เผยผลคดีทุจริตสร้างสนามฟุตซอล อบต.คำเขื่อนแก้ว ในส่วน 'กนกวรรณ ญาวงค์' อดีตนายกฯ ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุก 9 เดือน รับสารภาพ ได้รอลงอาญา หลังก่อนหน้านี้ พวก 3 ราย โดนคนละ 6 เดือน ได้รอลงอาญาทั้งหมด เหตุสำนึกผิด ทำตามนายสั่ง ไม่ปรากฏได้รับทรัพย์สินประโยชน์อย่างอื่น งานไม่เสียหาย
จากกรณีสำนักข่าว Next News รายงานข่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นางสาวกนกวรรณ ญาวงค์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี กับพวก ทุจริตโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล หมู่ที่ 1 บ้านคำเขื่อนแก้ว พร้อมป้ายโครงการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 86 พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567
โดยคดีนี้ ปรากฏชื่อ นางอรวรรณ ปิ่นอนันต์สกุล เป็นจำเลยที่ 1 , นางจิราภรณ์ ภักดีการ หรือภิญโญ จำเลยที่ 2 และ นางอรไท สารีแผลง จำเลยที่ 3
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 3 มีความผิด ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท
รับสารภาพลดโทษเหลือคงจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยทั้งสามเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา โดยไม่ปรากฏว่าได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่น อีกทั้งผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างสนามฟุตซอลจนแล้วเสร็จ ใช้งานได้ดีจนถึงปัจจุบัน จำเลยทั้งสามสำนึกในความผิด เห็นควรให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนดคนละ 2 ปี

ภาพประกอบรายงาน
ล่าสุด สำนักข่าว Next News สืบค้นพบข้อมูลผลคดีในส่วนของ นางสาวกนกวรรณ ญาวงค์ อดีตนายก อบต. คำเขื่อนแก้ว พบว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุก 9 เดือน หลังรับสารภาพ ได้รอลงอาญา 2 ปี เช่นกัน
โดยศาลฯ มีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 (เดิม), 162 (1) (4) (เดิม) และ พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 40,000 บาท
จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 20,000 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่า คณะกรรมการตรวจรับงานจ้างได้ตรวจรับงานจ้างครบถ้วนตามสัญญา สนามฟุตซอลตามโครงการใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ เป็นประโยชน์แก่ชุมชนโดยรวม ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี
โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนดดังกล่าว ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.




