"...จากข้อมูลผลคำพิพากษาคดีอาญาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติฟ้องเอง จำนวน 9 คดี ซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดในช่วงปี 2568 พบว่า คดีส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ การบริหารงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่ายเงินของทางราชการ และการดำเนินโครงการของหน่วยงานของรัฐ..."
สำนักข่าว Next News รายงานว่า ในช่วงปี 2568 มีคดีกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีเอง จำนวน 9 คดี เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ การบริหารงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่ายเงินของทางราชการ และการดำเนินโครงการของหน่วยงานรัฐ
หลายคดีศาลมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุกจำเลยแต่ได้รอลงอาญา ขณะที่หลายคดีศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง
มีรายละเอียดสำคัญแต่ละคดีดังต่อไปนี้
1.กรณีเบิกจ่ายเงินค่าจ้างก่อสร้างรั้วให้แก่ผู้รับจ้าง
คดีนี้มีการฟ้องร้องที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. โจทก์ นายอมินเทพ ตันเจริญ จำเลย คดีหมายเลขดำที่ อท. 117/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อท. 115/2567
กรณีกล่าวหา
กรณีเบิกจ่ายเงินค่าจ้างก่อสร้างรั้วให้แก่ผู้รับจ้าง ทั้งที่การดำเนินการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ และไม่เป็นไปตามรูปแบบรายการ
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 153/2563 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151
ผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86ลงโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การและนำสืบอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท
เนื่องจากไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงรากน้อยได้รับชดใช้ค่าเสียหายแล้ว ศาลเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30
สถานะคดี
คดีถึงที่สุดแล้ว
2.กรณีไม่ส่งประกาศเผยแพร่การสอบราคา
คดีนี้มีการฟ้องร้องที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. โจทก์ นายวิโรจน์ ศรีวิเศษ จำเลย คดีหมายเลขดำที่ อท 20/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท 58/2567
กรณีกล่าวหา
กรณีไม่ส่งประกาศเผยแพร่การสอบราคา และไม่ลงข้อมูลรายละเอียดการกำหนดราคากลาง โครงการจัดจ้างซ่อมแซมอาคารเรียน ป1 ก และจัดซื้อคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์เพื่อการเรียนการสอน
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 96/2564 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (1), (4) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 192 และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12
ผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น
พิพากษายกฟ้อง
ผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
หากไม่ชำระค่าปรับ ให้ดำเนินการตามมาตรา 29 และมาตรา 30
สถานะคดี
คดีถึงที่สุดแล้ว
3.กรณีทุจริตในการดำเนินงานตามโครงการศึกษาดูงาน
คดีนี้มีการฟ้องร้องที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. โจทก์ นางอัจฉริยาภรณ์ คำโอภาส จำเลย คดีหมายเลขดำที่ อท 116/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท 199/2567
กรณีกล่าวหา
กรณีทุจริตในการดำเนินงานตามโครงการศึกษาดูงานเพื่อพัฒนาการบริหารงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการ พนักงานเทศบาล และกลุ่มเกษตรกร ของเทศบาลตำบลนาสีนวน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 46/2565 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2565 พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ซึ่งปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172
ผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ตามบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 50,000 บาท
จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 เดือน และปรับ 25,000 บาท
ศาลพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว เห็นว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และได้ชดใช้คืนเงินยืมดังกล่าวแล้ว ประกอบกับภายหลังเกิดเหตุจำเลยถูกให้ออกจากราชการ จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี
ให้รอการลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับ ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 31
สถานะคดี
คดีถึงที่สุดแล้ว
4.กรณีกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
คดีนี้มีการฟ้องร้องที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4ระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. โจทก์ นายชนะไชย วัฒนา ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย คดีหมายเลขดำที่ อท 60/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท 197/2567
กรณีกล่าวหา
กรณีกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยอนุมัติเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของเจ้าหน้าที่ และใช้รถยนต์ส่วนกลางโดยมิชอบ
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 106/2564 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1), (4) ประกอบมาตรา 91
ผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 157
การกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมคนละ 8 กระทง
ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กระทงละ 5 ปี รวมเป็นจำคุกคนละ 40 ปี และปรับคนละ 160,000 บาท
จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ลงโทษจำคุก 5 ปี และปรับ 20,000 บาท
จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 รวมคนละ 20 ปี และปรับคนละ 80,000 บาท
ส่วนจำเลยที่ 2 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 ปี ให้คุมประพฤติจำเลยทั้งสามมีกำหนด 4 ปี และให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด 24 ชั่วโมง
สถานะคดี
คดีถึงที่สุดแล้ว
5.กรณีดำเนินโครงการขุดเจาะบ่อบาดาล
คดีนี้มีการฟ้องร้องที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. โจทก์ นายประชุม ชูขันธ์ จำเลย คดีหมายเลขดำที่ อท 51/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท 105/2567
กรณีกล่าวหา
กรณีดำเนินโครงการขุดเจาะบ่อบาดาล บ้านทับพรุ หมู่ที่ 5 โครงการก่อสร้างเมรุ บ้านกอตง หมู่ที่ 1 และเบิกจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นขององค์การบริหารส่วนตำบลเขาดินโดยมิชอบ
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 79/2564 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2564 พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12
ผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12
ลงโทษจำคุก 4 ปี 12 เดือน ปรับ 100,000 บาท และริบเงินจำนวน 300,000 บาท
ให้รอการลงโทษจำคุกมีกำหนด 3 ปี
สถานะคดี
คดีถึงที่สุดแล้ว
6.กรณีข่มขืนใจผู้เสนอราคาในโครงการสอบราคาจ้างเหมา
คดีนี้มีการฟ้องร้องที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. โจทก์ ว่าที่ร้อยโท ยุทธการ รัตนมาศ จำเลย คดีหมายเลขดำที่ อท 41/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท 116/2567
กรณีกล่าวหา
กรณีข่มขืนใจผู้เสนอราคาในโครงการสอบราคาจ้างเหมาจัดงานโครงการนครศรีชาริตี้ไรด์ ครั้งที่ 4 (3 County Charity Ride) ไม่ให้เข้าร่วมเสนอราคา หรือถอนการเสนอราคา หรือเสนอราคาตามที่กำหนด โดยใช้กำลังประทุษร้าย
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 35/2565 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2565 พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 6 และมาตรา 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ซึ่งปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2561 มาตรา 172
ผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น
พิพากษายกฟ้อง
สถานะคดี
คดีถึงที่สุดแล้ว
7. กรณีตั้งงบประมาณ จัดทำงบประมาณ จัดซื้อจัดจ้าง
คดีนี้มีการฟ้องร้องที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. โจทก์ นายอำนวย บัวเขียว กับพวก จำเลย คดีหมายเลขดำที่ อท 21/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อท 23-24/2564
กรณีกล่าวหา
กรณีตั้งงบประมาณ จัดทำงบประมาณ จัดซื้อจัดจ้าง และเบิกจ่ายเงินงบประมาณโครงการฝึกอบรมและสัมมนาผู้นำท้องถิ่นจังหวัดชุมพร ประจำปี 2559 โดยมิชอบ
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 127/2563 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157
ผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลพิพากษาว่า
จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83
จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83
ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 คนละ 3 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท
ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 คนละ 5 ปี
จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 คนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท
คงจำคุกจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 คนละ 2 ปี 6 เดือน โดยให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี
ผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ โดยให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 เพิ่มอีกสถานหนึ่ง เป็นเงิน 15,000 บาท
ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับเป็นเงิน 7,500 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
สถานะคดี
คดีถึงที่สุดแล้ว
8. กรณีสับเปลี่ยนข้าวสารของคลังสินค้าดีลัคกี้ จังหวัดนครสวรรค์
คดีนี้มีการฟ้องร้องที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 ระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. โจทก์ นายวิโรจน์ รวงผึ้งทอง กับพวก จำเลย คดีหมายเลขดำที่ อท 44/2563 คดีหมายเลขแดงที่ อท 10/2564
กรณีกล่าวหา
กรณีสับเปลี่ยนข้าวสารของคลังสินค้าดีลัคกี้ จังหวัดนครสวรรค์ โดยนำข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2545/2546 (ผิดโครงการ) ไปเปลี่ยนแทนข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2546/2547
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 7/2562 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2562 พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 มาตรา 8 และมาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
ผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น
พิพากษายกฟ้อง
ผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
สถานะคดี
คดีถึงที่สุดแล้ว
9. กรณีขอใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ที่ขึ้นบัญชีไว้ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดราชบุรี พ.ศ. 2548
คดีนี้มีการฟ้องร้องที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. โจทก์ นายวงศ์ ผาพรม จำเลย คดีหมายเลขดำที่ อท 214/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อท 278/2565
กรณีกล่าวหา
กรณีขอใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ที่ขึ้นบัญชีไว้ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดราชบุรี พ.ศ. 2548 เพื่อบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบขึ้นบัญชีได้ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับ 3 โดยมิชอบ
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 107/2563 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ผลคำพิพากษาศาลชั้นต้น
พิพากษายกฟ้อง
ผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
สถานะคดี
คดีถึงที่สุดแล้ว
..................
จากข้อมูลผลคำพิพากษาคดีอาญาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติฟ้องเอง จำนวน 9 คดี ซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดในช่วงปี 2568 พบว่า คดีส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ การบริหารงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่ายเงินของทางราชการ และการดำเนินโครงการของหน่วยงานของรัฐ
สำหรับผลคำพิพากษา พบว่าหลายคดีศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดและลงโทษจำคุก แต่ให้รอการลงโทษจำคุก ขณะที่บางคดีศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง หรือในบางกรณีศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแตกต่างจากศาลชั้นต้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลคดีทั้ง 9 คดีที่สำนักข่าว Next News ได้รับมา เป็นเพียงข้อมูลสรุปผลคำพิพากษา โดยไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลหรือคำวินิจฉัยของศาล จึงยังไม่สามารถวิเคราะห์แนวคำวินิจฉัยที่ศาลใช้ประกอบการพิจารณาพิพากษาในแต่ละคดีได้ นอกจากนี้ เอกสารดังกล่าวยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งหรือรายชื่อจำเลยในแต่ละคดีอย่างครบถ้วน จึงไม่อาจนำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบได้
หากมีข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมจะนำมาเสนอต่อไป




