"...ศาลฯ มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุก นายกฤษดา กวีญาณ จำเลยที่ 1 หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต จำเลยที่ 2 , นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ จำเลยที่ 3 คนละ 6 ปี ส่วนนายเพิ่มพงศ์ วิริยะ จำเลยที่ 4 ให้จำคุกมีกำหนด 4 ปี นอกจากนี้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ..."
สำนักข่าว Next News รายงานไปว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาตัดสินคดีกล่าวหา นายกฤษดา กวีญาณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กับพวก ประกอบไปด้วย หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต , นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ และนายเพิ่มพงศ์ วิริยะ อนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกค้าโดยมิชอบ จนเป็นเหตุให้ธนาคารได้รับความเสียหาย ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา พร้อมส่งสำนวนเอกสารหลักฐานให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
โดยศาลฯ มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุก นายกฤษดา กวีญาณ จำเลยที่ 1 หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต จำเลยที่ 2 , นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ จำเลยที่ 3 คนละ 6 ปี ส่วนนายเพิ่มพงศ์ วิริยะ จำเลยที่ 4 ให้จำคุกมีกำหนด 4 ปี นอกจากนี้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลย ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ในชั้นศาลสูงกว่านี้ได้อีก

คุกคนละ 6 ปี! อดีตปธ.แบงก์อิสลาม-พวก อนุมัติสินเชื่อมิชอบ-ชดใช้ 2 ล้าน
ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดข้อมูลผลคดีนี้ และเหตุผลที่ศาลฯ สั่งลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 3 ราย
ในฐานข้อมูลคดีทุจริตของสำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า คดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายกฤษดา กวีญาณ กับพวก ประกอบไปด้วย หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต , นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ และนายเพิ่มพงศ์ วิริยะ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567
ข้อมูลจำเลยทั้ง 4 ราย
สำหรับข้อมูลจำเลยทั้ง 4 ราย นั้น
นายกฤษดา กวีญาณ เป็นนักธุรกิจและอดีตผู้บริหารด้านการเงิน เคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายแห่ง รวมถึงประธานกรรมการบริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และผู้บริหาร กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ก่อนเข้าสู่ธุรกิจลงทุนและพัฒนาโรงแรม
หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต เป็นอดีตประธานแบงก์อิสลาม เคยเป็นอดีต CEO บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด มหาชน เป็นกรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย บริษัทหลักทรัพย์ทีทีแอนด์ทีจำกัด มหาชน และเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจและเอกชนมาแล้วหลายองค์กร ถือเป็นบุคคลที่ อยู่ในแวดวงเศรษฐกิจและ มีประสบการณ์ด้านการบริหารการเงินมากว่า 30 ปี
นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในแวดวงการเงิน อาทิ ผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ กรรมการและกรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย รวมถึงกรรมการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในอดีตได้รับการยกย่องว่ามีบทบาทฟื้นผลประกอบการธนาคารอิสลามฯ จากขาดทุนสะสม 855 ล้านบาท และผลักดันสินเชื่อ 600 ล้านบาท สนับสนุนโครงการด้านการศึกษาและการแพทย์ในจังหวัดปัตตานี รวมทั้งทำกิจกรรมช่วยเหลือเด็กกำพร้าและผู้ด้อยโอกาส จนได้รับรางวัล ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคมดีเด่น (TOKOH BERJASA) จากมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา เมื่อปี 2554
นายเพิ่มพงศ์ วิริยะ มีบทบาทใน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ในฐานะ อนุกรรมการพิจารณาสินเชื่อรายใหญ่และอนุกรรมการพิจารณาสินเชื่อ
พฤติการณ์ข้อกล่าวหา
พฤติการณ์ข้อกล่าวหา คือ อนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกค้าโดยมิชอบ จนเป็นเหตุให้ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้รับความเสียหาย
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาดังนี้
1.นายกฤษดา กวีญาณ จำเลยที่ 1 (ประธานกรรมการบริหาร) หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต จำเลยที่ 2 (กรรมการบริหาร) และนายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ จำเลยที่ 3 (กรรมการบริหารและประธานอนุกรรมการพิจารณาสินเชื่อ) มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
2.นายเพิ่มพงศ์ วิริยะ จำเลยที่ 4 (อนุกรรมการพิจารณาสินเชื่อรายใหญ่และอนุกรรมการพิจารณาสินเชื่อ) มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
-จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 6 ปี
-จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 4 ปี
ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท 120/2567 ของศาลนี้
และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม
โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี
ทั้งนี้ หากโจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ร 2547/2563 ของศาลแรงงานกลาง แล้วเป็นจำนวนเงินเท่าใด ให้นำมาหักชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีต่อโจทก์ร่วมในคดีนี้ด้วย
ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีการประชุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เห็นชอบที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

เอกสารแสดงผลคดี ป.ป.ช.
เกี่ยวกับคดีอนุมัติสินเชื่อมิชอบ ของ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย นั้น
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีการพิจารณาสำนวนการไต่สวน 2 คดี
คดีแรก
กรณีกล่าวหา นายกฤษดา กวีญาณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กับพวก อนุมัติสินเชื่อลูกค้ารายบริษัท เดอะไวท์บีช จำกัด และบริษัท เดอะ อันดามัน ไพรเวท บีช จำกัด โดยมิชอบ
ข้อกล่าวหา ที่นายกฤษดา กวีญาณ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กับพวก ถูก ป.ป.ช. สอบสวนและชี้มูลในคดีนี้ เป็นกรณีการอนุมัติและจ่ายเงินสินเชื่อให้กับกลุ่มบริษัท เดอะ อันดามัน ไพรเวท บีช จำกัด ซึ่งมีการคำนวณวงเงินรวมทั้งกลุ่มวงเงินกว่า 1,905 ล้านบาท โดยไม่มีอำนาจ และมีการให้เบิกสินเชื่อไปก่อนกว่า 430 ล้านบาท โดยไม่มีเหตุเร่งด่วน
อย่างไรก็ดี คดีนี้ในช่วงเดือน มีนาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษายกฟ้องนายกฤษดา และพวก รวม 9 ราย เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัทเดอะ อันดามัน ไพรเวท บีช จำกัด เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
คดีสอง
กรณีกล่าวหา นายกฤษดา กวีญาณ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กับพวก อนุมัติสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายบริษัท ภูเก็ตวิว คอนสตรัคชั่น จำกัด โดยขาดการวิเคราะห์ฐานะที่แท้จริงของลูกหนี้ ขาดการติดตามควบคุมให้ลูกหนี้เบิกใช้เงินตามวัตถุประสงค์ที่ขอกู้ และเอกสารการเบิกเงินกู้ขาดความน่าเชื่อถือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ตีตกข้อกล่าวหา หลังพิจารณาสำนวนไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่ากระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
ส่วนคดีอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกค้าโดยมิชอบ ที่ถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาตัดสินลงโทษ นายกฤษดา กวีญาณ จำเลยที่ 1 หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต จำเลยที่ 2 , นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ จำเลยที่ 3 คนละ 6 ปี ส่วนนายเพิ่มพงศ์ วิริยะ จำเลยที่ 4 ให้จำคุกมีกำหนด 4 ปี
มีรายละเอียดเป็นอย่างไรนั้น คงรอฟังคำชี้แจงรายละเอียดเป็นทางการจาก ป.ป.ช.อีกครั้ง




