ป.ป.ช. เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'ประสิทธิ์ พุกป้อม-ยุพิน นิจกิจ' พวก 2 ราย ของ 'ศาสตร์สรรค์ จันทร์แก้ว' อดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนชา สุราษฎร์ธานี ร่วมทุจริตโครงการจัดฝึกอบรมทัศนศึกษาดูงาน ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 8 พิพากษาลงโทษ จำคุกคนละ 1 ปี 8 เดือน หลังรับสารภาพ พฤติการณ์แค่ออกบิลเงินสดให้เจ้าพนักงานรัฐนำไปใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้รอลงอาญา ส่วนเจ้านายโดนโทษไปแล้ว 2 ปี 6 เดือน
สำนักข่าว Next News รายงานว่า สืบเนื่องจากในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายศาสตร์สรรค์ จันทร์แก้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี กับพวก ทุจริตโครงการฝึกอบรมและทัศนศึกษาดูงาน คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล พนักงานจ้าง แกนนำชุมชน อสม. และแกนนำกลุ่มต่าง ๆ ในตำบลบ้านเสด็จ ประจำปีงบประมาณ 2558 ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 147, 151, 157 และ 268 ประกอบมาตรา 266 (1) และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา
โดยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก นายศาสตร์สรรค์ จันทร์แก้ว เป็นเวลา 5 ปี รับสารภาพ ลดโทษเหลือ 2 ปี 6 เดือน
นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดง ที่ อท 130/2568 ของศาลนี้ และให้จำเลยคืนเงิน 8,100 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่เทศบาลตำบลบ้านเสด็จ ผู้เสียหาย
(อ่านข่าวประกอบ หลังโดนคุกรถหลวง! อดีตนายกเทศฯบ้านเสด็จ เจอโทษคดีทุจริตอีก 2 ปี 6 ด. )
ล่าสุด สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีในส่วนของ นายประสิทธิ์ พุกป้อม นางสาวยุพิน นิจกิจ พวกของ นายศาสตร์สรรค์ จันทร์แก้ว ที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในคดีนี้เป็นทางการ โดยเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 มีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 151 (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
พิพากษาจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสองเพียงออกบิลเงินสดให้เจ้าพนักงานของรัฐนำไปใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และผู้เสียหายได้รับความเสียหายไม่มากนัก ทั้งต่อมาได้วางเงินชำระค่าเสียหายครบถ้วนแล้ว
เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
เบื้องต้น ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามความเห็นของอัยการสูงสุด (อสส.) ที่จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

เอกสารแสดงผลคดีของป.ป.ช.




