เปิดคดีอุทาหรณ์ตำรวจเฝ้าทรัพย์สินราชการ กลับกลายเป็นผู้ลักทรัพย์เสียเอง! เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดหน่วยปราบปรามยาเสพติด อาศัยโอกาสเข้าเวรยาม ลักลอบเปิดตู้เซฟฉกเงิน 10 ล้านบาท ซึ่งเตรียมไว้ใช้ล่อซื้อยาเสพติด ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 5 ชี้พฤติการณ์ร้ายแรง ไม่ชดใช้หรือบรรเทาความเสียหาย พิพากษาจำคุก 8 ปี รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือ 4 ปี
สำนักข่าว Next News รายงานว่า ในฐานข้อมูลปราบปรามคดีทุจริตสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท) ในช่วง 2568 มีข้อมูลผลคดีทุจริตสำคัญที่เกิดขึ้นภายในหน่วยงานตำรวจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับความไว้วางใจให้ดูแลรักษาทรัพย์สินของทางราชการ แต่กลับอาศัยโอกาสจากหน้าที่ของตนเองนำทรัพย์สินดังกล่าวไปโดยทุจริต มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2553 ผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ป.ป.ท.สงวนชื่อ-นามสกุล) ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เวรยามประจำกองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด
ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารคดี ตำรวจนายดังกล่าวมีหน้าที่รักษาสถานที่และดูแลสิ่งของของทางราชการ รวมถึงรับส่งวิทยุประจำหน่วย ปฏิบัติงานธุรการ และปฏิบัติงานอื่นตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
แต่แทนที่จะปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินของทางราชการให้ปลอดภัย กลับอาศัยโอกาสจากการเข้าเวรยามลักลอบเปิดตู้เซฟภายในหน่วยงาน ก่อนนำเงินจำนวน 10,000,000 บาท หรือ 10 ล้านบาท ซึ่งเก็บรักษาไว้ภายในตู้เซฟไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต
ประเด็นสำคัญอยู่ที่เงินจำนวน 10 ล้านบาทดังกล่าว ไม่ใช่เงินทั่วไป แต่เป็นเงินที่กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 ยืมมาเพื่อใช้ในการล่อซื้อยาเสพติด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติภารกิจปราบปรามอาชญากรรมยาเสพติด
การกระทำดังกล่าวจึงส่งผลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 10 ล้านบาท
@ ศาลชี้พฤติการณ์ร้ายแรง ไม่ชดใช้เงินแม้แต่บาทเดียวตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ
ต่อมาคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5
ศาลฯ พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) เนื่องจากการกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายเป็นเงินจำนวนสูงถึง 10 ล้านบาท
ที่สำคัญ ศาลยังพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยไม่ได้ชดใช้เงินหรือพยายามบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
พฤติการณ์ดังกล่าวนับว่ามีความร้ายแรง ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 8 ปี
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ศาลจึงเห็นว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
คงเหลือโทษจำคุก 4 ปี
@ จากผู้รักษาทรัพย์สิน กลายเป็นผู้ลักทรัพย์เสียเอง
สิ่งที่ทำให้คดีนี้น่าสนใจ ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนเงินที่ถูกนำไปถึง 10 ล้านบาทเท่านั้น แต่อยู่ที่สถานะและหน้าที่ของผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาทรัพย์สินของทางราชการโดยตรง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง บุคคลที่มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินสูญหาย กลับเป็นผู้ใช้โอกาสจากหน้าที่ของตนเองนำทรัพย์สินดังกล่าวไปเสียเอง
ยิ่งไปกว่านั้น เงินที่ถูกนำไปยังเป็นเงินสำหรับใช้ปฏิบัติภารกิจล่อซื้อยาเสพติด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายและการปราบปรามอาชญากรรม
คดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของระบบควบคุมภายในหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการเก็บรักษาเงินสดจำนวนมาก การกำหนดผู้มีอำนาจเข้าถึงตู้เซฟ และการตรวจสอบทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่
เพราะหากระบบควบคุมและตรวจสอบไม่รัดกุม ความเสียหายอาจไม่ได้เกิดจากบุคคลภายนอก แต่เกิดจากเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานเอง
@ บทเรียนข้าราชการ อย่าคิดว่าไม่มีใครเห็นแล้วจะทำอะไรก็ได้
คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับว่า การได้รับมอบหมายให้ดูแลทรัพย์สินของทางราชการ ไม่ได้หมายความว่ามีสิทธินำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่เข้าถึงสถานที่หรือทรัพย์สินนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่หากอาศัยโอกาสจากตำแหน่งหน้าที่กระทำการโดยทุจริต ก็อาจต้องรับผิดทางอาญา
โดยเฉพาะกรณีนี้ ศาลให้ความสำคัญกับมูลค่าความเสียหายจำนวน 10 ล้านบาท รวมถึงการที่จำเลยไม่ได้ชดใช้หรือพยายามบรรเทาความเสียหาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ศาลเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง
ท้ายที่สุด คดีตำรวจขโมยเงินในตู้เซฟ 10 ล้านบาท จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเงินราชการที่สูญหาย แต่เป็นบทเรียนเรื่องความไว้วางใจและความซื่อสัตย์ของผู้ใช้อำนาจรัฐ
เพราะเมื่อคนที่มีหน้าที่รักษากฎหมาย กลับเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง ความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเงิน แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานของรัฐด้วย




