"...การจัดซื้อวัสดุฝึกอบรมจากผู้ประกอบการในครั้งนี้ มีการจัดซื้อจากแต่ละร้านค้าด้วยยอดเงินสูงถึงหลัก 10 ล้านบาท และบางรายการสูงกว่า 200 ล้านบาท อีกทั้งในการจัดซื้อแต่ละรายการมีจำนวนมาก แต่พบว่ามีการจัดซื้อผ่านคนกลาง โดยไม่มีการจัดซื้อจากผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตโดยตรง หรือจากตัวแทนจำหน่ายโดยตรง ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560..."
ประเด็นตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก!!
กรณีโครงการวิจัยและพัฒนาการสร้างอาชีพสร้างรายได้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากจากผลกระทบการระบาดโรคโควิด -19 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ของมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2565 จำนวน 407,934,400 บาท ถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สอบพบข้อบกพร่องในการดำเนินงานเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง และได้ทำหนังสือแจ้งรายงานผลการตรวจสอบไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อขอให้ดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคามที่เกี่ยวข้องจำนวน 12 ราย และให้มีการชดใช้ค่าเสียหายแก่มหาวิทยาลัยฯ เป็นจำนวนเงิน 280,706,723 บาท
เกี่ยวกับการเปิดเผยรายงานผลการตรวจสอบการดำเนินงานโครงการในส่วนของหน่วยตรวจสอบภายใน มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ที่ได้เข้าตรวจสอบการดำเนินงานโครงการฯ และมีการสรุปผลการตรวจสอบเสนอให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยฯ ด้วย นั้น
ในตอนที่แล้ว สำนักข่าว Next News นำข้อมูลผลการตรวจสอบส่วนแรกที่พบปัญหาขั้นตอนการปฏิบัติงานและการเบิกจ่ายเงินหลายประการ มานำเสนอไปแล้ว

ภาพประกอบรายงาน
ต่อไปนี้ เป็นผลการตรวจสอบในส่วนที่เหลือ ซึ่งมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าในโครงการฯ พบว่ามีการจัดซื้อผ่านคนกลาง โดยไม่มีการจัดซื้อจากผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตโดยตรง หรือจากตัวแทนจำหน่ายโดยตรง ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รวมถึงหลักฐานการเบิกจ่ายเงินของโครงการฯ ที่อาจมีการปลอมแปลงเอกสารใบส่งของเกิดขึ้น
ปรากฏรายละเอียดดังต่อไปนี้
@ จัดซื้อผ่านคนกลาง โดยไม่มีการจัดซื้อจากผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตโดยตรง
1. การจัดซื้อวัสดุฝึกอบรมจากผู้ประกอบการในครั้งนี้ มีการจัดซื้อจากแต่ละร้านค้าด้วยยอดเงินสูงถึงหลัก 10 ล้านบาท และบางรายการสูงกว่า 200 ล้านบาท อีกทั้งในการจัดซื้อแต่ละรายการมีจำนวนมาก แต่พบว่ามีการจัดซื้อผ่านคนกลาง โดยไม่มีการจัดซื้อจากผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตโดยตรง หรือจากตัวแทนจำหน่ายโดยตรง ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
มาตรา 6 กำหนดให้การปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้เงินงบประมาณของรัฐ ต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความคุ้มค่าต่อภารกิจของภาครัฐ และป้องกันปัญหาการทุจริต
มาตรา 8 กำหนดหลักการจัดซื้อพัสดุว่าต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่หน่วยงานของรัฐ โดยต้องสอดคล้องกับหลักการ ได้แก่ ความคุ้มค่า ความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และสามารถตรวจสอบได้
การดำเนินการดังกล่าวจึงอาจส่งผลให้การใช้เงินงบประมาณไม่คุ้มค่า และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานผู้เบิกจ่ายได้
@ หลักฐานการเบิกจ่ายโครงการฯ อาจมีการปลอมแปลงเอกสาร
2. หลักฐานการเบิกจ่ายของโครงการฯ อาจมีการปลอมแปลงเอกสารใบส่งของของ สหกรณ์การเกษตรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโกสุมพิสัย จำกัด
โดยมีข้อสังเกตดังนี้
2.1 ใบส่งของบางฉบับ ด้านหลังเป็นกระดาษทำการที่ใช้แล้วของกลุ่มงานการเงิน กองคลัง สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ปรากฏตามฎีกาเลขที่ 1226 ตั้งเบิกให้กับสหกรณ์ฯ ตามใบส่งของเล่มที่ 2 เลขที่ 62-1 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2565 จำนวนเงิน 62,000 บาท
2.2 ประธานสหกรณ์ฯ ยืนยันว่า ลายมือชื่อ “นายวีระยุทธ ไชโยราช” ในช่องผู้ส่งของ และลายมือชื่อผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงิน ไม่ใช่ลายมือชื่อของนาง ต. เจ้าหน้าที่บัญชีและการเงินของสหกรณ์ฯ ตามหนังสือที่ สกก 10/2567 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 เรื่อง ขอยืนยันเอกสารหลักฐาน
2.3 พบเลขที่ใบส่งของซ้ำซ้อน จำนวน 191 หมายเลข และรายละเอียดในใบเสร็จรับเงินไม่ตรงกับใบส่งของ จำนวน 14 ฉบับ
2.4 มีการแก้ไขใบส่งของโดยผู้ออกใบส่งของไม่ลงลายมือชื่อกำกับ ทั้งที่หลักการแก้ไขเอกสารสำคัญต้องขีดฆ่าแล้วเขียนใหม่ พร้อมลงลายมือชื่อผู้แก้ไขกำกับ
2.5 ใบส่งของเล่มเดียวกัน เลขที่เดียวกัน แต่ลงวันที่ต่างกัน และมีการแก้ไขโดยการเขียนทับ ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักการแก้ไขเอกสารสำคัญ
2.6 ใบส่งของบางฉบับมี 2 หน้า แต่ใช้เล่มและเลขที่ต่างกัน เช่น หน้า 1 ใช้เล่มที่ 2 เลขที่ 118 ส่วนหน้า 2 ใช้เล่มที่ 1 เลขที่ 119
2.7 ใบเสร็จรับเงินบางฉบับระบุรายละเอียดการรับเงินไม่ครบถ้วน และไม่สอดคล้องกับใบส่งของ เช่น มหาวิทยาลัยจ่ายเงินตามใบส่งของเลขที่ 2/118 และ 1/119 แต่ใบเสร็จรับเงินระบุว่า “ได้รับเงินตามใบส่งของเล่มที่ 1/118” เป็นต้น
2.8 ใบส่งของฉบับเดียวกันลงวันที่ต่างกัน เช่น หน้า 1 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2565 หน้า 2 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2565 (ฎีกา ฏ908)
2.9 ใบส่งของเป็นของสหกรณ์ฯ แต่พบว่าในฉบับที่พิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ ระบุชื่อผู้ส่งสินค้าเป็นของ หจก.บุญทวีการเกษตร ต่อมามีการขีดทับและแก้ไขด้วยปากกา โดยไม่ลงลายมือชื่อกำกับ เปลี่ยนจากชื่อเดิมเป็น “นายวีรยุทธ ไชโยราช” ซึ่งเป็นผู้ส่งสินค้าที่ถูกต้องของสหกรณ์ฯ จำนวน 19 ฉบับ
2.10 ใบส่งของเป็นของสหกรณ์การเกษตรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโกสุมพิสัย จำกัด แต่พบว่า ในใบส่งของฉบับพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์นั้น ชื่อผู้ส่งของเป็นชื่อของผู้ส่งของ บริษัท ร่ำซำ จำกัด หลังจากนั้นพบว่า มีการแก้ไขชื่อผู้ส่งสินค้าโดยการขีดทับแล้วเขียนด้วยปากกา และไม่ลงลายมือชื่อกำกับ จากนาย ส. เป็น นายวีรยุทธ ไชโยราช ซึ่งเป็นผู้ส่งสินค้าที่ถูกต้องของสหกรณ์การเกษตรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโกสุมพิสัย จำกัด จำนวน 1 ฉบับ ได้แก่ ฏ928
3. การเบิกค่าเดินทางวิทยากรไม่สอดคล้องกับหนังสือเชิญ ซึ่งหนังสือเชิญวิทยากรให้ดำเนินกิจกรรมที่ 1.4.2 นำเสนอกลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมในการวิพากษ์หลักสูตร จำนวน 4 หลักสูตร ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่เบิกค่าเดินทางไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งไม่มีหนังสือเชิญไปเป็นวิทยากรที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แก่ ฏ2468
4. แบบฟอร์มใบส่งของ “สหกรณ์การเกษตรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโกสุมพิสัย จำกัด” “ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญทวีการเกษตร” และ “บริษัท ร่ำซำ จำกัด” มีลักษณะเหมือนกัน
5. คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ มีการมอบหมายให้ผู้ที่ไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจรับพัสดุ ปฏิบัติหน้าที่ตรวจรับพัสดุแทน
6. สถาบันวิจัยและพัฒนา โดยนาย ส. ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา ได้ทำสัญญาซื้อขายกับสหกรณ์การเกษตรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโกสุมพิสัย จำกัด จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่
6.1 ฉบับที่ 1 สัญญาเลขที่ 002/2565 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2565 จำนวนเงิน 47,057,033 บาท โดยจัดส่งสินค้าภายในวันที่ 29 มิถุนายน 2565
6.2 ฉบับที่ 2 สัญญาเลขที่ 4/2565 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2565 จำนวนเงิน 232,513,590 บาท โดยจัดส่งสินค้าภายในวันที่ 4 สิงหาคม 2565
ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ได้จัดทำหนังสือขอยกเลิกสัญญาซื้อขายย้อนหลัง ปรากฏตามหนังสือที่ อว.10619.07/5412 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 เรื่อง ขอยกเลิกสัญญาซื้อขาย
@ ความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบ
จากข้อตรวจพบการดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาการสร้างอาชีพสร้างรายได้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากจากผลกระทบการระบาดของโรคโควิด-19 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้
มีประเด็นสำคัญ ดังนี้
1.หนังสือขออนุมัติจัดซื้อของหน่วยรับตรวจที่เสนอมหาวิทยาลัย โดยขอใช้วิธีเฉพาะเจาะจงในการจัดซื้อวัสดุ ควรระบุเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องดำเนินการจัดซื้อไว้ด้วย เนื่องจากเป็นการจัดซื้อที่มีวงเงินงบประมาณสูง
2.อธิการบดีได้มอบอำนาจในการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างให้ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา ในวงเงินไม่เกิน 100,000,000 บาท และให้สามารถดำเนินการจัดซื้อด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงได้ ตามคำสั่งมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ที่ 2645/2565 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2565 เรื่อง มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาฯ แต่หน่วยรับตรวจมีการดำเนินการจัดซื้อวัสดุฝึกอบรมตามกิจกรรมโครงการฯ เข้าลักษณะการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง โดยลดวงเงินในการจัดซื้อวัสดุฝึกอบรมต่อครั้งให้มีจำนวนเงินไม่เกิน 500,000 บาท เพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดซื้อจากวิธีประกาศเชิญชวนเป็นวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 20
3.ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 8 ได้บัญญัติไว้ว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของหน่วยงานของรัฐต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่หน่วยงานของรัฐ และต้องสอดคล้องกับหลักการ คือ คุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และตรวจสอบได้ ซึ่งหน่วยรับตรวจได้รับจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาในคราวเดียวกัน แต่จัดซื้อแยกออกเป็นส่วน ๆ ด้วยวัสดุประเภทเดียวกัน โดยจัดซื้อจากสถานประกอบการ 3 แห่ง ที่มีจำนวนซื้อหลายครั้ง ซึ่งวิธีการดังกล่าวไม่เกิดการประหยัด คุ้มค่า และสมประโยชน์ของราชการและเงินงบประมาณของประเทศ
4.หน่วยรับตรวจไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เช่น การดำเนินการขออนุมัติเบิกเงิน รายละเอียดหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงิน การเบิกค่าตอบแทนให้แก่วิทยากรและบุคลากรของมหาวิทยาลัยฯ รวมทั้งหลักฐานการจ่ายค่าตอบแทน ค่าสมนาคุณวิทยากร การเบิกจ่ายค่าเดินทางไปราชการ และการรายงานผลการดำเนินโครงการฯ
หน่วยรับตรวจไม่ถือปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ข้อ 13 กำหนดว่า ให้หน่วยรับงบประมาณที่ได้รับจัดสรรงบประมาณดังกล่าว จัดทำสรุปผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ พร้อมทั้งรายงานปัญหา อุปสรรค และแนวทางการแก้ไข เพื่อเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือผู้ที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย และแจ้งสำนักงบประมาณทราบต่อไป เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานการรายงานดังกล่าว
************
ทั้งหมดนี้ เป็นรายละเอียดในรายงานผลการตรวจสอบการดำเนินงานโครงการในส่วนของหน่วยตรวจสอบภายใน มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ที่ได้เข้าตรวจสอบการดำเนินงานโครงการฯ และมีการสรุปผลการตรวจสอบเสนอให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยฯ ไปแล้ว
แต่ยังไม่มีข้อมูลว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยฯ มีคำสั่งอย่างไร เกี่ยวกับผลการตรวจสอบของ หน่วยตรวจสอบภายใน
ส่วนข้อมูลเชิงลึกอื่นๆ สำนักข่าว Next News จะติดตามมานำเสนอต่อไป




