News Logo
หน้าแรก
เปิดเต็มๆ! ผลคดีทุจริตฟุตซอล วิรัช รัตนเศรษฐ-พวก 87 ราย ใครโดน/รอด ?

เปิดเต็มๆ! ผลคดีทุจริตฟุตซอล วิรัช รัตนเศรษฐ-พวก 87 ราย ใครโดน/รอด ?

23 ก.ค. 2569 14:23
ผู้ชม 1,911 คน

"...จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานคณะกรรมาธิการคนที่สิบ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินของฝ่ายบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยต้องไม่เข้าไปแทรกแซงหรือมีส่วนได้เสียในการใช้งบประมาณ แต่จำเลยที่ 1 กระทำการในลักษณะไม่ซื่อสัตย์สุจริต และเป็นต้นเหตุแห่งการกระทำความผิดในคดีนี้..."

จากกรณีปรากฏข่าวในช่วงเดือนกรกฏาคม 2568 องค์คณะผู้พิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อม.17/2564 ที่อัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง นายวิรัช รัตนเศรษฐ อดีตประธานวิปรัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กับพวก รวม 89 คน จากกรณีทุจริตเงินจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ.2555 จัดสร้างสนามฟุตซอลให้กับโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษา 18 จังหวัด มูลค่า 4,459 ล้านบาท รวมทั้งโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 จ.นครราชสีมาด้วย

โดย ศาลฯ มีคำพิพากษาว่า นายวิรัช รัตนเศรษฐ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ลงโทษจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา

ส่วน นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยาโดนคุก 3 ปี 4 เดือน เเละกลุ่มที่เป็นนักการเมืองโดนโทษจำคุกทุกคนไม่รอลงอาญา

กลุ่ม บริษัทผู้ประสานงานฮั้ว รับเหมา ถูกจำคุกทั้งหมด 15 ปี เเละมีบางรายที่โดนโทษปรับสูงสุด 79 ล้านบาท

ส่วนกลุ่ม ผอ.เขต โทษจำคุกไม่รอลงอาญา ส่วนกลุ่มที่เป็น ส่วนผอ.โรงเรียนจำคุก 1 ปี รอลงอาญาทุกคน ,กลุ่มลูกจ้าง เเม่บ้าน เเจกเอกสาร ยกฟ้อง 

ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จมีรายงานว่า นายวิรัช ยื่นประกันตัวโดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวเพิ่มวงเงินเป็น 4 เเสนบาท จากชั้นพิจารณาคดี 2 เเสนบาท 

ล่าสุด สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) ได้เปิดเผยข้อมูลผลคำพิพากษาตัดสินคดีนี้ เป็นทางการ

มีรายละเอียดสำคัญดังต่อไปนี้

รายชื่อจำเลยในคดีนี้ จำนวน 87 ราย ได้แก่

นายวิรัช รัตนเศรษฐ (จำเลยที่ 1)

นางทัศนียา รัตนเศรษฐ (จำเลยที่ 2)

นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ (จำเลยที่ 3)

นายชินภัทร ภูมิรัตน (จำเลยที่ 4)

นายประยงค์ ตั้งเจริญ (จำเลยที่ 5)

นายรังสรรค์ มณีเล็ก (จำเลยที่ 6)

นายปฐมฤกษ์ มณีเนตร (จำเลยที่ 7)

นายนิเวศน์ อุดมรัตน์ (จำเลยที่ 8)

นายพิสิษฐ์ ชดกิ่ง (จำเลยที่ 9)

นายสมภพ ศักดิษฐานนท์ (จำเลยที่ 10)

นายพจน์ เจริญสันเทียะ (จำเลยที่ 11)

นายชนาธิป สำเรง (จำเลยที่ 12)

นายชูเกียรติ วิเศษเสนา (จำเลยที่ 13)

นายวิชัย ทองเกลียว (จำเลยที่ 14)

นายนราศักดิ์ เกษตรเวทิน (จำเลยที่ 15)

นายพยุงศักดิ์ เสริฐสูงเนิน (จำเลยที่ 16)

นางสุทิน ชวนชนอก (จำเลยที่ 17)

นางบุปผาวัลย์ เจริญชัยสงค์ (จำเลยที่ 18)

นางวัชรารัตน์ พิทักษ์ (จำเลยที่ 19)

นางวาสนา สังข์กลาง (จำเลยที่ 20)

นายเรืองยศ เชื่อมกลาง (จำเลยที่ 21)

นายสละ กิ่งโพธิ์ (จำเลยที่ 22)

นายมานะ อุนารัตน์ (จำเลยที่ 23)

นายสุรัตน์ มุ่งอิงกลาง (จำเลยที่ 24)

นายฉลอง วงศ์ปัดแก้ว (จำเลยที่ 25)

นายบำรุง โลหะการก (จำเลยที่ 26)

นายไพทูลย์ พิทักษ์ (จำเลยที่ 27)

นายนิมิตร มากกลาง (จำเลยที่ 28)

นายฐปนนท์ ทองเกิด (จำเลยที่ 29)

นายอัญเชิญ วิชิรพันธุ์ (จำเลยที่ 30)

นายวิโรจน์ เลิศพงษ์ (จำเลยที่ 31)

นายอนันต์ สุวรรณะ (จำเลยที่ 32)

นายทองอินทร์ ไปเจอะ (จำเลยที่ 33)

นางสาวพูนพิสมัย เปี่ยมสุวรรณ (จำเลยที่ 34)

นางสาวอ้อย สงึมรัมย์ (จำเลยที่ 35)

จ่าอากาศตรีอุดม หวังหุ้นกลาง (จำเลยที่ 36)

นายพีระวัฒน์ พีระธรรมเดช (จำเลยที่ 37)

นายไพทูรย์ อักษรครบุรี (จำเลยที่ 38)

นายคำรื่น ทองเหลื่อม (จำเลยที่ 39)

นายสุวันชัย ปานอุบล (จำเลยที่ 40)

นายประสิทธิ์ ด่านกระโทก (จำเลยที่ 41)

นายสมพล ทองตัน (จำเลยที่ 42)

นายนิคม สุวรรณทา (จำเลยที่ 43)

นายสุริยา พลกลาง (จำเลยที่ 44)

นายเผด็จ ศรีนอก (จำเลยที่ 45)

นางสมบัติ ถ่อนสันเทียะ (จำเลยที่ 46)

นายสามารถ เอื้องคำประเสริฐ (จำเลยที่ 47)

นายขันธ์เพชร ถาวรพรหม (จำเลยที่ 48)

นายชาญชัย เพียกขุนทด (จำเลยที่ 49)

นายประยงค์ สวัสดีพุทธา (จำเลยที่ 50)

นายสมบัติ วรรณา (จำเลยที่ 51)

นายชาญ อยู่เกาะ (จำเลยที่ 52)

นายเจริญ ดวงมาลัย (จำเลยที่ 53)

นายวีรเดช จันทนุกูล (จำเลยที่ 54)

นายอำนวย ดงนอก (จำเลยที่ 55)

นายสุวิทย์ แก้วไพทูรย์ (จำเลยที่ 56)

นายตะวัน ตลอดไธสง (จำเลยที่ 57)

นายนพดล โสดาปัดชา (จำเลยที่ 58)

นายวิชัย จันทพรหม (จำเลยที่ 59)

นายทองด้วง โพธิจักร (จำเลยที่ 60)

นายประทวน ด่านแก้ว (จำเลยที่ 61)

นายบุณยสิทธิ์ แสงทอง (จำเลยที่ 62)

นายวุฒิชัย หวังอ้อมกลาง (จำเลยที่ 63)

นายวีระพงษ์ จันทนุกูล (จำเลยที่ 64)

นางพิกุล ดีวงศา (จำเลยที่ 65)

นายณัฐพัชร์ พินพัฒนกุล (จำเลยที่ 66)

นายอนันต์ เพียรเกาะ (จำเลยที่ 67)

นายสุภูษณพงษ์ เครื่องกลาง (จำเลยที่ 68)

นายนิพนธ์ ภักดีแก้ว (จำเลยที่ 69)

นายสัมฤทธิ์ ปลั่งกลาง (จำเลยที่ 70)

นายประภัสร์ ลิมานันท์ (จำเลยที่ 71)

นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ (จำเลยที่ 72)

บริษัท วายอีอี จำกัด (จำเลยที่ 73)

นายยี พณิชยา (จำเลยที่ 74)

ห้างหุ้นส่วนจำกัด จีโอโอดี (จำเลยที่ 75)

นายนนทชิตร หรือ นายอนุชาวงศ์ มณีรัตน์ (จำเลยที่ 76)

บริษัท วอเตอร์ฮีลแลนด์ จำกัด (จำเลยที่ 77)

นายมานัส ชาวนา (จำเลยที่ 78)

บริษัท พี.อาร์.เอ็น. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (จำเลยที่ 79)

นางสาวสุธาดา เรืองพูน (จำเลยที่ 80)

บริษัท สปอร์ตแอนด์เกม (จำเลยที่ 81)

นางสาวเบญจพันธ์ บุญบงการ (จำเลยที่ 82)

นายสรรพสิทธิ์ บุญเทียม (จำเลยที่ 83)

นายวิธิวิสัส ภูชัสส์วุฒิกุล (จำเลยที่ 84)

นางสาวฐิติรัตน์ ทันหาบุรุษ (จำเลยที่ 85)

นางสาวกุลธิดา วีรตานนท์ (จำเลยที่ 86)

นางสาวรัตนา มงคลสกุล (จำเลยที่ 87)

มี 2 สำนวนรวมกัน คือ

1. คดีกล่าวหา นายวิรัช รัตนเศรษฐ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับพวก จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 (งบแปรญัตติ) ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดซื้อจัดจ้างปรับปรุงสนามกีฬา พร้อมอุปกรณ์ (สนามฟุตซอล) โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม การก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน และไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

2.คดีกล่าวหา นายชินภัทร ภูมิรัตน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กับพวก ทุจริตโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลในโรงเรียนเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดอำนาจเจริญ (สพป.นครราชสีมา เขต 1, 3, 4, 5, 7 และ 31)

ผลคำพิพากษามีดังนี้

วิรัช รัตนเศรษฐ

วิรัช รัตนเศรษฐ

จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

จำคุก 4 ปี

จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน

จำเลยที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม), มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

จำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 26,000 บาท

จำเลยที่ 7 ถึงที่ 13 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท

จำเลยที่ 14 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 7, 12 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

จำคุก 5 ปี

จำเลยที่ 15 ถึงที่ 40 ที่ 42 ถึงที่ 60 และที่ 62 ถึงที่ 69 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) มาตรา 162 (4) (เดิม) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

จำคุกคนละ 1 ปี เฉพาะจำเลยที่ 32 ให้ปรับอีกสถานหนึ่งเป็นเงิน 20,000 บาท

นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ

นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ

จำเลยที่ 70 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 7, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 7 กระทง ซึ่งการกระทำแต่ละกระทงเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

สำหรับความผิดกรณีสนับสนุนการจัดหารายชื่อโรงเรียน 1 กระทง ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

จำคุก 2 ปี

กรณีสนับสนุนจำเลยที่ 14 จำนวน 1 กระทง ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน และลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 7 จำนวน 5 กระทง

จำคุกกระทงละ 2 ปี เป็นจำคุก 10 ปี

รวมทั้งหมด 7 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี 4 เดือน

จำเลยที่ 71 และที่ 72 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

จำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 14,000 บาท

จำเลยที่ 73 ที่ 74 ที่ 81 และที่ 82 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 มาตรา 265 (เดิม) มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 7, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยที่ 73 ที่ 74 ที่ 81 และที่ 82 ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ต้องลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 73 ที่ 74 ที่ 81 และที่ 82 แต่ละกรรมเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

สำหรับกระทงแรก กรณีสนับสนุนจำเลยที่ 14 ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

ส่วนกระทงอื่น ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 7 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

จึงปรับจำเลยที่ 73 กระทงแรก เป็นเงิน 70,000 บาท และปรับจำเลยที่ 73 เฉพาะกรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา เขต 31 อีก 2 กระทง แต่ละกระทงให้ปรับร้อยละห้าสิบของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดในระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดหรือของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า เป็นเงิน 21,324,750 บาท รวมปรับ 21,394,750 บาท

ปรับจำเลยที่ 81 กระทงแรกเป็นเงิน 70,000 บาท และสำหรับกรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขตอื่นอีก 6 แห่ง เป็น 6 กระทง แต่ละกระทงให้ปรับร้อยละห้าสิบของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดในระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิด หรือของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า เป็นเงิน 78,960,000 บาท รวมปรับ 79,030,000 บาท

จำคุกจำเลยที่ 74 และที่ 82 กระทงแรก คนละ 3 ปี 4 เดือน กระทงอื่นอีก 6 กระทง จำคุกกระทงละคนละ 2 ปี เป็นจำคุกคนละ 12 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุกคนละ 15 ปี 4 เดือน

จำเลยที่ 75 ถึงที่ 78 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 7, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ซึ่งการกระทำแต่ละกระทงเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

สำหรับกระทงแรก กรณีสนับสนุนจำเลยที่ 14 ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

ส่วนกระทงอื่น ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 7 จึงปรับจำเลยที่ 75 และที่ 77 กระทงแรกเป็นเงินรายละ 70,000 บาท และกระทงที่เหลือสำหรับจำเลยที่ 75 เฉพาะกรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 เขต 5 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา เขต 31 อีก 3 กระทง

และจำเลยที่ 77 อีก 6 กระทง แต่ละกระทงให้ปรับร้อยละห้าสิบของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดในระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิด หรือของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า

สำหรับจำเลยที่ 75 เป็นเงิน 47,641,500 บาท และสำหรับจำเลยที่ 77 จำนวน 78,960,000 บาท

รวมทุกกระทง ปรับจำเลยที่ 75 จำนวน 47,711,500 บาท ปรับจำเลยที่ 77 จำนวน 79,030,000 บาท

จำคุกจำเลยที่ 76 กระทงแรก 3 ปี 4 เดือน กระทงที่เหลืออีก 3 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี เป็นจำคุก 6 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี 4 เดือน

จำคุกจำเลยที่ 78 กระทงแรก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 70,000 บาท กระทงที่เหลืออีก 6 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี เป็นจำคุก 12 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี 4 เดือน และปรับ 70,000 บาท

จำเลยที่ 79 และที่ 80 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมาตรา 7 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

จึงปรับจำเลยที่ 79 เป็นเงินร้อยละห้าสิบของจำนวนเงินที่มีการเสนอราคาสูงสุดในระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิด หรือของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า เฉพาะกรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 เป็นเงิน 15,054,000 บาท

ส่วนจำเลยที่ 80 จำคุก 2 ปี

จำเลยที่ 85 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี 4 เดือน

ทัศนียา รัตนเศรษฐ

ทัศนียา รัตนเศรษฐ

พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานคณะกรรมาธิการคนที่สิบ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินของฝ่ายบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

โดยต้องไม่เข้าไปแทรกแซงหรือมีส่วนได้เสียในการใช้งบประมาณ แต่จำเลยที่ 1 กระทำการในลักษณะไม่ซื่อสัตย์สุจริต และเป็นต้นเหตุแห่งการกระทำความผิดในคดีนี้

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 70 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 อันเป็นการส่งเสริมให้จำเลยที่ 4 กระทำความผิดต่อเจ้าพนักงานตามตำแหน่งหน้าที่ราชการ เป็นเหตุให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้รับความเสียหาย มีผลกระทบต่อการใช้งบประมาณของรัฐ ซึ่งได้มาจากการเสียภาษีอากรของประชาชนเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ

จำเลยที่ 14 เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กระทำความผิดในลักษณะเอื้อประโยชน์แก่ผู้เสนอราคาที่เกี่ยวพันกับจำเลยที่ 74 และที่ 82

ทั้งจำเลยที่ 70 ที่ 74 ที่ 76 ที่ 82 และที่ 85 มีส่วนสำคัญทำให้เกิดความเสียหายแก่กระบวนการเสนอราคา หรือทำให้ไม่มีการแข่งขันเสนอราคาอย่างเป็นธรรม

พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 14 ที่ 70 ที่ 74 ที่ 76 ที่ 82 และที่ 85

ส่วนจำเลยที่ 6 ถึงที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 40 ที่ 42 ถึงที่ 60 และที่ 62 ถึงที่ 69 ไม่ปรากฏว่าได้รับประโยชน์ส่วนตนในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน แต่กระทำไปโดยมุ่งหมายจะให้โรงเรียนได้มีสนามกีฬาฟุตซอล ประกอบกับได้รับราชการมานาน นับว่ามีคุณงามความดีมาก่อน

จำเลยที่ 71 มีส่วนเกี่ยวข้องเฉพาะขั้นตอน จัดส่งรายชื่อโรงเรียนให้แก่จำเลยที่ 6

ส่วนจำเลยที่ 72 มีส่วนเกี่ยวข้องเฉพาะการช่วยผู้อื่นประสานงานกับโรงเรียนบางแห่ง

ส่วนจำเลยที่ 78 ซึ่งเป็นพนักงานขับรถ และจำเลยที่ 80 ซึ่งเป็นคนรับใช้ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกิดจากการถูกครอบงำในระหว่างที่เป็นลูกจ้าง

ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 6 ถึงที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 40 ที่ 42 ถึงที่ 60 ที่ 62 ถึงที่ 69 ที่ 71 ที่ 72 ที่ 78 และที่ 80 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ มีกำหนดคนละ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

หากจำเลยที่ 6 ถึงที่ 13 ที่ 32 ที่ 71 ที่ 72 และที่ 78 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ส่วนจำเลยที่ 73 ที่ 75 ที่ 77 ที่ 79 และที่ 81 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

นับโทษจำคุกจำเลยที่ 74 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท 100/2566 และจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท 160/2566 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 และจำเลยที่ 9 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.31/2567 ของศาลนี้

ให้นับโทษจำเลยที่ 76 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท.99/2566 และจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท.159/2566 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4

จำเลยที่ 5 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.31/2567 ของศาลนี้

ให้นับโทษจำเลยที่ 82 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท.100/2566 และจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท.160/2566 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4

และจำเลยที่ 11 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.31/2567 ของศาลนี้

ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ อม.39/2567 ของศาลนี้ ศาลยังไม่มีคำพิพากษา และในคดีนี้ศาลรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 31 และที่ 72 กรณีไม่อาจนับโทษต่อได้ จึงให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้

ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ ให้ยก

และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 83 ที่ 84 และที่ 86 ถึงที่ 89

เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมลงมติเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 มีมติเห็นควรให้อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยที่ 5 ถึงที่ 13 จำเลยที่ 15 ถึงที่ 40 จำเลยที่ 42 ถึงที่ 46 จำเลยที่ 48 ถึงที่ 59 จำเลยที่ 62 ถึงที่ 69 และจำเลยที่ 87

สำหรับคดีนี้ ป.ป.ช.ใช้เวลาไต่สวนคดียาวนานเกือบ 4 ปี ระบุพฤติการณ์ของนายวิรัช กับพวก สรุปได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการระดับสูง และกลุ่มเอกชน มีพฤติการณ์ร่วมกันทุจริตเชิงนโยบาย และเป็นตัวการร่วมกันในลักษณะการแบ่งหน้าที่กันทำ ตามบทบาทตามหน้าที่และอำนาจที่แต่ละคนมี และเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการกระทำความผิด โดยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และเอกชนร่วมดำเนินการอย่างเป็นระบบและเป็นกระบวนการ โดยทุจริต ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบประมาณปี พ.ศ. 2555 (งบแปรญัตติ) ให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดอื่น รวมจำนวน 18 จังหวัด วงเงินประมาณ 4,459,420,000 บาท ใน 2 โครงการหลัก หนึ่งในนั้นคือ โครงการก่อสร้างสนามกีฬาฟุตซอล รวมถึงมีการวางแผนในการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอีกหลายประการ เพื่อให้กลุ่มเอกชนที่เป็นพรรคพวกของตนเองได้เข้าเป็นคู่สัญญา และการก่อสร้างสนามกีฬาฟุตซอลไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริงตรงตามวัตถุประสงค์

ในช่วงที่มีการจัดทำงบประมาณปีงบประมาณ 2555 นายวิรัช รัตนเศรษฐ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในขณะนั้น และนางทัศนาพร เกษเมธีการุณ นายกเทศมนตรีตำบลห้วยแถลงขณะนั้น (ปัจจุบันเป็น ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ) ซึ่งเป็นน้องสาวนางทัศนียา รัตนเศรษฐ ได้สั่งการให้พวกของตน เข้าไปประสานกับผู้อำนวยการโรงเรียนต่าง ๆ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 เพื่อจัดสรรงบประมาณก่อสร้างสนามฟุตซอลให้ โดยเข้าไปครอบงำ บงการการใช้จ่ายงบประมาณในวงเงินดังกล่าวโดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย อันเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 168 ซึ่งบัญญัติว่า “...ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือของคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้...”

ขณะที่จำเลยยังสามารถอุทธรณ์กับที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้อีก

บทสรุปสุดท้ายการต่อสู้คดีนี้ จะออกเป็นอย่างไรต้องติดตามดูก่อนต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
คดีทุจริตฟุตซอล
วิรัช รัตนเศรษฐ
ป.ป.ช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขานชื่อชัด 31 ใน 33 บริษัทนอมินีทุนจีนเจ้าของบ้านหรู 33 หลัง 1,275 ล.
ขานชื่อชัด 31 ใน 33 บริษัทนอมินีทุนจีนเจ้าของบ้านหรู 33 หลัง 1,275 ล.