"...หลังเกิดเหตุจำเลยได้รับโทษวินัยโดยถูกปลดออกจากตำแหน่งหน้าที่ ถือเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิต ปัจจุบันประกอบอาชีพในตำแหน่งพนักงานทำความสะอาด คงได้รับความเดือดร้อนและอับอายต่อบุคคลใกล้ชิดและเพื่อนบ้านอยู่บ้าง..."
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ผลคดีกล่าวหา นางเดือนเพ็ญ พะระบาล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนักบริหารงานทั่วไป ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าแผนกบริหารงานทั่วไป สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ปลอมเอกสารการจัดซื้อหม้อแปลงไฟฟ้ากับบริษัทเอกชนโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานโดยมิชอบ ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา พร้อมส่งสำนวนเอกสารหลักฐานให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มีคำพิพากษาตัดสินว่า นางเดือนเพ็ญ พะระบาล มีความผิดตามกฎหมาย ให้ลงโทษจำคุก 264 เดือน ปรับ 440,000 บาท หลังรับสารภาพ ได้ลดโทษ กรณีความผิดกระทงที่หนักสุด มีอัตราโทษจำคุก จำเลย 20 ปี แต่ให้รอลงอาญาโทษจำคุกไว้ 2 ปี
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ได้พิจารณาแล้วมีมติขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุด (อสส.) อุทธรณ์คำพิพากษากรณีรอการลงโทษจำเลย

ภาพประกอบรายงาน
คุก 264 ด.! รอลงอาญา อดีตจนท.กฟภ.อุดรฯ ปลอมเอกสารซื้อหม้อแปลงไฟฟ้า
ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดข้อมูลผลคดีนี้ และเหตุผลที่ศาลฯ ให้รอลงอาญาโทษจำคุกสูงถึง 264 เดือน
คดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูล นางเดือนเพ็ญ พระยาบาล เป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 ตามความผิดทางอาญา มาตรา 264 , 268 ประกอบ มาตรา 264 และ91, ตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. มาตรา 172 ประกอบ ป.อ. มาตรา 91 , ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ประกอบ ป.อ. มาตรา 91
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มีคำพิพากษาตัดสินคดีนี้ว่า นางเดือนเพ็ญ พระยาบาล จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 วรรคแรก, วรรคสอง พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172
การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ละกรรมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 45 กรรม วางโทษจำคุกกรรมละ 1 ปี และปรับกรรมละ 20,000 บาท
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กรรมละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุกกรรมละ 6 เดือน และปรับกรรมละ 10,000 บาท รวมจำคุก 22 เดือน และปรับ 450,000 บาท
กรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกจำเลย 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2)
พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติจังหวัดขอนแก่นแล้ว เห็นว่า สาเหตุแห่งการกระทำความผิดเกิดจากการที่จำเลยขาดจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ยึดถือประโยชน์ส่วนตนมากกว่าความถูกต้องชอบธรรม โดยเล็งเห็นแต่ประโยชน์ที่จะได้รับจากการสั่งซื้อ/สั่งจ่ายหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ตั้งแต่ 30 ถึง 250 เควีเอ ราคาตั้งแต่ 150,000 บาท ถึง 300,000 บาท มีวงเงินในการจัดซื้อ/จัดจ้างในแต่ละครั้งเป็นเงินจำนวนหลายล้านบาท โดยได้รับค่าคอมมิชชันจากบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้าอัตรา ร้อยละ 0.25 ของราคาสินค้าจากผู้บังคับบัญชาสูงสุด
กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญในการประทำความผิด สร้างความเสียหายให้แก่ต้นสังกัด และในประการที่จะเกิดความเสียหายแก่บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายทั้งสองราย จึงสมควรได้รับโทษจำคุกให้หลาบจำมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุจำเลยได้รับโทษวินัยโดยถูกปลดออกจากตำแหน่งหน้าที่ ถือเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิต ปัจจุบันประกอบอาชีพในตำแหน่งพนักงานทำความสะอาด คงได้รับความเดือดร้อนและอับอายต่อบุคคลใกล้ชิดและเพื่อนบ้านอยู่บ้าง
เมื่อพิจารณาจากประวัติและภูมิหลัง ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยมีประวัติต้องโทษจำคุกมาก่อน มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งแน่นอน บุคคลใกล้ชิดและผู้นำชุมชนยังรักใคร่ห่วงใย ประกอบกับแต่ละกระทงความผิดศาลลงโทษไม่สูงนัก
จำเลยจึงอยู่ในวิสัยที่จะว่ากล่าวตักเตือนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น
จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี
อย่างไรก็ดี ผลคดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ได้พิจารณาแล้วมีมติขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุด (อสส.) อุทธรณ์คำพิพากษากรณีรอการลงโทษจำเลย (ดูเอกสารประกอบท้ายข่าว)
บทสรุปสุดท้าย ผลคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร ติดตามดูกันต่อไป

อินโฟ ผลคดี

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.
อ่านข่าวผลคดีทุจริตอื่นๆ
คุกคนละ 6 ปี! อดีตปธ.แบงก์อิสลาม-พวก อนุมัติสินเชื่อมิชอบ-ชดใช้ 2 ล้าน




