News Logo
หน้าแรก
คดีอุทาหรณ์ตำรวจเปิดตู้เซฟฉกเงินล่อซื้อยาเสพติด 10 ล้าน คุก 4 ปี

คดีอุทาหรณ์ตำรวจเปิดตู้เซฟฉกเงินล่อซื้อยาเสพติด 10 ล้าน คุก 4 ปี

28 ต.ค. 2569 15:01
ผู้ชม 59 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

เปิดคดีอุทาหรณ์ตำรวจเฝ้าทรัพย์สินราชการ กลับกลายเป็นผู้ลักทรัพย์เสียเอง! เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดหน่วยปราบปรามยาเสพติด อาศัยโอกาสเข้าเวรยาม ลักลอบเปิดตู้เซฟฉกเงิน 10 ล้านบาท ซึ่งเตรียมไว้ใช้ล่อซื้อยาเสพติด ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 5 ชี้พฤติการณ์ร้ายแรง ไม่ชดใช้หรือบรรเทาความเสียหาย พิพากษาจำคุก 8 ปี รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือ 4 ปี

สำนักข่าว Next News รายงานว่า ในฐานข้อมูลปราบปรามคดีทุจริตสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท) ในช่วง 2568 มีข้อมูลผลคดีทุจริตสำคัญที่เกิดขึ้นภายในหน่วยงานตำรวจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับความไว้วางใจให้ดูแลรักษาทรัพย์สินของทางราชการ แต่กลับอาศัยโอกาสจากหน้าที่ของตนเองนำทรัพย์สินดังกล่าวไปโดยทุจริต มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2553 ผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ป.ป.ท.สงวนชื่อ-นามสกุล) ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เวรยามประจำกองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด

ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารคดี ตำรวจนายดังกล่าวมีหน้าที่รักษาสถานที่และดูแลสิ่งของของทางราชการ รวมถึงรับส่งวิทยุประจำหน่วย ปฏิบัติงานธุรการ และปฏิบัติงานอื่นตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

แต่แทนที่จะปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินของทางราชการให้ปลอดภัย กลับอาศัยโอกาสจากการเข้าเวรยามลักลอบเปิดตู้เซฟภายในหน่วยงาน ก่อนนำเงินจำนวน 10,000,000 บาท หรือ 10 ล้านบาท ซึ่งเก็บรักษาไว้ภายในตู้เซฟไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต

ประเด็นสำคัญอยู่ที่เงินจำนวน 10 ล้านบาทดังกล่าว ไม่ใช่เงินทั่วไป แต่เป็นเงินที่กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 ยืมมาเพื่อใช้ในการล่อซื้อยาเสพติด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติภารกิจปราบปรามอาชญากรรมยาเสพติด

การกระทำดังกล่าวจึงส่งผลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 10 ล้านบาท

@ ศาลชี้พฤติการณ์ร้ายแรง ไม่ชดใช้เงินแม้แต่บาทเดียวตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

ต่อมาคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5

ศาลฯ พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) เนื่องจากการกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายเป็นเงินจำนวนสูงถึง 10 ล้านบาท

ที่สำคัญ ศาลยังพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยไม่ได้ชดใช้เงินหรือพยายามบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

พฤติการณ์ดังกล่าวนับว่ามีความร้ายแรง ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 8 ปี

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ศาลจึงเห็นว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78

คงเหลือโทษจำคุก 4 ปี

@ จากผู้รักษาทรัพย์สิน กลายเป็นผู้ลักทรัพย์เสียเอง

สิ่งที่ทำให้คดีนี้น่าสนใจ ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนเงินที่ถูกนำไปถึง 10 ล้านบาทเท่านั้น แต่อยู่ที่สถานะและหน้าที่ของผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาทรัพย์สินของทางราชการโดยตรง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง บุคคลที่มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินสูญหาย กลับเป็นผู้ใช้โอกาสจากหน้าที่ของตนเองนำทรัพย์สินดังกล่าวไปเสียเอง

ยิ่งไปกว่านั้น เงินที่ถูกนำไปยังเป็นเงินสำหรับใช้ปฏิบัติภารกิจล่อซื้อยาเสพติด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายและการปราบปรามอาชญากรรม

คดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของระบบควบคุมภายในหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการเก็บรักษาเงินสดจำนวนมาก การกำหนดผู้มีอำนาจเข้าถึงตู้เซฟ และการตรวจสอบทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่

เพราะหากระบบควบคุมและตรวจสอบไม่รัดกุม ความเสียหายอาจไม่ได้เกิดจากบุคคลภายนอก แต่เกิดจากเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานเอง

@ บทเรียนข้าราชการ อย่าคิดว่าไม่มีใครเห็นแล้วจะทำอะไรก็ได้

คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับว่า การได้รับมอบหมายให้ดูแลทรัพย์สินของทางราชการ ไม่ได้หมายความว่ามีสิทธินำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว

แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่เข้าถึงสถานที่หรือทรัพย์สินนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่หากอาศัยโอกาสจากตำแหน่งหน้าที่กระทำการโดยทุจริต ก็อาจต้องรับผิดทางอาญา

โดยเฉพาะกรณีนี้ ศาลให้ความสำคัญกับมูลค่าความเสียหายจำนวน 10 ล้านบาท รวมถึงการที่จำเลยไม่ได้ชดใช้หรือพยายามบรรเทาความเสียหาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ศาลเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง

ท้ายที่สุด คดีตำรวจขโมยเงินในตู้เซฟ 10 ล้านบาท จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเงินราชการที่สูญหาย แต่เป็นบทเรียนเรื่องความไว้วางใจและความซื่อสัตย์ของผู้ใช้อำนาจรัฐ

เพราะเมื่อคนที่มีหน้าที่รักษากฎหมาย กลับเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง ความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเงิน แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานของรัฐด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง
คดีทุจริต
ตำรวจเปิดตู้เซฟฉกเงินล่อซื้อยาเสพติด
คุก 4 ปี

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เป็นข่าวดี! 'อลงกต' เผย หลัง ป.ป.ช. พลิกมติคดีเขื่อนแม่น้ำมูลพัง
เป็นข่าวดี! 'อลงกต' เผย หลัง ป.ป.ช. พลิกมติคดีเขื่อนแม่น้ำมูลพัง