คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองมีมติแต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ‘อดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุด’ นำความลับ-คลิปเสียงในที่ประชุมไปบอก ‘บิ๊กสีกากี’ ทำให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ นำไปเป็นหลักฐานฟ้องประธานศาลปกครอง
แหล่งข่าวจากสำนักงานศาลปกครอง เปิดเผยสำนักข่าว Next News ว่า เมื่อไม่นานมานี้ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) ที่มีประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธาน มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีที่มีการกล่าวหาว่า อดีตตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุดนำความลับและแอบอัดคลิปเสียงในการประชุมองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดในการพิจารณาคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยนำความลับและคลิปเสียงที่แอบอัดไปให้กับอดีตนายตำรวจใหญ่รายหนึ่ง
แหล่งข่าวกล่าวว่า ตามข้อกล่าวหาอดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุดรายดังกล่าวได้แอบอัดคลิปในการพิจารณาคดีของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ในช่วงที่ยังเป็นหนึ่งในองค์คณะที่พิจารณาคดีดังกล่าว แต่องค์คณะมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นตุลาการเสียงข้างมากที่เห็นว่า การที่ ผบ.ตร. ให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งระหว่างการประชุมหารือว่าจะนำคดีดังกล่าวเข้าที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองหรือไม่ ก็มีการแอบอัดคลิปในการประชุมหารือ และนำไปให้คู่ความ
แหล่งข่าวกล่าวว่า ต่อมาในเดือนกันยายน 2568 พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ได้ยื่นฟ้อง นายอนุวัฒน์ ธาราแสวง ประธานแผนกคดีละเมิดและความรับผิดอย่างอื่นในศาลปกครองสูงสุด และนายประสิทธิศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งในการฟ้องคดีดังกล่าวมีคลิปเสียงอ้างเป็นหลักฐานในการฟ้องคดีด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำพิพากษาชั้นตรวจคำฟ้องคดี อท.172/2568 ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง
ทั้งนี้ ในส่วนของคลิป ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำวินิจฉัยว่า ในประเด็นเรื่องคลิปเสียงวัตถุพยาน เมื่อฟังข้อความสนทนาโดยตลอดแล้ว เห็นว่า มิได้มีข้อความในลักษณะสั่งการหรือชี้นำให้เป็นไปในทางที่มิชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อีกทั้งที่มาของคลิปเสียงมีลักษณะลักลอบบันทึก เป็นพยานหลักฐานที่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ จึงไม่รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1
แหล่งข่าวกล่าวว่า หากผลการสอบสวนข้อเท็จจริงอดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุดรายนี้พบว่ามีมูล ก็จะตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงต่อไป
“ในระหว่างการสอบสวน ถ้าพบว่าอดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุดรายนี้ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในเรื่องการนำความลับของที่ประชุมไปบอกคู่ความ และแอบอัดเสียง อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญา ก็ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนต่อไปด้วย เพราะไม่ทราบว่าอะไรเป็นแรงจูงใจให้ตุลาการศาลปกครองสูงสุดรายนี้แอบอัดเทปและนำความลับไปบอกคู่ความ” แหล่งข่าวกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม มีสื่อมวลชนรายงานว่า นายอำพน เจริญชีวินทร์ อดีตตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด มอบอำนาจให้ทนายความยื่นฟ้อง นายสุชาติ มงคลเลิศลพ รองประธานศาลปกครองสูงสุด ในฐานความผิดรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ เนื่องจาก นายสุชาติ มงคลเลิศลพ ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด ในการนำคดีของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ที่ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ผบ.ตร. กรณีให้ออกจากราชการไว้ก่อน เข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และได้ลงนามรับรองในคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.2/2569 ว่า ตุลาการศาลปกครองสูงสุดซึ่งได้เกษียณอายุราชการไปแล้วจำนวน 4 ราย เป็นผู้จัดทำคำพิพากษาและได้ร่วมประชุมปรึกษาเป็นองค์คณะจัดทำต้นร่างคำพิพากษา ในคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ซึ่งเป็นการรับรองอันเป็นเท็จ เนื่องจากตุลาการทั้ง 4 ราย ได้เกษียณอายุราชการไปตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 แต่คดีของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ได้ถูกนำเข้าที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดเพื่อวินิจฉัยและมีมติในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการจัดทำคำพิพากษาโดยตุลาการทั้ง 4 ราย ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว และตุลาการทั้ง 4 ท่านก็ไม่ได้อยู่ร่วมประชุมในที่ประชุมใหญ่ฯ ดังกล่าว
การกระทำดังกล่าวของรองประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด จึงเป็นการรับรองคำพิพากษาอันเป็นเท็จ
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ รับไว้เป็นเลขคดีที่ อท.61/2569 พร้อมนัดฟังคำสั่งในชั้นตรวจฟ้องว่าจะรับคดีไว้พิจารณาหรือไม่ ในวันที่ 28 เม.ย. 69 เวลา 9.00 น.




