"...หัวใจของคดีไม่ได้อยู่เพียงการนำ “ราคาประเมินราชการ” มาเปรียบเทียบกับ “ราคาซื้อจริง” เท่านั้น แต่ ป.ป.ช.มุ่งตรวจสอบ กระบวนการพิจารณาราคาก่อนที่รัฐจะตัดสินใจจ่ายเงิน 10 ล้านบาท...เจ้าหน้าที่พัสดุ ไม่ได้สืบหาราคาซื้อขายของที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงบริเวณที่จะซื้อครั้งหลังสุด ...รวมทั้งไม่ได้ตรวจสอบเปรียบเทียบว่าราคาที่เสนอขายนั้นเป็น ราคาซื้อขายในท้องตลาดที่แท้จริงหรือไม่..."
ชื่อของ นายกิจ หลีกภัย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตรัง เป็นพี่ชายนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง
หลังเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักข่าว Next News ได้รับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 มีคำพิพากษาคดีจัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาก่อสร้าง ท่าเทียบเรือบ้านนาเกลือ หรือ “ท่าเรือตรัง” ตำบลนาเกลือ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีการจัดซื้อในราคาสูงเกินจริง
ในคดีหมายเลขดำที่ อท 78,84/2568 มีนางปริปัญญา เอียดแก้ว หรือนางสดใส แซ่อั้ง เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 6 คน โดยนายกิจ หลีกภัย เป็นจำเลยที่ 6
ศาลฯ พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ลงโทษจำคุกคนละ 5 ปี ไม่รอการลงโทษ พร้อมสั่ง ริบเงิน 5,713,050 บาท หรือให้จำเลยร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินจำนวนดังกล่าว
ส่งผลให้นายกิจ หลีกภัย อดีตนายก อบจ.ตรัง ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 5 ปีโดยไม่รอลงอาญา
ขณะที่ นางปริปัญญา เอียดแก้ว หรือนางสดใส แซ่อั้ง จำเลยที่ 1 ศาลพิพากษายกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 5 ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว
อย่างไรก็ดี คดีนี้ ยังไม่สิ้นสุด จำเลยยังมีสิทธิ์ ต่อสู้คดีในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก

แต่กว่าจะมาถึงบทสรุปผลคำพิพากษาครั้งนี้ คดีซื้อที่ดินท่าเรือตรังมีเส้นทางยาวนาน และมีตัวเลขสำคัญหลายชุด โดยเฉพาะการจัดซื้อที่ดินที่เกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง ซึ่งผลการไต่สวนของ ป.ป.ช. แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
จุดเริ่มต้น “ท่าเรือตรัง”
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง เปิดเผยผลการไต่สวนกรณีร้องเรียนกล่าวหา นายกิจ หลีกภัย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ตรัง กับพวกรวม 13 ราย กรณีจัดซื้อที่ดินสำหรับก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านนาเกลือในราคาสูงเกินจริง
ผลการไต่สวนพบว่า การจัดซื้อที่ดินสำหรับโครงการแห่งนี้เกิดขึ้น 2 ครั้ง
และจุดสำคัญคือ การซื้อทั้ง 2 ครั้งไม่ได้จบลงด้วยผลทางคดีเหมือนกัน

นายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำ จ.ตรัง และนายยุทธนา วิมลเมือง หัวหน้ากลุ่มงานป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำ จ.ตรัง ในขณะนั้น เปิดแถลงข่าวผลคดี
ซื้อรอบแรก 25 ล้าน – 75 ไร่
การจัดซื้อครั้งแรก นายกิจ หลีกภัย ในฐานะนายก อบจ.ตรัง ขออนุมัติต่อสภา อบจ.ตรัง เพื่อจ่ายขาดเงินสะสมจำนวน 25,000,000 บาท สำหรับซื้อที่ดินก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านนาเกลือ
นายกิจชี้แจงต่อสภา อบจ.ตรังว่า จะซื้อที่ดินจาก นายปรีชา เศรษฐวรพันธุ์ รวมเนื้อที่ประมาณ 75 ไร่ และได้เจรจาต่อรองราคากันแล้วที่ประมาณ ไร่ละ 330,000 บาท
สภา อบจ.ตรัง จึงอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมประจำปีงบประมาณ 2549 จำนวน 25 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการไต่สวน ป.ป.ช.เห็นว่า สำหรับการจัดซื้อครั้งแรก ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา จึงให้ ข้อกล่าวหาทางอาญาตกไป
รอบสอง ตั้งงบ 10.5 ล้าน ซื้อจริง 10 ล้าน
แต่เรื่องไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น
เพราะยังมีการซื้อที่ดินเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 และการซื้อครั้งนี้เองที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของคดี
ในการจัดซื้อครั้งที่ 2 เป็นการซื้อที่ดินเพิ่มเติมเพื่อใช้สำหรับก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านนาเกลือ โดยสภา อบจ.ตรัง อนุมัติวงเงินจำนวน 10,500,000 บาท
ที่ดินเป้าหมายเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) 2 แปลง
เมื่อตรวจสอบเนื้อที่ที่นำมาจัดซื้อ ปรากฏว่ารวมกันมีเนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน 41 ตารางวา
อบจ.ตรัง ใช้วิธีจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ ประกอบด้วย นายมณี แป้นน้อย ผู้อำนวยการกองช่าง อบจ.ตรัง เป็นประธานกรรมการ นายวสันต์ เครือเพชร ผู้อำนวยการกองกิจการสภา นายโรม ไชยมล นักบริหารงานนโยบายและแผน 7 รวมถึงตัวแทนประชาคมในพื้นที่
เหตุผลสำคัญของการซื้อที่ดินเพิ่มเติมคือ ที่ดินดังกล่าวอยู่ติดต่อกับพื้นที่ที่จะใช้ก่อสร้างท่าเรือนาเกลือ และถูกมองว่าจำเป็นต่อการก่อสร้างตามแบบสำรวจของกรมเจ้าท่า รวมถึงการประกอบกิจการท่าเรือในเชิงพาณิชย์
เจ้าของที่ดินเสนอขายให้ อบจ.ตรัง ในราคา 10,201,875 บาท
จากนั้นคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษได้เจรจาต่อรอง และผู้ขายยอมลดราคาลงเหลือ 10,000,000 บาท
เปิดราคาประเมินราชการ แค่ 572,850 บาท
ตัวเลขสำคัญที่กลายเป็นหนึ่งในประเด็นของการไต่สวนอยู่ตรงนี้
ข้อมูลจากสำนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สาขากันตัง ระบุราคาประเมินที่ดินทั้ง 2 แปลง ได้แก่
แปลงแรก เนื้อที่ 6 ไร่ 6 ตารางวา มีราคาประเมิน 248,100 บาท
แปลงที่สอง เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา มีราคาประเมิน 324,750 บาท
รวมที่ดิน 13 ไร่ 2 งาน 41 ตารางวา มีราคาประเมินรวมเพียง 572,850 บาท
ขณะที่ข้อมูลจากการไต่สวนของ ป.ป.ช. ระบุว่า ราคาตามท้องตลาดประมาณ 4 ล้านบาท
แต่ราคาที่ อบจ.ตรัง อนุมัติซื้อจริงคือ 10 ล้านบาท
หากเทียบกับราคาตลาดประมาณ 4 ล้านบาทตามข้อมูลที่ ป.ป.ช.เปิดเผย ราคาซื้อจริงจึงสูงกว่าประมาณ 6 ล้านบาท
และหากนำไปเทียบกับราคาประเมินราชการ 572,850 บาท จะต่างกันประมาณ 9.427 ล้านบาท
ป.ป.ช.เจาะขั้นตอนก่อนอนุมัติซื้อ
อย่างไรก็ตาม หัวใจของคดีไม่ได้อยู่เพียงการนำ “ราคาประเมินราชการ” มาเปรียบเทียบกับ “ราคาซื้อจริง” เท่านั้น
แต่ ป.ป.ช.มุ่งตรวจสอบ กระบวนการพิจารณาราคาก่อนที่รัฐจะตัดสินใจจ่ายเงิน 10 ล้านบาท
ผลการไต่สวนระบุว่า นางปริปัญญา เอียดแก้ว หรือนางสดใส แซ่อั้ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ ไม่ได้สืบหาราคาซื้อขายของที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงบริเวณที่จะซื้อครั้งหลังสุด
ส่วนคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษก็ไม่ได้พิจารณาราคาซื้อขายที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงบริเวณดังกล่าวครั้งหลังสุด
รวมทั้งไม่ได้ตรวจสอบเปรียบเทียบว่าราคาที่เสนอขายนั้นเป็น ราคาซื้อขายในท้องตลาดที่แท้จริงหรือไม่
และไม่ได้ตรวจสอบเปรียบเทียบราคาประเมินของทางราชการว่าราคาที่ดินที่จะจัดซื้อมีความเหมาะสมเพียงใด เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ท้ายที่สุด นายกิจ หลีกภัย ในฐานะนายก อบจ.ตรัง พิจารณาอนุมัติให้ซื้อที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 10 ล้านบาท
ตรวจรับเสร็จ–อนุมัติเบิก 10 ล้าน
หลังทำสัญญาจะซื้อจะขาย มีการตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ โดยมีนางสุภมาส ศรมณี เป็นประธานกรรมการ และมีนางปริปัญญา เอียดแก้ว กับนางขวัญตา พุทธให้ ร่วมตรวจสอบที่ดิน
คณะกรรมการตรวจรับมีความเห็นว่า เนื้อที่ดินและเอกสารสิทธิมีความถูกต้องตรงกัน และเห็นควรดำเนินการทำนิติกรรมกับผู้ขายตามกฎหมายที่ดิน
เรื่องถูกเสนอให้นายกิจพิจารณา ก่อนอนุมัติให้ดำเนินการและอนุมัติเบิกจ่ายเงินให้ผู้ขายจำนวน 10 ล้านบาท
ป.ป.ช.จึงเห็นว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นเหตุให้ อบจ.ตรัง ต้องซื้อที่ดินในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงมาก

อินโฟฯ แสดงข้อมูลจัดซื้อที่ดิน
ป.ป.ช.ชี้มูล “กิจ หลีกภัย”
ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 128/2566 มีมติว่า การกระทำของ นายกิจ หลีกภัย มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151
รวมถึงมีมูลความผิดตาม มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
นอกจากนี้ ยังถูกชี้มูลตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 79
สำหรับผู้เกี่ยวข้องรายอื่น ป.ป.ช.มีมติชี้มูล นางปริปัญญา เอียดแก้ว หรือนางสดใส แซ่อั้ง นายมณี แป้นน้อย นายวสันต์ เครือเพชร และนายโรม ไชยมล ในความผิดตามมาตรา 151 และมาตรา 157 โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังถูกชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงด้วย
ส่วน นายปรีชา เศรษฐวรพันธุ์ เจ้าของที่ดิน ถูกชี้มูลความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86
ขณะที่นายประยูร ช่อเส้ง และนายอำนวย บุญฤทธิ์ ป.ป.ช.เห็นว่าข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงให้ข้อกล่าวหาตกไป
อัยการเห็นแย้งสำนวน ป.ป.ช.ฟ้องเอง -เคยโดนออกหมายจับ
หลัง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายกิจ หลีกภัย กับพวก รวม 13 ราย กรณีการจัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านนาเกลือ (ท่าเรือตรัง) ตำบลนาเกลือ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง มีราคาสูงเกินจริง และให้ส่งรายงานสำนวนไต่สวน เอกสารหลักฐาน ไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดี
แต่อัยการมีความเห็นแย้งในสำนวนไม่ฟ้องคดีให้ ป.ป.ช.จึงยื่นฟ้องคดีเอง ในช่วงแรกก่อนการพิจารณาคดีนี้ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 9 ได้อนุมัติออกหมายจับ นายกิจ หลีกภัย เนื่องจากไม่ได้เดินทางไปรายงานตัวส่งฟ้องคดีต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 9 ขณะที่จำเลยรายอื่นเดินทางมารายงานตัวกันหมด และก่อนหน้านั้น ป.ป.ช. ได้พยายามส่งหนังสือแจ้งให้ไปรายงานตัวในวันดังกล่าว ตามที่อยู่ภูมิลำเนาแต่ไม่สามารถส่งหนังสือได้ สำนักคดี ป.ป.ช. จึงขอศาลฯ อนุมัติออกหมายจับดังกล่าว
ก่อนที่ นายกิจ จะเข้ามอบตัว ต่อสู้คดีในชั้นศาลตามขั้นตอนทางกฎหมาย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 มีคำพิพากษาสั่งลงโทษจำคุก นายกิจ และพวก ตามที่สำนักข่าว Next News รายงานข่าวไปข้างต้น

ท่าเรือนาเกลือ
สำหรับโครงการท่าเรือนาเกลือ ที่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในคดี อดีตเคยถูกตั้งความคาดหวังไว้ว่าจะเป็นท่าเรือน้ำลึกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ จ.ตรัง แต่ในปัจจุบันนี้มีเพียงเรือจำนวนไม่กี่ลำและกี่เที่ยวต่อปีที่ได้เข้ามาขนส่งอยู่ที่ท่าเรือแห่งนี้ ส่งผลทำให้มีรายได้เพียงแค่ไม่กี่บาท ทำให้อบจ.ตรัง ต้องแบกรับภาระในการบำรุงรักษา และดูแลจำนวนมาก ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากความตื้นเขินของท่าเรือที่เรือขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้ามาเทียบท่าได้ ทำเลและที่ตั้งใน ต.นาเกลือ อ.กันตัง อยู่ห่างไกลและไม่เหมาะสม ประกอบกับว่าผู้บริหารที่เข้ามาดูแลท่าเรือแห่งนี้ ไม่มีความชำนาญ

นายกิจ หลีกภัย
ส่วนข้อมูลคดีความของ นายกิจ นั้น ก่อนหน้านี้ ถูกศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 9 พิพากษาลงโทษในคดีทุจริตการเช่าท่าเทียบเรือนาเกลือเพื่อใช้ประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเล ที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด โดยศาลฯ พิพากษาให้จำคุก 5 ปี และปรับ 120,000 บาท การสืบพยานของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 68,000 บาท โทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 2 ปี
ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นควรที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลดังกล่าว ในประเด็นรอการลงโทษ แต่ อัยการสูงสุด (อสส.) มีความเห็นที่จะไม่อุทธรณ์คดีนี้แล้ว เนื่องจากเห็นว่า การที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ใช้ดุลพินิจพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลย ชอบด้วยเหตุผลเหมาะสมต่อรูปคดีแล้ว ในขณะยื่นฟ้องจำเลยมีอายุถึง 89 ปี การลงโทษจำคุกแก่จำเลยย่อมไม่เป็นผลดีทั้งต่อตัวจำเลยและสังคมส่วนรวม และการที่ศาลได้พิพากษาลงโทษปรับเงินจำเลยเป็นเงินถึง 68,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่น้อย น่าจะเพียงพอให้จำเลยหลาบจำและไม่กระทำความผิดอีก และ อสส. ได้มีหนังสือแจ้งหารือมาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า อสส.มีความเห็นที่จะไม่อุทธรณ์ แต่ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เห็นพ้องด้วย และขอให้ อสส.อุทธรณ์ เพื่อให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำเลย แต่ทาง อสส. ก็ยืนยันความเห็นเดิมที่จะไม่อุทธรณ์ จึงทำให้คดีนี้ ถึงที่สุดแล้ว
นั้นคือผลคดีแรกทุจริตการเช่าท่าเทียบเรือนาเกลือ ที่บทสรุปถูกลงโทษ จำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 68,000 บาท โทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 2 ปี
ส่วนคดีที่สอง จัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาก่อสร้าง ท่าเทียบเรือบ้านนาเกลือ หรือ “ท่าเรือตรัง” แพงเกินจริง โดนโทษจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา การต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ บทลงโทษจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่
จับตาดูกันต่อไป แบบห้ามกะพริบตาโดยเด็ดขาด
อ่านรายละเอียดข่าวเกี่ยวข้อง




