'ศิริโชค โสภา' ลุยยื่นศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 ฟ้อง 'สุชาติ ตระกูลเกษมสุข' ปธ.ป.ป.ช.-พวก 1 ราย ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม.157 ปมปล่อยคดี 'ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ' ค้างเกือบ 2 ปี ทั้งที่เหลือสอบพยานเพียง 2 ปาก ตั้งคำถามมาตรฐานเทียบคดีอดีต สส.ก้าวไกล 44 ราย ที่ใช้เวลาเพียง 2 เดือนก่อนยื่นศาลฎีกา
จากกรณีปรากฏข่าว ในช่วงเดือนเมษายน 2569 นายศิริโชค โสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ได้หารือกับทีมกฎหมายเพื่อเตรียมยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในข้อหาละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณี นายณัฏฐชนน์ ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคภูมิใจไทย ซึ่ง ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดกรณีกล่าวหารับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด เนื่องจากยอมให้บุคคลภายนอกชำระค่ารักษาพยาบาลแทนให้แก่ตนเอง เป็นจำนวนเงิน 1,335,778 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 แต่จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 15 เดือนแล้ว คดียังไม่มีความคืบหน้าในการยื่นฟ้องต่อศาล แม้จะมีการทำหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการหลายครั้ง
ขณะเดียวกัน นายศิริโชค โสภา ยังตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างของกระบวนการในอีกกรณีหนึ่ง คือกรณี 44 สส. พรรคก้าวไกล ถูกชี้มูลเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 และใช้เวลาเพียงประมาณ 2 เดือน ก่อนที่เรื่องจะถูกส่งถึงศาลฎีกา
ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายศิริโชค โสภา ได้ยื่นฟ้อง นายสุทธิ กลีบสัตบุตร พนักงานไต่สวนผู้เชี่ยวชาญ (ผู้อำนวยการกลุ่มไต่สวน 2) สำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สำนักงาน ป.ป.ช. ในฐานะเจ้าของสำนวนคดีนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เป็นจำเลยที่ 1 และนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักที่รับผิดชอบสำนวนดังกล่าวโดยตรง ตามคำสั่ง ป.ป.ช. ที่ 223/2568, 18/2569 และ 66/2569 และในฐานะเสียงข้างน้อยในมติวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ที่ต้องการให้คดีตก เป็นจำเลยที่ 2
ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 จังหวัดสระบุรี
คำฟ้องของนายศิริโชค ระบุว่า นับแต่มติวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ที่ประชุม ป.ป.ช. เสียงข้างมาก 5 ต่อ 1 สั่งให้สอบปากคำพยานเพิ่มเติม 2 ปาก จนถึงปัจจุบัน (พฤษภาคม 2569) เกือบ 2 ปีผ่านไปแล้ว สำนวนยังไม่แล้วเสร็จ
ขณะที่คดีอดีต สส. พรรคก้าวไกล 44 ราย กรณีลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเป็นคดีจริยธรรมร้ายแรงเช่นเดียวกัน ป.ป.ช. ชี้มูลเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 และยื่นศาลฎีกาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ใช้เวลาเพียง 2 เดือน ในขณะที่คดีนี้ค้างมาเกือบ 2 ปี ไม่มีเหตุผลเชิงกระบวนการใดอธิบายความแตกต่างนี้ได้
พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 47 กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และเลขาธิการมีหน้าที่ควบคุม กวดขันให้การไต่สวนเสร็จภายในกำหนดเวลา และมาตรา 48 กำหนดกรอบเวลาสูงสุดไว้ที่ 2 ปี ขยายได้ไม่เกิน 3 ปี โดยมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่ากฎหมายมุ่งให้กระบวนการดำเนินโดยเร็ว ไม่ให้ค้างนานโดยไม่มีกำหนด
แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะไม่ครอบถึงขั้นตอนหลังการร้องขอความเป็นธรรมโดยตรง แต่การปล่อยให้การสอบพยานเพียง 2 ปาก ใช้เวลาเกือบเท่ากรอบเวลาสูงสุดของคดีใหม่ทั้งคดี ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดแจ้ง พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องชี้เจตนา
ยิ่งกว่านั้น นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ยืนยันว่าสำนวนยังไม่แล้วเสร็จ และไม่สามารถชี้แจงเหตุผลของความล่าช้าได้ การที่ผู้บังคับบัญชาสูงสุดขององค์กรเองไม่อาจอธิบายได้ ยืนยันว่าไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายใดรองรับ
จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมทราบเจตนารมณ์ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 47 และมาตรา 48 เป็นอย่างดีว่ากฎหมายมุ่งให้กระบวนการไต่สวนดำเนินไปโดยรวดเร็วและมีกรอบเวลาชัดเจน การที่รับรู้เจตนารมณ์ดังกล่าว แต่กลับไม่กำกับดูแลให้เป็นไปตามนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าการละเว้นดังกล่าวเป็นการกระทำโดยรู้อยู่แล้วว่าขัดต่อหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงาน อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดตามมาตรา 157
นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 เป็นเสียงข้างน้อยที่ต้องการให้คดีตกในมติวันที่ 21 ตุลาคม 2567 แต่เมื่อเสียงข้างมากชนะ กลับไม่กำกับดูแลให้กระบวนการดำเนินต่อไปตามมติขององค์กร
นายศิริโชค ยังระบุด้วยว่า “คดีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องความล่าช้าของระบบราชการ แต่มีไทม์ไลน์ที่ชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหารู้ผลมติก่อนที่รายงานการประชุมจะได้รับการรับรอง และก่อนที่ประชาชนจะรับรู้เกือบ 6 เดือน ข้อเท็จจริงนี้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสขององค์กร ป.ป.ช. ในภาพรวม การฟ้องคดีครั้งนี้เป็นการยืนยันว่าองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต้องรับผิดชอบต่อการกระทำและการละเว้นของตน”
@ เลขาฯ ป.ป.ช.รับคดี 'ณัฏฐชนน์' มีสอบพยานเพิ่ม เกือบ 19 ด. ยังไม่เสร็จ
สำหรับคดีกล่าวหา นายณัฏฐชนน์ ที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดกรณีกล่าวหารับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด เนื่องจากยอมให้บุคคลภายนอกชำระค่ารักษาพยาบาลแทนให้แก่ตนเอง เป็นจำนวนเงิน 1,335,778 บาท นั้น
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ไปแล้วว่า ปัจจุบันยังไม่ส่งสำนวนยื่นฟ้องคดีต่อศาลฯ เป็นเพราะภายหลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กรกฏาคม 2567 ด้วยมติเสียง 4 ต่อ 3 นายณัฏฐ์ชนน ได้ทำหนังสือขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทบทวนมติ การชี้มูลความผิดในคดีนี้เข้ามา ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 5 ต่อ 1 เสียง เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2567 ให้มีการสอบปากคำพยาน เพิ่มอีก 2 ปาก ตามที่ นายณัฏฐ์ชนน กล่าวอ้าง ปัจจุบันระยะเวลาผ่านมา 19 เดือนแล้ว ก็ยังไม่มีการสรุปผลการสอบปากคำพยานเพิ่ม 2 ปาก ตามที่ นายณัฏฐ์ชนน กล่าวอ้าง เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่แต่อย่างใด
ขณะที่ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาฯ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สำนักข่าว Next News ยืนยันว่า คดีกล่าวหา นายณัฏฐชนน์ ยังไม่ได้มีการส่งสำนวนยื่นฟ้องคดีต่อศาลฯ เนื่องจากนายณัฏฐชนน์ ได้ทำเรื่องขอทบทวนมติเข้ามา ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอยู่ ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
อ่านข่าวเกี่ยวข้อง




