News Logo
หน้าแรก
ฉบับเต็ม! มติป.ป.ช.ชี้มูล'สฤษฏ์พงษ์' คดีที่ดินป่าสงวนรัฐเสียหาย 277 ล.

ฉบับเต็ม! มติป.ป.ช.ชี้มูล'สฤษฏ์พงษ์' คดีที่ดินป่าสงวนรัฐเสียหาย 277 ล.

6 ก.พ. 2569 13:22
ผู้ชม 268 คน

"...การกระทำของ นายสฤษฏ์พงษ์ เป็นการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินสิ่งแวดล้อม และเป็นการแสวงหาประโยชน์จากที่ดินที่เป็นสาธารณะประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ซึ่งมีลักษณะเป็นความผิดร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคิดคำนวณจากราคาประเมินที่ดินตามบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมธนารักษ์ จำนวน 277,914,000 บาท..."

กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ชี้มูล นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย กระทำการฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 โดยมีสาเหตุมาจากการครอบครองที่ดินในพื้นที่ป่าสงวน ขั้นตอนต่อไป สำนักงาน ป.ป.ช. จะเสนอเรื่องการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงนี้ต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 นั้น

สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า นอกจากการชี้มูลความผิดทางจริยธรรมแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังเห็นชอบส่งเรื่องให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง ตรวจสอบเรื่องการแจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ นายสฤษฏ์พงษ์ ด้วย เนื่องจากในการไต่สวนข้อเท็จจริง พบว่า นายสฤษฏ์พงษ์ ได้ถือครองที่ดินภบท. 5 จำนวน 578-3-95 ไร่ แต่ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีเข้ารับตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราฎร (สส.) ได้ยื่นแสดงว่าตนเองและคู่สมรสถือครองที่ดินดังกล่าวจำนวนรวม 200 ไร่ แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ขณะที่การไต่สวนข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า นายสฤษฏ์พงษ์ ยังคงครอบครองที่ดินดังกล่าวอยู่ แต่ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 และกรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. สมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 นายสฤษฏ์พงษ์ ไม่ได้แสดงรายการที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฉบับเต็ม ชี้มูลความผิด นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง คดีจริยธรรมการครอบครองที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนเขา และการส่งเรื่องให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง ดำเนินการกับนายสฤษฏ์พงษ์ กรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ข้างต้น

@ จุดเริ่มต้น

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นมาจาก นายสฤษฏ์พงษ์ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 ได้แสดงรายการทรัพย์สินเป็นที่ดิน ภ.บ.ท. 5 บริเวณพื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยยูง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ในส่วนของตนเอง จำนวน 100 ไร่ และในส่วนของนางเยาวดี เกี่ยวข้อง คู่สมรส จำนวน 100 ไร่

แต่ปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าว ตั้งอยู่ในเขตป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่ดินของของรัฐ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ 2484 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 1,069 ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2527

ต่อมาหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ตำบลห้วยยูง กิ่งอำเภอเหนือคลอง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัตกระบี่ ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2537 โดยมีผลผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2537 และถือว่าเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งในการดำเนินงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ปิดประกาศให้เกษตรกรผู้ถือครองที่ดินและทำประโยชน์ในที่ดินยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชนในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว

โดยที่ดินดังกล่าว นายสฤษฏ์พงษ์ เข้ายึดถือ ครอบครอง และใช้ประโยชน์ที่ดินโดยการปลูกตันปาล์มน้ำมันและเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมัน โดยไม่ปรากฏว่าได้มีการสำรวจการถือครอง และอนุญาตให้อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ หรือได้มีบุคคลใดเข้าแสดงตนยื่นคำร้องขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว

ทั้งที่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ปิดประกาศให้เกษตรกรผู้ถือครองที่ดินและทำประโยชน์ในที่ดินยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 เรื่อยมาเป็นประจำทุกปี

การกระทำของ นายสฤษฏ์พงษ์ เป็นการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินสิ่งแวดล้อม และเป็นการแสวงหาประโยชน์จากที่ดินที่เป็นสาธารณะประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ซึ่งมีลักษณะเป็นความผิดร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคิดคำนวณจากราคาประเมินที่ดินตามบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมธนารักษ์ จำนวน 277,914,000 บาท

@ผลการไต่สวน

จากข้อเท็จจริงพยานเอกสารหลักฐาน ป.ป.ช. เห็นว่า นายสฤษฏ์พงษ์ เข้ายึดถือ ครอบครอง และใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ อยู่ในความดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกรมป่าไม้ เพื่อปลูกต้นปาล์มน้ำมันและเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมัน โดยไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดเข้าแสดงตนยื่นคำร้องขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว ทั้งที่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ปิดประกาศให้เกษตรกรผู้ถือครองที่ดินและทำประโยชนในที่ดินยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 เรื่อยมาเป็นประจำทุกปี แสดงให้เห็นว่า นายสฤษฏ์พงษ์ มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย ไม่ดำเนินการขออนุญาตใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐให้ถูกต้อง ด้วยเหตุที่ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าไม่มีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองในที่ดินของรัฐดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย

หากยื่นขออนุญาตต่อสำนักงานการปฏิปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้วจะทำให้ต้องสูญเสียการใช้ประโยชนในที่ดินดังกล่าว เนื่องจากไม่ใช่ผู้มีคุณสมบัติหรืออยู่ในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะมีสิทธิ์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวได้

ประกอบกับได้เข้าแสดงตนเป็นผู้ครอบครองที่ดินและขอยื่นชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5 ) ประจำปี พ.ศ.2548, 2549 -2552 และประจำปี พ.ศ.2553-2556 กับองค์การบริหารส่วนตำบลหัวยูง ในที่ดินจำนวนหนึ่ง ส่วนที่ดินอีกจำนวนหนึ่งได้อาศัยชื่อของ นางเยาวดี เกี่ยวข้อง คู่สมรส และนาง อ. มารดาของคู่สมรส เป็นผู้ครอบครองที่ดิน

นอกจากนี้ภายหลังได้รับเลือกตั้งจากประชาชนให้เข้ารับหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเข้าปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 แล้ว ในฐานะผู้แทนของประชาชนต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากความขัดกันแห่งผลประโยชน์ และต้องประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องเป็นแบบอย่างที่ดี อยู่ในกรอบของจริยธรรมในการดำรงตน เคารพ ยึดถือ และปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ซึ่งบัญญัติออกมาเพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์ของประชาชน หรือประโยชน์ของรัฐ มากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง

นายสฤษฏ์พงษ์ ก็ได้กล่าวปฏิญาณตนแล้ว แต่ยังคงถือครองที่ดินและใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐดังกล่าวเรื่อยมา โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์สาธาธารณะ

อีกทั้งการ กระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ของของรัฐ หรือของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่มีเจตนารมณ์เพื่อนำที่ดินไปจัดสรรให้กับเกษตรกรที่ยากจนไม่มีที่ดินทำกิน และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศที่ถูกบุกรุกทำลายเป็นจำนจำนวนมาก เป็นพื้นพื้นที่ 578-3-95 ไร่ คำนวณค่าเสียหายเป็นตัวเงินจำนวน 277,914,000 บาท

พฤติการณ์การการกระทำดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แหนราษฎรที่กำหนดไว้ว่า ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และต้องไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งและถือว่ามีลักษณะร้ายแรง

@ มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.

เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นชอบตามสำนวนการไต่สวน และมีมติเอกฉันท์ เห็นว่า การกระทำของนายสฤษฏ์พงษ์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยึดถือครอบครอง และใช้ประโยชนในที่ดินของรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นการกระทำที่นำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 8 และข้อ 17ประกอบข้อ 27 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง

เห็นควรเสนอเรื่องต่อศาลฎีกา ตามบทบัญญัติมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เพื่อวินิจฉัยกรณีนายสฤษฏ์พงษ์ ในฐานความผิดกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธธรรมอย่างร้ายแรงตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 17 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ต่อไป

นอกจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังเห็นชอบส่งเรื่องให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง ตรวจสอบเรื่องการแจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ นายสฤษฏ์พงษ์ ด้วย เนื่องจากในการไต่สวนข้อเท็จจริง พบว่า นายสฤษฏ์พงษ์ ได้ถือครองที่ดินภบท. 5 จำนวน 578-3-95 ไร่ แต่ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีเข้ารับตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราฎร (สส.) ได้ยื่นแสดงว่าตนเองและคู่สมรสถือครองที่ดินดังกล่าวจำนวนรวม 200 ไร่

ขณะที่การไต่สวนข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า นายสฤษฏ์พงษ์ ยังคงครอบครองที่ดินดังกล่าวอยู่ แต่ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 และกรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. สมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 นายสฤษฏ์พงษ์ ไม่ได้แสดงรายการที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเห็นควรส่งเรื่องให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง ดำเนินการกับนายสฤษฏ์พงษ์ กรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 114 ต่อไปด้วย

**********************************

อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับคดีนี้ สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังคงถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

บทสรุปผลคดีในชั้นศาลจะเป็นอย่างไร ยังต้องติดตามต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ถือครองที่ดินป่าสงวน
สฤษฏ์พงษ์เกี่ยวข้อง
นักการเมือง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โชว์งบฯปีล่าสุด บ.ปิโตรเลียมไทย‘พิพัฒน์’รายได้ 1.7 แสนล. กำไร 110 ล.
โชว์งบฯปีล่าสุด บ.ปิโตรเลียมไทย‘พิพัฒน์’รายได้ 1.7 แสนล. กำไร 110 ล.