"...สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เคยยึดแนวทางของคณะกรรมการกฤษฎีกาในการวินิจฉัยเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต นายศุภชัย หล่อโลหการ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว หลังมีการตรวจพบว่าวิทยานิพนธ์ของนายศุภชัยมีการคัดลอก หรือลอกเลียนวรรณกรรมโดยมิชอบ (Plagiarism) และการเพิกถอนปริญญาครั้งนี้ ยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย..."
กรณีสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 มีมติเห็นชอบให้เพิกถอนการอนุมัติปริญญาเอก (ดุษฎีบัณฑิต) สาขาปรัชญา หลักสูตรการบริหารกระบวนการยุติธรรม คณะนิติศาสตร์ ของนายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลังผลการสอบสวนข้อร้องเรียนพบว่า มีการคัดลอกผลงานทางวิชาการ (Plagiarism) มาใช้ในการทำดุษฎีนิพนธ์จริง และมีการเผยแพร่มติดังกล่าวเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมานั้น

ภาพประกอบเนื้อหารายงาน
หนึ่งในคำถามควันหลงที่เหลือค้างอยู่ในประเด็นนี้ คือ สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีอำนาจในการเพิกถอนการอนุมัติปริญญาเอกของ นายสมชาย แสวงการ ได้หรือไม่
@ ก่อนกรณีอดีต สว.สมชาย จุฬาฯ เคยสั่งถอดปริญญาเอก
ล่าสุด สำนักข่าว Next news ได้รับการยืนยันข้อมูลจากแหล่งข่าวใน สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ว่า ในการพิจารณาลงมติกรณีของของนายสมชาย แสวงการ สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยึดแนวทางของคณะกรรมการกฤษฎีกาในการวินิจฉัยว่า เมื่อสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการอนุมัติปริญญา ก็มีอำนาจในการเพิกถอนได้ เมื่อเห็นว่าผู้ได้รับการอนุมัติขาดคุณสมบัติ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีหนังสือขอหารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับ อำนาจในการเพิกถอนปริญญาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องจากพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 ระเบียบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่าด้วยระบบการศึกษาขั้นปริญญาบัณฑิต พ.ศ. 2540 และข้อบังคับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่าด้วยการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2551 มิได้บัญญัติชัดเจนเกี่ยวกับกรณีการเพิกถอนการให้ปริญญาไว้
เบื้องต้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 8) พิจารณาแล้วเห็นว่า "เมื่อได้พิจารณาแล้วเห็นว่าบุคคลใดมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะสำเร็จการศึกษาได้ สภามหาวิทยาลัยย่อมมีมติอนุมัติการให้ปริญญาแก่บุคคลนั้น ประกอบกับมติสภามหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการอนุมัติการให้ปริญญามีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามบทนิยามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดังนั้น หากต่อมาปรากฏว่า บุคคลที่สภามหาวิทยาลัยได้มีมติอนุมัติการให้ปริญญาไปแล้วนั้นขาดคุณสมบัติ หรือมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนที่จะสำเร็จการศึกษาตามที่กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับ ของมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ ซึ่งมีผลให้มติสภามหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการอนุมัติการให้ปริญญาแก่บุคคลดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบ สภามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการให้ปริญญาย่อมมีอำนาจที่จะเพิกถอนมติสภามหาวิทยาลัยที่ได้อนุมัติการให้ปริญญานั้นได้ตามมาตรา 21 (5) แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฯ ประกอบกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ"
(อ่านคำวินิจฉัยกฤษฎีกฉบับเต็มที่นี่ https://comment.ocs.go.th/main/download/dlf/pdf/0034_2554)
ขณะที่ สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เคยยึดแนวทางของคณะกรรมการกฤษฎีกาในการวินิจฉัยข้างต้น เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต นายศุภชัย หล่อโลหการ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว
หลังมีการตรวจพบว่าวิทยานิพนธ์ของนายศุภชัยมีการคัดลอก หรือลอกเลียนวรรณกรรมโดยมิชอบ (Plagiarism) และการเพิกถอนปริญญาครั้งนี้ ยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย
@ เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต 'ศุภชัย หล่อโลหการ'
สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับการเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตของ นายศุภชัย หล่อโลหการ นั้น ปรากฏเป็นข่าวในช่วงเดือนมิถุนายน 2555 มีการประชุมสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวาระการเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตของนายศุภชัย ให้ที่ประชุมพิจารณาลงมติในประเด็นดังกล่าว
โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อุปนายกสภามหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยว่า สภามหาวิทยาลัยได้มีมติให้เพิกถอนมติของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งอนุมัติปริญญาดุษฎีบัณฑิตให้ “บุคคล” นั้น ตามข้อเสนอและมติของคณะกรรมการบัณฑิตวิทยาลัย และคณะกรรมการบริหารคณะวิทยาศาสตร์ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2555 เป็นต้นไป เนื่องมาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับแจ้งว่า วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตของมหาวิทยาลัย ได้ลอกเลียนผลงานวิชาการ และนำไปเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์เพื่อสำเร็จการศึกษา และได้รับอนุมัติปริญญาโดยสภามหาวิทยาลัย ในการประชุมเดือนพฤษภาคม 2551
เมื่อมหาวิทยาลัยได้รับทราบข้อมูลดังกล่าว จึงได้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยการสอบสวนหาข้อเท็จจริง และพบว่าวิทยานิพนธ์ดังกล่าวได้มีการคัดลอกผลงานจากเอกสารงานวิจัย หรือบทความอื่นอย่างมีนัยสำคัญ และในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการลอกเลียนวรรณกรรมโดยมิชอบ (Plagiarism)
ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงได้ให้ผู้เสนอวิทยานิพนธ์ฉบับดังกล่าว มีโอกาสเข้าชี้แจง ข้อเท็จจริง และแสดงหลักฐานฝ่ายตน ต่อคณะกรรมการบริหารคณะที่มีอำนาจพิจารณาอนุมัติการสำเร็จการศึกษา ที่จะทำให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสิทธิได้รับปริญญา
และเมื่อคณะกรรมการดังกล่าวได้พิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหลายจากรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริง และจากการให้ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานของผู้เสนอวิทยานิพนธ์ เห็นว่า วิทยานิพนธ์มิได้เป็นไปตามระเบียบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2542 ทั้งการกระทำดังกล่าว ยังเป็นการประพฤติผิดจริยธรรมทางวิชาการ อันทำให้ผู้เสนอวิทยานิพนธ์ขาดคุณสมบัติข้อที่เป็นผู้มีความประพฤติดีตามระเบียบดังกล่าวด้วย
@ ยึดคำวินิจฉัยกฤษฎีกา
ขณะที่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ภิรมย์ ในขณะนั้น ระบุว่า ทั้งนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า หากปรากฏว่าบุคคลที่สภามหาวิทยาลัยได้มีมติอนุมัติการให้ปริญญาไปแล้วนั้นขาดคุณสมบัติ หรือมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนที่จะสำเร็จการศึกษาตามที่กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับของมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ ซึ่งมีผลให้มติสภามหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการอนุมัติการให้ปริญญาแก่บุคคลดังกล่าวเป็นไปโดยมิชอบ สภามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการให้ปริญญา ย่อมมีอำนาจที่จะเพิกถอนมติดังกล่าวได้
ส่วนหลักฐานทั้งหมดที่นำมาใช้เป็นหลักฐานในการลงมติของสภามหาวิทยาลัยในครั้งนี้ กรรมการบริหารคณะผู้เสนอให้อนุมัติปริญญา ได้มีการนำข้อเท็จจริงจากรายงานของศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ มาประกอบ และให้ผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจง แล้วจึงมีมติส่งเรื่องขึ้นมาตามลำดับจนถึงสภามหาวิทยาลัย โดยในวันนี้ได้มีการเชิญศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง มาให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในสภาด้วย และมีการยืนยันว่าเป็นการพิจารณาโดยถี่ถ้วน ไม่รีบร้อน และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงอย่างเต็มที่
สำหรับกรณีการคัดลอกวิทยานิพนธ์ของ นายศุภชัย หล่อโลหการ เกิดขึ้นหลังจากจบการศึกษาในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีการศึกษา 2550
ต่อมานายวิลเลียม วิน เอลลิส ได้ร้องเรียนต่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่านายศุภชัยได้ลอกเลียนผลงานทางวิชาการของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย บริษัท สวิฟท์ จำกัด และของตน เพื่อนำไปเป็นส่วนหนึ่งในวิทยานิพนธ์ของนายศุภชัย โดยไม่มีการอ้างแหล่งที่มา จากข้อมูลที่ปรากฏนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มีคำสั่งลับ โดยมีหนังสือออกมาในเดือนกรกฎาคม 2552 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง กรณีมหาวิทยาลัยได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายวิลเลียม วิน วิลลิส โดยมีประธานคณะกรรมการสอบสวนคือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ และมีกรรมการอีก 6 คน
@ สื่อต่างชาติตีข่าวกล่าวหาจุฬาฯ ช่วย 'ศุภชัย'
วันที่ 13 สิงหาคม 2552 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้แจ้งว่า กรณีการร้องเรียนเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนในข้อเท็จจริง และนายศุภชัยได้โต้แย้งข้อกล่าวหาของนายวิลเลียม และได้มีการดำเนินคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทและคดีแพ่ง จุฬาฯ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง
จากนั้น ก็มีข้อพิพากษาเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง จนกระทั่งในเดือนเมษายน 2555 สื่อต่างชาติ ได้นำเสนอข่าว กล่าวหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า ไม่สามารถจัดการกับกรณีของนายศุภชัยได้ โดยปล่อยให้ระยะเวลาผ่านไปหลายปีโดยไม่มีความคืบหน้า ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา ทำให้มีการนำเรื่องนี้กลับมาพิจารณาอย่างจริงจังอีกครั้ง
ก่อนที่ในวันที่ 21 มิถุนายน 2555 สภามหาวิทยาลัย จะมีมติให้เพิกถอนมติของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งอนุมัติปริญญาดุษฎีบัณฑิตให้บุคคลนั้น โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2555 เป็นต้นไป
@ ศุภชัย หล่อโลหการ รอดคดีทุจริตศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง
ขณะที่ นายศุภชัย หล่อโลหการ นั้น นอกจากจะถูกเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตแล้ว ยังต้องเผชิญการต่อสู้คดีอาญา โดยถูกศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ในคดีกล่าวหานำผลงานวิจัยของผู้กล่าวหาไปพิมพ์จำหน่ายในนามของตนโดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้งบประมาณของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จัดจ้างผู้รับจ้างทำการวิจัยเพื่อนำไปคัดลอกเป็นวิทยานิพนธ์ของตน ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2563 และเป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลางเอง โดยไม่ผ่านอัยการสูงสุด (อสส.) ตั้งแต่ช่วงปี 2562
ก่อนที่ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2564 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาแก้ให้ยกฟ้อง นายศุภชัย หล่อโลหการ จำเลยในคดีนี้ เนื่องจากเห็นว่าในขณะที่กระทำความผิด สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ยังมิได้จัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคล และจำเลยเป็นเพียงลูกจ้างภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มิใช่เป็นพนักงานตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามคำฟ้องแต่อย่างใด
*********************
ทั้งหมดนี้ นับเป็นอีกหนึ่งข้อมูลสำคัญ เกี่ยวกับปัญหาคัดลอกวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก ทั้งในส่วนของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ธรรมศาสตร์ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และควรต้องบันทึกไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับคนรุ่นหลัง ไม่ให้เดินย้ำซ้ำรอยเกิดขึ้นอีก
ทั้งในปัจจุบันและอนาคตสืบไป




