม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี และปรับกระทงละ 30,000 บาท
ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษหนึ่งในสามเหลือโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา กระทงละ 3 ปี 4 เดือน และปรับ กระทงละ 20,000 บาท รวม 2 กระทงเป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นไม่ร้ายแรงนัก กรณีสมควรให้โอกาสจำเลยได้ประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป
โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา 56 นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง
กรณีไม่จำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 พิจารณาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วมีความเห็นควรไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เสนออัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา
อัยการสูงสุด พิจารณาแล้ว เห็นว่า
ประเด็นที่ 1
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ข้อ 2.1 กรณีจำเลยนำรถส่วนกลางหมายเลขทะเบียน กง 6327 สระแก้ว ในวันที่ 1 ตุลาคม 2558 เดินทางไปร่วมแสดงความยินดีและอวยพร นาย ว. รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ที่จังหวัดนครนายก เนื่องในโอกาสได้รับตำแหน่งใหม่แล้วเดินทางต่อไปยังอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อซื้อรถแบ็กโฮ ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลย ในวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ซึ่งพยานโจทก์ที่ให้การยืนยันคงมีเพียงคนเดียวคือ นาย ห. ขณะเกิดเหตุเป็นพนักงานจ้างทำหน้าที่ในการขับรถยนต์ส่วนกลาง
ซึ่งจำเลยให้การว่า นาย ห. ไม่พอใจที่จำเลยเคยว่ากล่าวตักเตือนในเรื่องการทำงานบ่อยครั้ง จนกระทั่งไม่ได้ต่อสัญญาจ้างให้จนนาย ห. ได้ไปร้องเรียนในเรื่องดังกล่าวต่อหน่วยงานอื่นๆ ถือว่ามีความขัดแย้งกับจำเลยทำให้การพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อย
นอกจากนี้ใบอนุญาตใช้รถส่วนกลางในวันที่ 1 ตุลาคม 2558 จำเลยขออนุญาตใช้รถส่วนกลางคันหมายเลขทะเบียน กง 6327 สระแก้ว ไปราชการ ที่อำเภอ หมู่ 10 หมู่ 3 และ หมู่ 9 โดยจำเลยเป็นผู้ขับเอง
ศาลยกฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ต้องฎีกา
ประเด็นที่ 2
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ข้อ 2.2 กรณีการใช้รถยนต์ส่วนกลางในระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกานยน 2558 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 31 มกราคม 2559 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยนำรถส่วนกลาง หมายเลขทะเบียน กง 6327 สระแก้ว ไปใช้เป็นการส่วนตัวและนำไปจอดที่บ้านพักของจำเลยนอกจากที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลวัฒนานคร และสั่งการให้นาย ห. ขับรถส่วนกลางไปรับบุตรสาวของจำเลยที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
คงมีเพียงคำให้การของนาย ห. เท่านั้น โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักฟังลงโทษจำเลยได้
ส่วนกรณีที่จำเลยนำรถส่วนกลางไปใช้ในการส่วนตัวส่วนและนำไปจอดที่บ้านพักของจำเลย คดีมีพยานหลักฐานทั้งภาพถ่ายและพยานบุคคลยืนยันได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในส่วนนี้
ฉะนั้น ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยผิดตามฟ้องข้อ 2.2 ตามฟ้องโจทก์ โดยเมื่อเป็นความผิดบทเฉพาะกาลแล้วย้อมไม่เป็นความผิดบททั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีก
อีกทั้งคดีนี้เกิดขึ้นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2559 หลังจากนั้น ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 151 ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 7 ซึ่งอัตราโทษตามมาตรา 151 (เดิม) มีระวางโทษน้อยกว่า จึงต้องใช้มาตรา 151 (เดิม)
ช่วงขณะเกิดเหตุอันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณไม่ว่าทางใดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 โดยศาลอุทธรณ์วางกำหนดโทษจำคุกจำเลย 5 ปี ปรับ 30,000 บาท จึงอยู่ในระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้
เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามเป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท จึงชอบด้วยกฎหมายและวิธีคำนวณแล้ว จึงไม่มีเหตุต้องฎีกา
ประเด็นที่ 3
ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษตามฟ้อง ข้อ 2.3 กรณีจำเลยนำรถส่วนกลางหมายเลขทะเบียน กง 6327 สระแก้ว เดินทางไปร่วมงานฌาปนกิจ นาย จ. และนาย บ. ณ วัดนครธรรม ตำบลวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2560 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การไปร่วมงานศพหรืองานอื่นไดที่ประชาชนในท้องที่จัดขึ้นเป็นการส่วนตัว แม้จะมีการเชิญนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัฒนานครให้ไปร่วมงานด้วยนั้น
แม้จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัฒนานครจะไปในฐานะเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัฒนานครก็ตาม ก็เป็นเรื่องการสร้างความใกล้ชิดผูกพันเป็นการส่วนตัว จำเลยย่อมสามารถไปร่วมงานได้โดยชอบหากใช้พาหนะส่วนตัว แต่การที่จำเลยนำรถส่วนกลางเป็นพาหนะไปร่วมงานศพ แม้จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ถือว่าเป็นการใช้รถส่วนกลางไปทำภารกิจส่วนตัวย่อมเป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องโจทก์ซึ่งเมื่อเป็นความผิดตามบทเฉพาะจึงไม่เป็นความผิดตามบททั่วไปตาม มาตรา 157 อีก
ศาลอุทธรณ์วางกำหนดโทษจำคุกจำเลย 5 ปี ปรับ 30,000 บาท จึงอยู่ในระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามเป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท จึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุต้องฎีกา
ประเด็นที่ 4
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ข้อ 2.4 กรณีการใช้รถยนต์ส่วนกลาง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2560 เวลากลางวัน เดินทางไปกลับระหว่างบ้านพักกับที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลวัฒนานคร ซึ่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัยความว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานของโจทก์รับว่ามีการเตรียมความพร้อมในการดำเนินการป้องกันและเหตุอุทกภัยภายในช่วงเทศกาลสงกรานต์จริง การที่จำเลยนำรถไปจอดไว้ที่บ้านพักในเวลากลางคืนนับว่าอยู่ในเงื่อนไขที่ทำได้ในกรณีที่ปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง พยานโจทก์ ไม่มีใครยืนยันว่าจำเลยนำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้ในภารกิจส่วนตัว
พยานหลักฐานไม่อาจฟังได่ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเหตุให้ต้องฎีกา
ประเด็นที่ 5
ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษจำคุกจำเลย เห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรง ซึ่งความผิดตามฟ้องข้อ 2.2 และ 2.3 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 เดิม ที่มีอัตราโทษสูง แต่ศาลลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินกระทงละ 5 ปี จำเลยไม่เคยถูกจำคุกมาก่อน พฤติการณ์ก็ไม่ร้ายแรง เป็นเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ดังนั้น การรอการโทษจำคุกให้แก่จำเลยจึงเป็นดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ซึ่งชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ดังนั้น คดีจึงถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 42 และไม่มีปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามมาตรา 46 จึงไม่มีเหตุที่จะต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อไปแต่อย่างใด กรณีไม่มีเหตุให้ต้องฎีกา และอัยการสูงสุดมีหนังสือหารือคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีจะไม่ฎีกาคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 94
ต่อมา เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหนังสือแจ้งว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้ว เห็นว่า กรณีที่ศาลได้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ซึ่งเป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูง ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีการที่จำเลยใช้รถยนต์ส่วนกลางขององค์การบริหารส่วนตำบลวัฒนานครไปกิจการส่วนตัวโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษารถยนต์ กง 6327 สระแก้ว อันเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนตำบลวัฒนานครได้รับความเสียหายต้องเบิกจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์คันดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น อันเป็นการผิดระเบียบและก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ การรอการลงโทษให้แก่จำเลยอาจกระทบต่อประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและภาพลักษณ์ในการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทย ขอให้พิจารณฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และได้มีหนังสือแจ้งให้อัยการสูงสุด และอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 พิจารณา
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว มีคำสั่งไม่ฎีกาคดีนี้
*******
นับเป็นการปิดฉากคดีนี้ เป็นทางการ
พร้อมกับคำถามค้างคาใจของใครหลายคน ถึง การรอลงโทษจำคุกจำเลย ในคดีทุจริตของประเทศไทย
ว่าอาจมีผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและภาพลักษณ์ในการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทย ตามที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช.หยิบยกขึ้นมากล่าวอ้าง จริงหรือ?




