News Logo
หน้าแรก
อวสาน! คดีโกงภาษีVAT ยืนโทษ'สาธิต-พวก' จำคุกตลอดชีวิต-ชดใช้3.09 พันล.

อวสาน! คดีโกงภาษีVAT ยืนโทษ'สาธิต-พวก' จำคุกตลอดชีวิต-ชดใช้3.09 พันล.

16 มิ.ย. 2569 07:05
ผู้ชม 1,747 คน

"...สรุปภาพรวมคดีทุจริตคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกรมสรรพากร มูลค่าความเสียหายกว่า 3,097 ล้านบาท ศาลมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษ อดีตข้าราชการเจ้าหน้าที่สรรพากรและเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องหลายราย นายสาธิต อดีตอธิบดีกรมสรรพากร และนายศุภกิจ (หรือสิริพงศ์) ริยะการ อดีตสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 ถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยรายอื่นๆ ถูกคำนวณโทษรวมสูงถึงหลายร้อยปี ก่อนลดเหลือไม่เกิน 50 ปีตามกฎหมายแล้ว รวมกันชดใช้เงินหลวงคืนหลายพันล้าน ..."

จากกรณีปรากฏข่าวในช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษ นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร จำเลยที่ 1 นายศุภกิจ หรือสิริพงศ์ ริยะการ หรือริยะการธีรโชติ อดีตสรรพากรพื้นที่ กทม. เขต 22 (บางรัก) จำเลยที่ 2 นายประสิทธิ์ อัญญโชติ จำเลยที่ 3 นายกิติศักดิ์ อัญญโชติ จำเลยที่ 4 คดีทุจริตการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร มูลค่าความเสียหายกว่า 3 พันล้านบาท

โดยศาลฯ มีคำพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลาย ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นไปเสีย แต่เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิต

ลงโทษจำคุก จำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 เป็นเวลา 6 ปี 8 เดือน ให้จำเลยที่ 1, 2, 3 ร่วมกันชดใช้เงิน 3,097,016,533.99 บาท แก่กรมสรรพากระทรวงการคลัง และนับโทษของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฟย.23/2560 คดีหมายเลขแดงที่ ฟย.47/2561 ของศาลอาญา

ริบของกลางทองคำแท่งน้ำหนัก 77 กิโลกรัม ทองคำแท่งน้ำหนักรวม 7,000 บาททองคำตามคำขอท้ายฟ้อง และทองคำแท่งทุกรายการที่ส่งมอบแก่คณะกรรมการจัดการทรัพย์สิน เมื่อวันที่ 15 พ.ย.62 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

รวมทั้งให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4

สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้าล่าสุดคดีนี้ว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น

เป็นว่า

จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) กับมาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 341 (เดิม) ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) (เดิม) (7) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86

การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม กระทำการใด ๆ โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน และฐานร่วมกันเป็นผู้ประกอบการโดยเจตนานำใบกำกับภาษีปลอมหรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในเครดิตภาษี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 6 ปี 8 เดือน

ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงิน 3,097,016,533.99 บาท แก่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามความเห็นของอัยการสูงสุด(อสส.) ที่จะไม่ฎีกาคำพิพากษาดังกล่าว

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.

สำหรับข้อเท็จจริงคดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2558 และส่งสำนวนเอกสารหลักฐานให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย

ข้อเท็จจริงในคดีสรุปได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2555-26 ตุลาคม 2556 นายสาธิต จำเลยที่ 1 นายศุภกิจ หรือสิริพงศ์ ริยะการ หรือริยะการธีรโชติ จำเลยที่ 2 นายประสิทธิ์ จำเลยที่ 3 นายกิติศักดิ์ จำเลยที่ 4 ร่วมและสนับสนุนการกระทำความผิด ร่วมกันขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยแสดงข้อความเท็จหลอกลวงกรมสรรพากรเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรและเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 เพื่อให้ได้ไปซึ่งเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากกรมสรรพากรและรัฐโดยทุจริต

พฤติการณ์ของจำเลยกับพวก เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อให้ข้อเท็จจริงที่บริษัทนิติบุคคลทั้ง 25 แห่งนั้น ไม่มีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นการฉ้อฉลนั้นถูกปกปิด จนที่สุดจำเลยที่ 2 ด้วยความรู้เห็นเป็นใจของจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาอนุมัติคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทนิติบุคคลทั้ง 25 แห่งจำนวนหลายครั้ง ในการนี้นายประสิทธิ์ อัญญโชติและนายกิติศักดิ์ อัญญโชติ ทั้ง 2 คนเป็นพ่อลูกกัน กับพวกได้มารับเอาเงินจำนวนตามที่ได้มีการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทนิติบุคคลทั้ง 25 แห่งดังกล่าว ไปแบ่งปันกันโดยทุจริตกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1ได้นำเงินบางส่วนที่ได้รับแบ่งปันโดยทุจริตไปซื้อทรัพย์สินเป็นทองคำแท่งไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัว การกระทำของพวกจำเลยดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจของตนไปโดยมิชอบและทุจริตเบียดบังเงินของรัฐที่อยู่ในอำนาจจัดการดูแลเก็บรักษาของตน ไปเป็นของตนเองและบุคคลอื่นโดยทุจริต เป็นเหตุให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลังและรัฐได้รับความเสียหายเป็นเงิน 3,097,016,533.99 บาท

สำหรับตัวการร่วมอีก 3 ราย คือ นายวีรยุทธ แซ่หลก นางสาวสายธาร แซ่หลก และนายสุรเชษฐ์ มหารำลึก อยู่ระหว่างการหลบหนี ยังไม่สามารถติดตามตัวกลับมาได้

ในส่วนผลคดีทุจริตอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร มูลค่าความเสียหายกว่า 3 พันล้านบาท นั้น

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 กรณีกล่าวหานายพายุ สุขสุดเขียว อดีตสรรพากรพื้นที่ สมุทรปราการ 1 กรมสรรพากร กับพวก คือ นายป้อมเพชร วิทยารักษ์ , นางศศิพิมพ์ หรือนางจรรยรัศม์ บรรดาเสียง , นางสาวอารีย์วรรณ เถาสุวรรณ์ หรือนางสาวรุจิพัชร์ วุฒิรัฐเรืองกิจ และ นายสุวัฒน์ จารุมณีโรจน์ อดีตข้าราชการระดับ 8 สรรพากรพื้นที่ กทม. เขต 22 ทุจริตในการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 151 และ 157 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ดังนี้

1. ลงโทษจำคุก นายพายุ สุขสุดเขียว จำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี รวม 43 กระทง จำคุกรวม 215 ปี รวม กับโทษจำคุกตามคำพิพากษาชั้นต้น 40 กระทง เป็น 83 กระทง มีกำหนด 415 ปี

2. ลงโทษจำคุก นายสุวัฒน์ จารุมณีโรจน์ จำเลยที่ 5 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 43 กระทง จำคุก 129 ปี 172 เดือน รวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาชั้นต้น 40 กระทง เป็นจำคุก 83 กระทง มีกำหนด 249 ปี 332 เดือน

3. จำคุก นายป้อมเพชร วิทยารักษ์ จำเลยที่ 2 และ นางสาวอารีย์วรรณ เถาสุวรรณ์ หรือนางสาวรุจิพัชร์ วุฒิรัฐเรืองกิจ จำเลยที่ 4 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 6 กระทง จำคุก 18 ปี 24 เดือน รวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 11 กระทง เป็น จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 รวม 17 กระทง รวมจำคุก 51 ปี 68 เดือน

4. จำคุก นางศศิพิมพ์ หรือนางจรรยรัศม์ บรรดาเสียง จำเลยที่ 3 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 12 ปี 16 เดือน รวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 11 กระทง เป็นจำคุก 45 ปี 60 เดือน

ความผิดที่ลงโทษแก่จำเลยทั้งห้าที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ไม่เกิน 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันคืนเงิน 1,140,872,922.01 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมรับผิดไม่เกิน 130,927,245.02 บาท และจำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดไม่เกิน 101,590,064.89 บาท แก่สรรพากรผู้เสียหาย

เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่ฏีกาคำพิพากษา เช่นกัน

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.

ขณะที่เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา มีการขนย้ายทองคำมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ในช่วงปี 2567 ให้รายการสั่งซื้อทองคำแท่งในชื่อของนายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร กับบริษัท ฮั่วเซงเฮง คอมโมดิทัช จำกัด รวม 15 รายการ จำนวน 318 กิโลกรัม โดยเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินของนายสาธิต ที่ได้มาจากการร่ำรวยผิดปกติ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ไปเก็บรักษาไว้ที่ โรงกษาปณ์ กรมธนารักษา คลอง 1 แล้ว

ภาพประกอบข่าว

ภาพประกอบข่าว

บทสรุปข้อมูลภาพรวมคดีทุจริตคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกรมสรรพากร มูลค่าความเสียหายกว่า 3,097 ล้านบาท ณ ปัจจุบัน

ศาลมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษ อดีตข้าราชการเจ้าหน้าที่สรรพากรและเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องหลายราย นายสาธิต อดีตอธิบดีกรมสรรพากร และนายศุภกิจ (หรือสิริพงศ์) ริยะการ อดีตสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 ถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยรายอื่นๆ ถูกคำนวณโทษรวมสูงถึงหลายร้อยปี ก่อนลดเหลือไม่เกิน 50 ปีตามกฎหมายแล้ว รวมกันชดใช้เงินหลวงคืนหลายพันล้าน

นับเป็นจุดจบสำคัญของคดีทุจริตภาษีที่สร้างความเสียหายต่อรัฐมากที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ และเป็นคดีที่มีบทลงโทษรุนแรงที่สุดคดีหนึ่งของวงการราชการไทย

ที่ต้องบันทึกไว้จดจำ เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจ ข้าราชการกรมสรรพากร และข้าราชการเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นทั่วประเทศ ไม่ให้เดินย้ำซ้ำรอยเอาเป็นเยี่ยงอย่างทั้งปัจุบันและอนาคตสืบไป


แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
คดีโกงภาษีVAT
กรมสรรพากร
สาธิต รังคสิริ
จำคุกตลอดชีวิต
ป.ป.ช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผมไม่ใช่ทนายปีศาจ! เจาะธุรกิจ 'ทนายตั้ม' เหลือบริษัทเดียวขาดทุน 1 ล.
ผมไม่ใช่ทนายปีศาจ! เจาะธุรกิจ 'ทนายตั้ม' เหลือบริษัทเดียวขาดทุน 1 ล.