News Logo
หน้าแรก
ไขคดีทุจริตอดีตไปรษณีย์กาญจน์ เงิน 7 หมื่น หมดสิ้นอนาคตราชการ

ไขคดีทุจริตอดีตไปรษณีย์กาญจน์ เงิน 7 หมื่น หมดสิ้นอนาคตราชการ

7 ก.ค. 2569 15:23
ผู้ชม 68 คน

"....ภายหลังบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ตรวจพบความผิดปกติ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ระหว่างการสอบสวน นายสาธิตรับสารภาพว่า เป็นผู้ทำรายการผ่านระบบ Bank@Post โดยไม่มีเงินสดมาฝากจริง และโอนเงินเข้าบัญชีของตนเอง รวมทั้งยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว โดยเงินดังกล่าวนำไปใช้หนี้นอกระบบที่กู้ยืมมาเพื่อใช้จ่ายในครอบครัวและประสบปัญหาทางการเงิน ส่งผลให้บริษัทมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากงานตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2563..."

คดีกล่าวหา นายสาธิต แป้นใจเย็น เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งพนักงานไปรษณีย์ 6 ที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานไปรษณีย์เขต 7 ทุจริตเบียดบังเงินจากการปฏิบัติหน้าที่ ให้บริการตัวแทนสถาบันการเงิน (Bank@Post) และให้บริการรับฝากไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4, 5 และ 11 และ พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา

มีบทสรุปเป็นทางการไปแล้วว่า นายสาธิต แป้นใจเย็น โดนโทษจำคุก 10 ปี 30 เดือน และปรับ 5,000 บาท แต่ได้รอลงอาญา

หลังจากอัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น

1783293408654-271ead9982246945

1783293408654-271ead9982246945

เพื่อให้สาธารณชนรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้ มากขึ้น สำนักข่าว Next News พาย้อนกลับไปดูข้อมูลคำพิพากษาชั้นต้น คดีนี้กันแบบชัด ๆ อีกครั้ง

คำพิพากษาระบุพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของ นายสาธิต แป้นใจเย็น ไว้ว่า จำเลยปฏิบัติหน้าที่รักษาการหัวหน้าแผนกรับฝากไปรษณีย์จังหวัดกาญจนบุรี มีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของแผนกรับฝากและใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ควบคุมตรวจสอบการใช้ยอดเงินในเครื่องประทับไปรษณียากร (K-Slip) ทุกเครื่องของที่ทำงานในแต่ละวัน ตรวจสอบ Void และได้รับสิทธิให้เข้าใช้งานระบบ CA POS ได้ รวมถึงตรวจสอบธุรกรรมรับฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้าของธนาคารผ่านบริการตัวแทนสถาบันการเงิน (Bank@Post)

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 จำเลยอาศัยช่วงเวลาที่เคาน์เตอร์รับฝากว่าง หรือเจ้าหน้าที่ประจำเคาน์เตอร์ออกจากระบบ CA POS เข้าไปทำรายการรับฝากเงินเข้าบัญชีลูกค้าผ่านระบบ Bank@Post ทั้งที่ไม่มีผู้มาใช้บริการจริง ไม่มีการนำเงินสดมาฝาก และไม่มีการจัดทำเอกสารรับฝากเงิน

จำเลยทำรายการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของตนเองรวม 4 ครั้ง ประกอบด้วย 15,000 บาท จำนวน 2 รายการ, 60,000 บาท จำนวน 1 รายการ และ 20,000 บาท จำนวน 1 รายการ พร้อมค่าธรรมเนียมตามรายการ โดยใช้ระบบงานของบริษัทเสมือนมีการให้บริการรับฝากเงินจริง รวมทั้งสิ้น 70,088 บาท

ภายหลังบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ตรวจพบความผิดปกติ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ระหว่างการสอบสวน นายสาธิตรับสารภาพว่า เป็นผู้ทำรายการผ่านระบบ Bank@Post โดยไม่มีเงินสดมาฝากจริง และโอนเงินเข้าบัญชีของตนเอง รวมทั้งยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว

@ใช้หนี้นอกระบบที่กู้ยืมมาเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว

โดยเงินดังกล่าวนำไปใช้หนี้นอกระบบที่กู้ยืมมาเพื่อใช้จ่ายในครอบครัวและประสบปัญหาทางการเงิน ส่งผลให้บริษัทมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากงานตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2563

ต่อมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนพยาน บุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้บังคับบัญชา และตรวจสอบพยานเอกสาร ผลการสอบสวนทางวินัย รวมทั้งข้อมูลธุรกรรมในระบบ ก่อนมีมติชี้มูลความผิดนายสาธิต ฐานเป็นพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐเบียดบังทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4, 5 และ 11 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ก่อนส่งสำนวนให้อัยการดำเนินคดีต่อศาล

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 มีคำพิพากษาว่า พยานหลักฐานทั้งคำรับสารภาพของจำเลย ผลการสอบสวนทางวินัย พยานบุคคล และพยานเอกสาร มีน้ำหนักเพียงพอรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง โดยลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี และปรับกระทงละ 2,000 บาท

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน และปรับกระทงละ 1,000 บาท รวมโทษจำคุก 10 ปี 30 เดือน และปรับ 5,000 บาท แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยได้คืนเงินให้บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ครบถ้วน ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ความผิดแต่ละกระทงมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี อีกทั้งจำเลยได้รับผลจากการกระทำของตนจนถูกไล่ออกจากงานแล้ว จึงเห็นสมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี พร้อมกำหนดให้คุมความประพฤติ รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ และปฏิบัติกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามเงื่อนไขของศาล

ขณะที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 มีมติเห็นชอบขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุด (อสส.) อุทธรณ์คำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ

ก่อนที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะมีคำสั่งไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว โดยเห็นว่ากรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกจำเลย เนื่องจากศาลชั้นต้นพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจกับพฤติการณ์แห่งคดี จำเลยคืนเงินให้บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ผู้เสียหาย ครบถ้วนแล้ว ประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกในแต่ละกระทงความผิดไม่เกิน 5 ปี และจำเลยได้รับผลของการกระทำของตนจนเป็นเหตุให้ถูกไล่ออกจากงานไปแล้ว

@ ให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี

ดังนั้น เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นั้น

เห็นว่า จำเลยได้กระทำความผิดโดยมีความเสียหายไม่มากนัก ภายหลังจำเลยรู้สำนึกในการกระทำความผิดของตน ให้การรับสารภาพตามฟ้องและคืนเงินครบถ้วน การที่ศาลให้โอกาสจำเลยกลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีน่าจะเกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวมมากเสียยิ่งกว่าการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจชอบด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 แล้ว กรณีไม่มีเหตุอันควรอุทธรณ์

แต่คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนว่า การทุจริตแม้จะเป็นเงินเพียง 70,088 บาท แต่ผลที่ต้องแลกกลับมีมูลค่ามหาศาลกว่าตัวเงินหลายเท่า

@ สูญเสียอนาคตในเส้นทางราชการ ถูกไล่ออกจากงาน

นายสาธิตต้องสูญเสียอนาคตในเส้นทางราชการ ถูกไล่ออกจากงาน ถูกดำเนินคดีอาญา ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกรวม 10 ปี 30 เดือน แม้ศาลจะรอการลงโทษและอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่อุทธรณ์ แต่คำพิพากษาความผิดก็ยังคงเป็นตราบาปติดตัวไปตลอด

คดีนี้จึงสะท้อนว่า เงินเพียงเจ็ดหมื่นบาท อาจแลกมาด้วยการสูญเสียอาชีพ ชื่อเสียง และอนาคตที่สั่งสมมาทั้งชีวิต เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนว่า การใช้อำนาจหรือสิทธิในหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน แม้เพียงครั้งเดียว ก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจย้อนคืนได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
ทุจริตเงินหลวง
อดีตไปรษณีย์กาญจน์
ป.ป.ช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขุดโพรไฟล์อดีตนายกฯ ทะเลน้อยคนถูก ป.ป.ช.ชี้มูล ที่แท้ลูกหนี้‘พิพัฒน์’
ขุดโพรไฟล์อดีตนายกฯ ทะเลน้อยคนถูก ป.ป.ช.ชี้มูล ที่แท้ลูกหนี้‘พิพัฒน์’