News Logo
หน้าแรก
ไขคดี! จับโป๊ะ ผอ.รพ.สต.ทุ่งเตาใหม่ ยักยอก 2.11 ล. ไล่ออกราชการแล้ว

ไขคดี! จับโป๊ะ ผอ.รพ.สต.ทุ่งเตาใหม่ ยักยอก 2.11 ล. ไล่ออกราชการแล้ว

23 มิ.ย. 2569 09:52
ผู้ชม 175 คน

"...จากผลการสอบสวนทางวินัยของ อบจ.สุราษฎร์ธานี คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่า อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งเตาใหม่ควรถูกลงโทษ "ไล่ออกจากราชการ" ซึ่งเป็นโทษทางวินัยสูงสุดสำหรับข้าราชการท้องถิ่น เนื่องจากเป็นการกระทำที่อาศัยอำนาจหน้าที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ..."

การทุจริตในหน่วยงานภาครัฐมักถูกเชื่อมโยงกับโครงการขนาดใหญ่ งบประมาณหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาท

แต่กรณีของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทุ่งเตาใหม่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลับสะท้อนให้เห็นอีกมิติหนึ่งของปัญหา นั่นคือการสูญเสียเงินของรัฐในหน่วยงานขนาดเล็กที่มีบุคลากรจำกัด และมีระบบตรวจสอบภายในที่เปราะบาง จนเปิดช่องให้เกิดการเบิกถอนเงินโดยมิชอบเป็นเวลาต่อเนื่องโดยไม่มีใครตรวจพบ

ผลการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุว่า รพ.สต.ทุ่งเตาใหม่ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สุราษฎร์ธานี มีความเสียหายจากกรณีเงินขาดบัญชีรวมทั้งสิ้น 2.11 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่สูงเมื่อเทียบกับคดีทุจริตระดับประเทศ แต่เมื่อพิจารณาจากขนาดของหน่วยงานและงบประมาณที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นความเสียหายที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเงินดังกล่าวเป็นทรัพยากรที่ควรถูกนำไปใช้ในการให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชนในพื้นที่

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

สตง.จับโป๊ะ! อดีต ผอ.รพ.สต.ทุ่งเตาใหม่-พวก ยักยอกเงินหลวง 2.11 ล.

ขณะที่ในรายละเอียดผลการตรวจสอบคดีนี้ พบข้อมูลสำคัญหลายส่วน ที่น่าสนใจดังนี้

จุดเริ่มต้นของความผิดปกติ

สัญญาณแรกปัญหากรณีนี้ ไม่ได้เกิดจากการร้องเรียนภายในหน่วยงาน หรือการตรวจพบของผู้บังคับบัญชา แต่เกิดขึ้นระหว่างการตรวจสอบของ สตง. ซึ่งพบว่าตัวเลขเงินฝากธนาคารคงเหลือตามงบทดลองและรายการเดินบัญชีที่หน่วยงานส่งให้ตรวจสอบ มีจำนวนสูงกว่ายอดเงินคงเหลือตามหนังสือยืนยันยอดจากธนาคารสำนักงานใหญ่

ในทางบัญชี ความคลาดเคลื่อนเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณอันตราย เนื่องจากยอดเงินในบัญชีของหน่วยงานควรสามารถตรวจสอบและยืนยันได้จากข้อมูลของธนาคาร หากยอดเงินตามเอกสารภายในสูงกว่ายอดเงินจริง ย่อมหมายความว่าเงินบางส่วนได้หายออกจากระบบไปแล้ว แต่ยังคงถูกบันทึกว่ามีอยู่

ความผิดปกติดังกล่าวจึงนำไปสู่การตรวจสอบเชิงลึก และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดเผยพฤติการณ์ที่ สตง. ระบุว่ามีลักษณะส่อไปในทางทุจริต

เมื่อเช็ค/ใบถอนเงินกลายเป็นช่องทางเบิกเงินของรัฐ

จากผลการตรวจสอบพบว่า อดีตผู้อำนวยการ รพ.สต.ทุ่งเตาใหม่ เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเบิกถอนเงินจากบัญชีของหน่วยงาน โดยมีการนำเช็คและใบถอนเงินที่ยังไม่ได้ระบุชื่อผู้รับเงินหรือจำนวนเงิน ไปให้นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการลงลายมือชื่อไว้ล่วงหน้า

การกระทำลักษณะนี้ถือเป็นการละเมิดหลักการควบคุมทางการเงินขั้นพื้นฐาน เนื่องจากผู้ลงนามไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินจะถูกจ่ายให้ใคร จำนวนเท่าใด และเพื่อวัตถุประสงค์ใด

เมื่อเอกสารถูกลงนามแล้ว ผู้ถือครองเอกสารสามารถกรอกข้อมูลเพิ่มเติมภายหลังและนำไปใช้เบิกถอนเงินจากธนาคารได้ทันที

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบควบคุมที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีการตรวจสอบหลายชั้น ถูกลดทอนเหลือเพียงพิธีกรรมบนกระดาษ ขณะที่อำนาจการควบคุมที่แท้จริงกลับถูกรวมศูนย์อยู่ที่บุคคลเพียงคนเดียว

การปกปิดร่องรอยทางบัญชี

หากการเบิกถอนเงินเป็นเพียงขั้นตอนแรก สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือวิธีการปกปิดความผิดปกติหลังจากเงินถูกนำออกจากบัญชีแล้ว

รายงานของ สตง. ระบุว่า อดีตผู้อำนวยการ รพ.สต. ยอมรับว่าได้แก้ไขตัวเลขในรายการเดินบัญชีธนาคารให้สอดคล้องกับงบทดลองของแต่ละเดือน รวมถึงแก้ไขรายการรับดอกเบี้ยเงินฝากให้สูงกว่าความเป็นจริง

การแก้ไขข้อมูลดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญ คือทำให้ตัวเลขทางบัญชีทุกส่วนดูสอดคล้องกัน แม้ในความเป็นจริงเงินในบัญชีจะถูกถอนออกไปแล้ว

กล่าวคือ เมื่อเงินถูกนำออกจากบัญชี ยอดเงินคงเหลือตามธนาคารจะลดลง แต่หากมีการปรับแก้เอกสารประกอบต่างๆ ให้แสดงยอดเงินที่สูงขึ้น ก็จะทำให้การตรวจสอบจากเอกสารภายในไม่พบความผิดปกติ

พฤติการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการกระทำไม่ได้เป็นเพียงการเบิกเงินออกไปใช้เท่านั้น แต่ยังมีความพยายามสร้างชุดข้อมูลทางบัญชีขึ้นมารองรับการเบิกถอนดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจพบ

ทั้งนี้ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ สตง. ชี้ให้เห็น คือการไม่ปฏิบัติตามระเบียบการเงินและบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ พบว่าผู้ช่วยเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีได้มอบเช็คสั่งจ่ายให้ผู้อำนวยการนำไปดำเนินการเอง ขณะที่นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการได้ลงลายมือชื่อในใบถอนเงินที่ยังไม่กรอกจำนวนเงิน

กระบวนการเหล่านี้สะท้อนถึงการขาดการแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมภายใน

ในระบบที่มีประสิทธิภาพ บุคคลที่อนุมัติการจ่ายเงิน ผู้จัดทำเอกสาร ผู้เก็บรักษาเช็ค และผู้ตรวจสอบบัญชี ควรเป็นคนละคนกัน เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลใดสามารถควบคุมกระบวนการทั้งหมดได้

แต่ในกรณีนี้ กลไกถ่วงดุลกลับไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จนเปิดช่องให้เกิดการนำเงินออกจากระบบและปกปิดข้อมูลได้เป็นเวลานาน

คืนเงินได้ แต่ไม่อาจลบความผิด

ภายหลังการเข้าตรวจสอบของ สตง. อดีตผู้อำนวยการ รพ.สต.ทุ่งเตาใหม่ ได้นำเงินจำนวน 2.11 ล้านบาทคืนเข้าบัญชีของหน่วยงาน

อย่างไรก็ตาม การคืนเงินภายหลังไม่ใช่เหตุที่ทำให้ความรับผิดสิ้นสุดลง

สตง. เห็นว่าพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าข่ายการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การจัดทำและใช้เอกสารปลอม รวมทั้งการรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดเกี่ยวกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ด้วยเหตุนี้ สตง. จึงมีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้อง

เนื่องจากพฤติการณ์ที่ปรากฏไม่ได้เป็นเพียงความผิดพลาดในการปฏิบัติงานหรือความบกพร่องทางบัญชี หากแต่มีลักษณะเป็นการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การนำเอกสารทางการเงินที่ยังไม่สมบูรณ์ไปให้เจ้าหน้าที่ลงลายมือชื่อ การเบิกถอนเงินจากบัญชีของหน่วยงาน การแก้ไขรายการเดินบัญชีธนาคาร ตลอดจนการปรับแต่งข้อมูลดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อให้ตัวเลขทางบัญชีสอดคล้องกัน

เบื้องต้น จากผลการสอบสวนทางวินัยของ อบจ.สุราษฎร์ธานี คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่า อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งเตาใหม่ควรถูกลงโทษ "ไล่ออกจากราชการ" ซึ่งเป็นโทษทางวินัยสูงสุดสำหรับข้าราชการท้องถิ่น เนื่องจากเป็นการกระทำที่อาศัยอำนาจหน้าที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสอบสวนยังมีความเห็นลงโทษนักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ ซึ่งทำหน้าที่ด้านการเงินและบัญชี โดยให้ลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องในการลงลายมือชื่อในเอกสารทางการเงินที่ยังไม่สมบูรณ์ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ใช้ความระมัดระวังตามมาตรฐานที่พึงมีของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบด้านการเงิน

ส่วนพนักงานธุรการซึ่งปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยการเงินและบัญชี ถูกลงโทษตัดค่าจ้างร้อยละ 4 เป็นระยะเวลา 2 เดือน จากการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการควบคุมภายในและการเก็บรักษาเอกสารทางการเงินตามที่ระเบียบกำหนด

นอกจากความรับผิดทางวินัยแล้ว สตง. ยังได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและความผิดทางอาญา

หาก ป.ป.ช. เห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอ อาจมีการชี้มูลความผิดและส่งสำนวนให้อัยการดำเนินคดีต่อศาลตามกระบวนการกฎหมายต่อไป

ขณะที่ กรณีนี้ยังได้ทิ้งคำถามสำคัญต่อระบบบริหารจัดการภาครัฐว่า เหตุใดหน่วยงานหนึ่งจึงสามารถมีการเบิกถอนเงินจำนวนมากและปรับแก้ข้อมูลทางบัญชีได้โดยไม่ถูกตรวจพบเป็นเวลานาน

คดี รพ.สต.ทุ่งเตาใหม่ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเงิน 2.11 ล้านบาท หากแต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาเชิงโครงสร้างในการควบคุมภายในของหน่วยงานรัฐระดับพื้นที่ ที่หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ความเสียหายในลักษณะเดียวกันย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำได้อีกในอนาคต

และในท้ายที่สุด ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจไม่ใช่เพียงหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่คือประชาชนเจ้าของภาษี ซึ่งควรได้รับบริการสาธารณสุขจากงบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
สตง.
อดีต ผอ.รพ.สต.ทุ่งเตาใหม่
ยักยอกเงินหลวง
ป.ป.ช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดตัวบ.ย่านบางเลน คดีโกงสอบขรก.ท้องถิ่น-ผอ.เทศบาลฯวิเชียรบุรี กก.?
เปิดตัวบ.ย่านบางเลน คดีโกงสอบขรก.ท้องถิ่น-ผอ.เทศบาลฯวิเชียรบุรี กก.?