News Logo
หน้าแรก
อสส.สั่งยุติคดี 'รถคันแรก' เลิกช่วยสรรพสามิตฟ้อง

อสส.สั่งยุติคดี 'รถคันแรก' เลิกช่วยสรรพสามิตฟ้อง

11 เม.ย. 2569 13:15
ผู้ชม 80 คน

อสส.-กยพ.ชี้ขาดยุติคดีเรียกเงินคืนโครงการรถคันแรก ไม่รับทำคดีช่วยสรรพสามิตฟ้อง ชี้รัฐเสียเปรียบ-ไม่เกิดประโยชน์

สำนักข่าว Next News  รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา นายชัยชนะ พันธุ์ภักดีดิสกุล รองอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการแทน อัยการสูงสุด (อสส.) ลงนามในหนังสือถึงรองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่าย เลขานุการอัยการสูงสุด เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ อัยการจังหวัด ผู้อำนวยการสถาบัน เลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้อำนวยการสำนักงาน

เรื่อง แนวทางปฏิบัติต่อสำนวนคดีที่กรมสรรพสามิตขอให้พนักงานอัยการว่าต่างฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ขอใช้สิทธิโครงการรถยนต์คันแรก

ทั้งนี้ หนังสือระบุว่า ด้วยมีคดีแพ่งที่กรมสรรพสามิตขอให้พนักงานอัยการว่าต่างฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ขอใช้สิทธิโครงการรถยนต์คันแรก และสำนักงานคดีแรงงานภาค 1 โดยมีสาระสำคัญว่า ผู้ขอใช้สิทธิฯ ยังมิได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมสรรพสามิต กรมสรรพสามิตจึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่กรมสรรพสามิตยืนยันขอให้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ขอใช้สิทธิฯ อันเป็นกรณีที่หน่วยงานของรัฐมีความเห็นขัดหรือแย้งกับความเห็นของพนักงานอัยการ สำนักงานคดีแรงงานภาค 1 จึงส่งเรื่องให้พนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพิจารณาชี้ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการดำเนินคดี พ.ศ. 2561  ข้อ 23  วรรคหนึ่ง อัยการสูงสุดและคณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการดำเนินคดี (กยพ.) ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดไม่รับว่าต่างฟ้องผู้ขอใช้สิทธิฯ ให้กับกรมสรรพสามิตและยุติการดำเนินคดี ซึ่งมติของ กยพ. ที่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าวมีผลผูกพันกรมสรรพสามิต ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพิจารณาชี้ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการดำเนินคดี พ.ศ. 2561  ข้อ 23 วรรคสาม อย่างไรก็ตาม มีคดีในลักษณะเดียวกันที่พนักงานอัยการมีคำสั่งให้รับว่าต่างให้กับกรมสรรพสามิต ซึ่งอาจขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าว จึงแจ้งเวียนคำวินิจฉัยชี้ขาดของอัยการสูงสุดและ กยพ. ดังกล่าว ให้พนักงานอัยการทราบโดยทั่วกัน โดยให้พนักงานอัยการที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณามีความเห็นหรือคำสั่งทางคดีแก่ถือปฏิบัติ ดังนี้

1.การพิจารณามีความเห็นหรือคำสั่งทางคดีที่มีข้อเท็จจริงในลักษณะเดียวกันกับคดีที่อัยการสูงสุด และ กยพ. มีคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าว ให้นำคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าวมหาพิจารณาประกอบการมีความเห็นหรือคำสั่งทางคดีด้วย

2.ในการดำเนินการตามข้อ 1 หากคดีมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานไม่ครบถ้วนให้พนักงานอัยการสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมให้ครบถ้วนเพียงพอที่จะมีความเห็นหรือคำสั่งทางคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รอบคอบ และเที่ยงธรรม

3. ให้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

รายงานข่าวแจ้งว่า หนังสือเรื่อง แนวทางปฏิบัติต่อสำนวนคดีที่กรมสรรพสามิตขอให้พนักงานอัยการฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ขอใช้สิทธิโครงการรถยนต์คันแรกดังกล่าวนั้น มีความเป็นมาของข้อพิพาทจากกรมสรรพสามิตต้องการฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรก โดยอ้างว่าผู้เช่าซื้อทำผิดสัญญาเนื่องจากมีการคืนรถหรือผิดสัญญาเช่าซื้อกับธนาคารก่อนครบกำหนด 5 ปี

พนักงานอัยการ (สำนักงานคดีแรงงานภาค1) พิจารณาแล้วเห็นว่ากรมสรรพสามิตไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากผู้เช่าซื้อยังไม่ได้กระทำการที่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรม เมื่อมีความเห็นขัดแย้งกันระหว่างหน่วยงานรัฐและพนักงานอัยการ เรื่องจึงถูกส่งให้ กยพ. เป็นผู้ตัดสิน

ทั้งนี้ อัยการสูงสุดและ กยพ.มีคำวินิจฉัยชี้ขาดไม่รับว่าต่างฟ้อง (ไม่ฟ้องให้)  และให้ยุติการดำเนินคดี โดยมีเหตุผลทางกฎหมายดังนี้

1.เจตนาการครอบครอง.. แม้จะมีการบอกเลิกสัญญาหรือส่งมอบรถคืนธนาคารชั่วคราว แต่หากผู้เช่าซื้อนำเงินไปชำระครบถ้วนและรับรถกลับคืนมาในระยะเวลาอันสั้น แสดงว่าไม่ได้มีเจตนาสละการครอบครอง

2.กรรมสิทธิ์.. ไม่ปรากฏว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลอื่นภายใน 5 ปี ซึ่งยังเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการให้ประชาชนมีรถยนต์คันแรกไว้ใช้สอย

3.ประโยชน์สาธารณะ..การดำเนินคดีในลักษณะนี้ถือว่ารัฐอยู่ในฐานะเสียเปรียบ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และไม่คุ้มค่า

สำหรับแนวทางปฏิบัติสำหรับพนักงานอัยการเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สำนักงานอัยการสูงสุดจึงกำหนดแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

1.ยึดถือคำวินิจฉัย.. ให้พนักงานอัยการนำคำวินิจฉัยชี้ขาดนี้มาประกอบการพิจารณาคดีที่มีข้อเท็จจริงในลักษณะเดียวกัน

2.ตรวจสอบข้อเท็จจริง.. หากพยานหลักฐานไม่ครบถ้วน ให้สอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อให้การสั่งคดีถูกต้องและเที่ยงธรรม

3.ผลผูกพัน..มติของ กยพ. นี้มีผลผูกพันให้กรมสรรพสามิตต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

รายงานข่าวแจ้งว่า โครงการรถคันแรกเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มดำเนินระหว่าง 16 กันยายน 2554 – 31 ธันวาคม 2555 โดยให้คืนภาษีรถยนต์คันแรกสูงสุด 100,000 บาท สำหรับรถยนต์ใหม่ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท และขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี ทั้งนี้ ต้องถือครองสิทธิรถไม่น้อยกว่า 5 ปี และสามารถคืนภาษีได้หลังจากถือครองรถ 1 ปี โดยมีผู้ใช้สิทธิ์กว่า 1.25 ล้านคัน สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้เงินคืนภาษีสูงถึงกว่า  9.1 หมื่นล้านบาท ปรากฏว่ามีผู้ใช้สิทธิจำนวนมากทำผิดเงื่อนไข  เช่น ขายรถก่อนครบ 5 ปี หรือเอกสารไม่ถูกต้องกว่า 5,300 ราย ทางกรมสรรพสามิตจึงดำเนินการฟ้องร้องเรียกเงินคืน วงเงินประมาณ 530 ล้านบาท 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
รถคันแรก



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดโพรไฟล์ 12 'กุนซือ' ดรีมทีม ‘ศุภจี’ แก้วิกฤตประเทศ
เปิดโพรไฟล์ 12 'กุนซือ' ดรีมทีม ‘ศุภจี’ แก้วิกฤตประเทศ