News Logo
หน้าแรก
'ศิริโชค' ลุยฟ้อง 'สุชาติ-พวก' ปมปล่อยคดี 'ณัฏฐ์ชนน' ล่าช้าเกือบ 2 ปี

'ศิริโชค' ลุยฟ้อง 'สุชาติ-พวก' ปมปล่อยคดี 'ณัฏฐ์ชนน' ล่าช้าเกือบ 2 ปี

20 พ.ค. 2569 11:52
ผู้ชม 129 คน

'ศิริโชค โสภา' ลุยยื่นศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 ฟ้อง 'สุชาติ ตระกูลเกษมสุข' ปธ.ป.ป.ช.-พวก 1 ราย ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม.157 ปมปล่อยคดี 'ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ' ค้างเกือบ 2 ปี ทั้งที่เหลือสอบพยานเพียง 2 ปาก ตั้งคำถามมาตรฐานเทียบคดีอดีต สส.ก้าวไกล 44 ราย ที่ใช้เวลาเพียง 2 เดือนก่อนยื่นศาลฎีกา

จากกรณีปรากฏข่าว ในช่วงเดือนเมษายน 2569 นายศิริโชค โสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ได้หารือกับทีมกฎหมายเพื่อเตรียมยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในข้อหาละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณี นายณัฏฐชนน์ ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคภูมิใจไทย ซึ่ง ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดกรณีกล่าวหารับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด เนื่องจากยอมให้บุคคลภายนอกชำระค่ารักษาพยาบาลแทนให้แก่ตนเอง เป็นจำนวนเงิน 1,335,778 บาท  ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 แต่จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 15 เดือนแล้ว คดียังไม่มีความคืบหน้าในการยื่นฟ้องต่อศาล แม้จะมีการทำหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการหลายครั้ง

ขณะเดียวกัน นายศิริโชค โสภา  ยังตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างของกระบวนการในอีกกรณีหนึ่ง คือกรณี 44 สส. พรรคก้าวไกล ถูกชี้มูลเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 และใช้เวลาเพียงประมาณ 2 เดือน ก่อนที่เรื่องจะถูกส่งถึงศาลฎีกา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายศิริโชค โสภา ได้ยื่นฟ้อง นายสุทธิ กลีบสัตบุตร พนักงานไต่สวนผู้เชี่ยวชาญ (ผู้อำนวยการกลุ่มไต่สวน 2) สำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สำนักงาน ป.ป.ช. ในฐานะเจ้าของสำนวนคดีนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เป็นจำเลยที่ 1 และนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักที่รับผิดชอบสำนวนดังกล่าวโดยตรง ตามคำสั่ง ป.ป.ช. ที่ 223/2568, 18/2569 และ 66/2569 และในฐานะเสียงข้างน้อยในมติวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ที่ต้องการให้คดีตก เป็นจำเลยที่ 2

ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 จังหวัดสระบุรี

คำฟ้องของนายศิริโชค ระบุว่า นับแต่มติวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ที่ประชุม ป.ป.ช. เสียงข้างมาก 5 ต่อ 1 สั่งให้สอบปากคำพยานเพิ่มเติม 2 ปาก จนถึงปัจจุบัน (พฤษภาคม 2569) เกือบ 2 ปีผ่านไปแล้ว สำนวนยังไม่แล้วเสร็จ

ขณะที่คดีอดีต สส. พรรคก้าวไกล 44 ราย กรณีลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเป็นคดีจริยธรรมร้ายแรงเช่นเดียวกัน ป.ป.ช. ชี้มูลเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 และยื่นศาลฎีกาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ใช้เวลาเพียง 2 เดือน ในขณะที่คดีนี้ค้างมาเกือบ 2 ปี ไม่มีเหตุผลเชิงกระบวนการใดอธิบายความแตกต่างนี้ได้

พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 47 กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และเลขาธิการมีหน้าที่ควบคุม กวดขันให้การไต่สวนเสร็จภายในกำหนดเวลา และมาตรา 48 กำหนดกรอบเวลาสูงสุดไว้ที่ 2 ปี ขยายได้ไม่เกิน 3 ปี โดยมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่ากฎหมายมุ่งให้กระบวนการดำเนินโดยเร็ว ไม่ให้ค้างนานโดยไม่มีกำหนด

แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะไม่ครอบถึงขั้นตอนหลังการร้องขอความเป็นธรรมโดยตรง แต่การปล่อยให้การสอบพยานเพียง 2 ปาก ใช้เวลาเกือบเท่ากรอบเวลาสูงสุดของคดีใหม่ทั้งคดี ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดแจ้ง พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องชี้เจตนา

ยิ่งกว่านั้น นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ยืนยันว่าสำนวนยังไม่แล้วเสร็จ และไม่สามารถชี้แจงเหตุผลของความล่าช้าได้ การที่ผู้บังคับบัญชาสูงสุดขององค์กรเองไม่อาจอธิบายได้ ยืนยันว่าไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายใดรองรับ

จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมทราบเจตนารมณ์ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 47 และมาตรา 48 เป็นอย่างดีว่ากฎหมายมุ่งให้กระบวนการไต่สวนดำเนินไปโดยรวดเร็วและมีกรอบเวลาชัดเจน การที่รับรู้เจตนารมณ์ดังกล่าว แต่กลับไม่กำกับดูแลให้เป็นไปตามนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าการละเว้นดังกล่าวเป็นการกระทำโดยรู้อยู่แล้วว่าขัดต่อหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงาน อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดตามมาตรา 157

นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 เป็นเสียงข้างน้อยที่ต้องการให้คดีตกในมติวันที่ 21 ตุลาคม 2567 แต่เมื่อเสียงข้างมากชนะ กลับไม่กำกับดูแลให้กระบวนการดำเนินต่อไปตามมติขององค์กร

นายศิริโชค ยังระบุด้วยว่า “คดีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องความล่าช้าของระบบราชการ แต่มีไทม์ไลน์ที่ชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหารู้ผลมติก่อนที่รายงานการประชุมจะได้รับการรับรอง และก่อนที่ประชาชนจะรับรู้เกือบ 6 เดือน ข้อเท็จจริงนี้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสขององค์กร ป.ป.ช. ในภาพรวม การฟ้องคดีครั้งนี้เป็นการยืนยันว่าองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต้องรับผิดชอบต่อการกระทำและการละเว้นของตน”

@ เลขาฯ ป.ป.ช.รับคดี 'ณัฏฐชนน์' มีสอบพยานเพิ่ม เกือบ 19 ด. ยังไม่เสร็จ

สำหรับคดีกล่าวหา นายณัฏฐชนน์ ที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดกรณีกล่าวหารับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด เนื่องจากยอมให้บุคคลภายนอกชำระค่ารักษาพยาบาลแทนให้แก่ตนเอง เป็นจำนวนเงิน 1,335,778 บาท นั้น

สำนักข่าว Next News รายงานข่าวในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ไปแล้วว่า ปัจจุบันยังไม่ส่งสำนวนยื่นฟ้องคดีต่อศาลฯ เป็นเพราะภายหลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กรกฏาคม 2567 ด้วยมติเสียง 4 ต่อ 3 นายณัฏฐ์ชนน ได้ทำหนังสือขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทบทวนมติ การชี้มูลความผิดในคดีนี้เข้ามา ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 5 ต่อ 1 เสียง เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2567 ให้มีการสอบปากคำพยาน เพิ่มอีก 2 ปาก ตามที่ นายณัฏฐ์ชนน กล่าวอ้าง ปัจจุบันระยะเวลาผ่านมา 19 เดือนแล้ว ก็ยังไม่มีการสรุปผลการสอบปากคำพยานเพิ่ม 2 ปาก ตามที่ นายณัฏฐ์ชนน กล่าวอ้าง เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่แต่อย่างใด

ขณะที่ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาฯ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สำนักข่าว Next News ยืนยันว่า คดีกล่าวหา นายณัฏฐชนน์ ยังไม่ได้มีการส่งสำนวนยื่นฟ้องคดีต่อศาลฯ เนื่องจากนายณัฏฐชนน์ ได้ทำเรื่องขอทบทวนมติเข้ามา ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอยู่ ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
ศิริโชค
สุชาติ ประธานป.ป.ช.
ป.ป.ช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘พีทีจี’เผยไตรมาส 1 ปี 69 ขาดทุน 205 ล. ชี้เหตุกำไรจากน้ำมันลดลง
‘พีทีจี’เผยไตรมาส 1 ปี 69 ขาดทุน 205 ล. ชี้เหตุกำไรจากน้ำมันลดลง