อสส.-กยพ.ชี้ขาดยุติคดีเรียกเงินคืนโครงการรถคันแรก ไม่รับทำคดีช่วยสรรพสามิตฟ้อง ชี้รัฐเสียเปรียบ-ไม่เกิดประโยชน์
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา นายชัยชนะ พันธุ์ภักดีดิสกุล รองอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการแทน อัยการสูงสุด (อสส.) ลงนามในหนังสือถึงรองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่าย เลขานุการอัยการสูงสุด เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ อัยการจังหวัด ผู้อำนวยการสถาบัน เลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้อำนวยการสำนักงาน
เรื่อง แนวทางปฏิบัติต่อสำนวนคดีที่กรมสรรพสามิตขอให้พนักงานอัยการว่าต่างฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ขอใช้สิทธิโครงการรถยนต์คันแรก
ทั้งนี้ หนังสือระบุว่า ด้วยมีคดีแพ่งที่กรมสรรพสามิตขอให้พนักงานอัยการว่าต่างฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ขอใช้สิทธิโครงการรถยนต์คันแรก และสำนักงานคดีแรงงานภาค 1 โดยมีสาระสำคัญว่า ผู้ขอใช้สิทธิฯ ยังมิได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมสรรพสามิต กรมสรรพสามิตจึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่กรมสรรพสามิตยืนยันขอให้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ขอใช้สิทธิฯ อันเป็นกรณีที่หน่วยงานของรัฐมีความเห็นขัดหรือแย้งกับความเห็นของพนักงานอัยการ สำนักงานคดีแรงงานภาค 1 จึงส่งเรื่องให้พนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพิจารณาชี้ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการดำเนินคดี พ.ศ. 2561 ข้อ 23 วรรคหนึ่ง อัยการสูงสุดและคณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการดำเนินคดี (กยพ.) ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดไม่รับว่าต่างฟ้องผู้ขอใช้สิทธิฯ ให้กับกรมสรรพสามิตและยุติการดำเนินคดี ซึ่งมติของ กยพ. ที่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าวมีผลผูกพันกรมสรรพสามิต ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพิจารณาชี้ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการดำเนินคดี พ.ศ. 2561 ข้อ 23 วรรคสาม อย่างไรก็ตาม มีคดีในลักษณะเดียวกันที่พนักงานอัยการมีคำสั่งให้รับว่าต่างให้กับกรมสรรพสามิต ซึ่งอาจขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าว จึงแจ้งเวียนคำวินิจฉัยชี้ขาดของอัยการสูงสุดและ กยพ. ดังกล่าว ให้พนักงานอัยการทราบโดยทั่วกัน โดยให้พนักงานอัยการที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณามีความเห็นหรือคำสั่งทางคดีแก่ถือปฏิบัติ ดังนี้
1.การพิจารณามีความเห็นหรือคำสั่งทางคดีที่มีข้อเท็จจริงในลักษณะเดียวกันกับคดีที่อัยการสูงสุด และ กยพ. มีคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าว ให้นำคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าวมหาพิจารณาประกอบการมีความเห็นหรือคำสั่งทางคดีด้วย
2.ในการดำเนินการตามข้อ 1 หากคดีมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานไม่ครบถ้วนให้พนักงานอัยการสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมให้ครบถ้วนเพียงพอที่จะมีความเห็นหรือคำสั่งทางคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รอบคอบ และเที่ยงธรรม
3. ให้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
รายงานข่าวแจ้งว่า หนังสือเรื่อง แนวทางปฏิบัติต่อสำนวนคดีที่กรมสรรพสามิตขอให้พนักงานอัยการฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ขอใช้สิทธิโครงการรถยนต์คันแรกดังกล่าวนั้น มีความเป็นมาของข้อพิพาทจากกรมสรรพสามิตต้องการฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรก โดยอ้างว่าผู้เช่าซื้อทำผิดสัญญาเนื่องจากมีการคืนรถหรือผิดสัญญาเช่าซื้อกับธนาคารก่อนครบกำหนด 5 ปี
พนักงานอัยการ (สำนักงานคดีแรงงานภาค1) พิจารณาแล้วเห็นว่ากรมสรรพสามิตไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากผู้เช่าซื้อยังไม่ได้กระทำการที่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรม เมื่อมีความเห็นขัดแย้งกันระหว่างหน่วยงานรัฐและพนักงานอัยการ เรื่องจึงถูกส่งให้ กยพ. เป็นผู้ตัดสิน
ทั้งนี้ อัยการสูงสุดและ กยพ.มีคำวินิจฉัยชี้ขาดไม่รับว่าต่างฟ้อง (ไม่ฟ้องให้) และให้ยุติการดำเนินคดี โดยมีเหตุผลทางกฎหมายดังนี้
1.เจตนาการครอบครอง.. แม้จะมีการบอกเลิกสัญญาหรือส่งมอบรถคืนธนาคารชั่วคราว แต่หากผู้เช่าซื้อนำเงินไปชำระครบถ้วนและรับรถกลับคืนมาในระยะเวลาอันสั้น แสดงว่าไม่ได้มีเจตนาสละการครอบครอง
2.กรรมสิทธิ์.. ไม่ปรากฏว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลอื่นภายใน 5 ปี ซึ่งยังเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการให้ประชาชนมีรถยนต์คันแรกไว้ใช้สอย
3.ประโยชน์สาธารณะ..การดำเนินคดีในลักษณะนี้ถือว่ารัฐอยู่ในฐานะเสียเปรียบ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และไม่คุ้มค่า
สำหรับแนวทางปฏิบัติสำหรับพนักงานอัยการเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สำนักงานอัยการสูงสุดจึงกำหนดแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
1.ยึดถือคำวินิจฉัย.. ให้พนักงานอัยการนำคำวินิจฉัยชี้ขาดนี้มาประกอบการพิจารณาคดีที่มีข้อเท็จจริงในลักษณะเดียวกัน
2.ตรวจสอบข้อเท็จจริง.. หากพยานหลักฐานไม่ครบถ้วน ให้สอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อให้การสั่งคดีถูกต้องและเที่ยงธรรม
3.ผลผูกพัน..มติของ กยพ. นี้มีผลผูกพันให้กรมสรรพสามิตต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
รายงานข่าวแจ้งว่า โครงการรถคันแรกเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มดำเนินระหว่าง 16 กันยายน 2554 – 31 ธันวาคม 2555 โดยให้คืนภาษีรถยนต์คันแรกสูงสุด 100,000 บาท สำหรับรถยนต์ใหม่ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท และขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี ทั้งนี้ ต้องถือครองสิทธิรถไม่น้อยกว่า 5 ปี และสามารถคืนภาษีได้หลังจากถือครองรถ 1 ปี โดยมีผู้ใช้สิทธิ์กว่า 1.25 ล้านคัน สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้เงินคืนภาษีสูงถึงกว่า 9.1 หมื่นล้านบาท ปรากฏว่ามีผู้ใช้สิทธิจำนวนมากทำผิดเงื่อนไข เช่น ขายรถก่อนครบ 5 ปี หรือเอกสารไม่ถูกต้องกว่า 5,300 ราย ทางกรมสรรพสามิตจึงดำเนินการฟ้องร้องเรียกเงินคืน วงเงินประมาณ 530 ล้านบาท




