"...เรื่องในเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์กรณีนายศักดิ์สยาม มี 2 ส่วน 1.การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน 2.การดำเนินคดีทางอาญา ในกรณีการตรวจสอบทรัพย์สิน ถ้ามีพยานหลักฐานเพิ่มเติม ผู้กล่าวหาสามารถส่งมาได้ ถ้าหากยังอยู่ภายใต้อายุความ ซึ่งจากการสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่มาจะมี 2 ส่วน 1.ถ้ายื่นบัญชีมาที่ ป.ป.ช. ในกรณีการยื่นใหม่ ๆ จะเป็นการตรวจสอบแบบปกติ 2.ถ้ามีเรื่องร้องเรียนจะตรวจสอบแบบยืนยัน เมื่อตรวจสอบยืนยันแล้วพบว่ามีความผิดปกติก็จะตรวจสอบเชิงลึก ที่จะมีการเชิญพยานบุคคลมาให้ปากคำต่อไป ซึ่งจากเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่ก็ได้มีการตรวจสอบยืนยันแล้ว และนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบการพิจารณาและเรียกเอกสารจากบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบยืนยันแล้ว ผลก็เห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะไปตรวจสอบเชิงลึกได้..."
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน มีการประชุมพิจารณาเรื่อง ‘การดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ’ มีนางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม
ในการประชุมครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ การนำกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คดีกล่าวหาซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม สวนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นตัวอย่างในการศึกษาการทำงานของ ป.ป.ช.
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กรรมาธิการกิจการศาลฯ ถามถึงระเบียบการไต่สวนของคณะกรรมการป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายศักดิ์สยาม มีรายละเอียด ดังนี้
-กรณีคดีของนายศักดิ์สยาม
1.ที่ป.ป.ช.ยุติไว้ที่แค่การตรวจสอบเบื้องต้น ในกรณีนี้คนที่ตัดสินใจคือคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับมอบหมาย
2.กรณีที่มีการมอบหมายกรรมการ ป.ป.ช. 1 คน ได้มีการแจ้งผู้กล่าวหาให้ผู้กล่าวหามีโอกาสขอทบทวนคำสั่ง ได้มีการดำเนินการหรือไม่
3.กรณีที่ไม่ได้มีการมอบหมาย โดยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ขั้นตอนในการเปิดให้ผู้กล่าวหาขอทบทวนคำสั่งมีได้หรือไม่ หรือมีได้เฉพาะกรณีที่มอบหมายกรรมการ ป.ป.ช.
-กรณีการเปิดเผยผลการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนายศักดิ์สยาม ที่ต้องมีการเปิดเผยรายงานการตรวจสอบ ข้อบังคับในการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินเหมือนกันหรือ สำหรับการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินแบบปกติ แบบยืนยัน และแบบเชิงลึก
-ในกรณีของนายศักดิ์สยาม มีการเปิดเผยรายงานการตรวจสอบแบบปกติและแบบยืนยันแล้วหรือไม่ เพราะตนเองเข้าใจว่าไม่มีการตรวจสอบแบบเชิงลึก และถ้าเปิดเผยแล้วมีรานละเอียดอย่างไร เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์หรือไม่
-ในกรณีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและคดีอาญาของนายศักดิ์สยาม มีการตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองซึ่งเป็นคนละคณะ เพื่อกลั่นกรองเรื่องก่อนส่งเรื่องเข้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. การตั้งคณะอนุกรรมการเหล่านั้นอาศัยระเบียบข้อใด ตั้งเมื่อไหร่ และมีใครบ้าง
@ ชี้แจงกระบวนการทำงานของ ป.ป.ช.
นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวชี้แจงว่า เรื่องที่นายพริษฐ์ถาม ทาง ป.ป.ช. ไม่ได้เตรียมมา แต่เตรียมเรื่องอื่น ๆ มา แต่จะพยายามตอบในหลักการ โดยเรื่องการไต่สวน และการตรวจสอบทรัพย์สิน จะแยกเป็น 2 หมวด หมวดว่าด้วยการไต่สวน จะเริ่มตั้งแต่รับเรื่องแล้วตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งในส่วนนี้จะแยกเป็น 2 ส่วน คือ 1.การตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น 2.การไต่สวน ซึ่งทั้งหมดนี้เรียกว่าหมวดการไต่สวน ในส่วนของการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น อยู่ในมาตรา 49 เป็นหลัก
"เดิมทีเรื่องเยอะจึงมอบหมายให้ท่านเลขาธิการ (เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.) ไปรับผิดชอบตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ทางฝ่ายสำนักงานก็รับไปตรวจสอบเบื้องต้น ส่วนกระบวนการนำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีการมอบหมายให้กรรมการ ป.ป.ช. รายเดียวในการกรองงาน เพื่อจะมีความเห็นว่า เมื่อเจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานแล้วนำเสนอคณะอนุกรรมการ มีคนกรองงานคือคณะอนุกรรมการ คณะอนุกรรมการมีความเห็นอย่างไร ก็นำเสนอกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะลงนามเห็นชอบตามที่ได้พิจารณา ซึ่งจะแจ้งผลตามมาตรา 49" นายพัฒนพงศ์ กล่าว
นายพัฒนพงศ์ กล่าวว่า เมื่อแจ้งผลไปแล้ว หากผู้กล่าวหามีข้อโต้แย้งเพิ่ม หรือมีพยานหลักฐานเพิ่ม ก็ส่งเข้ามาได้ จากนั้นจะนำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เหล่านี้เป็นกระบวนงานที่ทำให้งานไม่ค้าง รอเข้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. อย่างเดียว ใช้วิธีการว่าถ้าเข้าคณะกรรมการป.ป.ช. ชุดใหญ่ คือกรณีที่ผู้กล่าวหามีการโต้แย้งคัดค้านกลับมาหรือส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติมกลับมา
"โดยสรุปคือทุกเรื่องมีโอกาสเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ทั้งหมด ในกรณีผู้กล่าวหามีพยานหลักฐานเพียงพอหรือเพิ่มเติม ที่ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในส่วนนั้น" นายพัฒนพงศ์ กล่าว
นายพัฒน์พงศ์ กล่าวว่า ในส่วนของความแตกต่างระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กับการไต่สวน คือ การตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น จะไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ส่วนการไต่สวนจะมีการแจ้งข้อกล่าวหา ส่วนกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่เริ่มนั้น เริ่มจากเลขาธิการ ป.ป.ช. ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้รับเรื่อง จากนั้นเลขาธิการ ป.ป.ช. ก็มอบหมายให้ส่วนของสำนักงาน ป.ป.ช. (พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.) รวบรวมพยานหลักฐาน แต่ในขั้นตอนการพิจารณา กฎหมายสามารถให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบอำนาจให้กรรมการ ป.ป.ช. 1 ราย มาพิจารณาได้ เพื่อไม่ให้ทุกเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถ้าหากไม่มีการโต้แย้ง ถ้าเรื่องใดยุติหรือไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ ก็จะแจ้งให้ผู้กล่าวหาโต้แย้งกลับมา ถึงจะเข้าสู่คณะกรรมการ ป.ป.ช.
นายพัฒน์พงศ์ กล่าวว่า หากผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นพบว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถมีคำสั่งให้ยุติเรื่องได้ ซึ่งในกรณีนี้ ป.ป.ช. จะต้องแจ้งผลให้ ผู้กล่าวหาทราบ และผู้กล่าวหายังคงมีสิทธิ์โต้แย้งหรือนำเสนอพยานหลักฐานใหม่เพิ่มเติมเพื่อขอให้ทบทวนการพิจารณาได้ เมื่อนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็จะมีการพิจาณาว่าการโต้แย้งของผู้กล่าวหาฟังขึ้นหรือไม่ จะเดินหน้าการไต่สวนต่อไปหรือไม่ ในกรณีที่การตรวจสอบพบว่าพยานหลักฐานเพียงพอ คณะอนุกรรมการชุดเดียวกันจะทำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อทำเรื่องตั้งไต่สวน ส่วนในกรณีของนายศักดิ์สยาม เท่าที่ทราบในส่วนของการดำเนินคดีอาญานายศักดิ์สยามอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และยังไปไม่ถึงขั้นตอนการไต่สวน
@ เผยคดี ‘ศักดิ์สยาม’ ถ้ามีหลักฐานใหม่ก็ส่งมาได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรรมาธิการกิจการศาลฯ ถามว่า สรุปแล้วเรื่องของนายศักดิ์สยามยุติแล้วหรือยังไม่ยุติกันแน่ เพราะจากเอกสารแถลงข่าวของป.ป.ช. ทำให้เข้าใจว่าเรื่องยุติแล้ว
นายพัฒน์พงศ์ ตอบว่า เรื่องในเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์กรณีนายศักดิ์สยาม มี 2 ส่วน 1.การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน 2.การดำเนินคดีทางอาญา ในกรณีการตรวจสอบทรัพย์สิน ถ้ามีพยานหลักฐานเพิ่มเติม ผู้กล่าวหาสามารถส่งมาได้ ถ้าหากยังอยู่ภายใต้อายุความ ซึ่งจากการสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่มาจะมี 2 ส่วน 1.ถ้ายื่นบัญชีมาที่ ป.ป.ช. ในกรณีการยื่นใหม่ ๆ จะเป็นการตรวจสอบแบบปกติ 2.ถ้ามีเรื่องร้องเรียนจะตรวจสอบแบบยืนยัน เมื่อตรวจสอบยืนยันแล้วพบว่ามีความผิดปกติก็จะตรวจสอบเชิงลึก ที่จะมีการเชิญพยานบุคคลมาให้ปากคำต่อไป ซึ่งจากเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่ก็ได้มีการตรวจสอบยืนยันแล้ว และนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบการพิจารณาและเรียกเอกสารจากบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบยืนยันแล้ว ผลก็เห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะไปตรวจสอบเชิงลึกได้
นายอภิสิทธิ์ ถามว่า กรณีการตรวสอบทรัพย์สินตามคำร้องของ สส. อยู่ในขั้นตอนที่ ป.ป.ช. จะแจ้งคำร้องกลับไปใช่หรือไม่ ยังไม่ได้จบ ถ้าหากแจ้งมาแล้ว หากผู้ร้องเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็สามารถยื่นกลับไปได้
นายพัฒน์พงศ์ ตอบว่า ใช่ ตามมาตรา 111 ระบุไว้เช่นนั้น
นายอภิสิทธิ์ ถามว่า กรณีที่กล่าวมาข้างต้นเป็นคนละคดีกับคดีการแทรกแซงการรับงานรัฐ ที่เป็นความผิดอาญาใช่หรือไม่
นายพัฒน์พงศ์ ตอบว่า คดีแทรกแซงงานรัฐที่คาบเกี่ยวกับทางอาญาจะมีกระบวนงานแบบที่ตอบไปในช่วงแรก การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินอยู่ในหมวด 5 การไต่สวนอยู่ในหมวด 2 และระเบียบก็จะแยกกันคนละระเบียบ แต่วิธีการทำงานเมื่อตรวจสอบแล้วได้ผลเป็นยังไง ก็จะแจ้งผลเหมือนกัน แต่วิธีการแจ้งก็อาจจะแจ้งโดยการประกาศหรือวิธีอื่น
นายอภิสิทธิ์ ถามว่า ประเด็นการขัดกันของผลประโยชน์มีการวินิจฉัยหรือยัง
นายพัฒน์พงศ์ ตอบว่า ในส่วนนี้ตนเองเห็นจากข่าวประชาสัมพันธ์ ตนเองไม่แน่ใจว่ารายละเอียดเชิงลึกเป็นอย่างไร แม้กระทั่งสำนวณตนเองก็ยังไม่สามารถดูได้
@ ป.ป.ช.อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงประเด็นจริยธรรม ‘ศักดิ์สยาม’
นายอภิสิทธิ์ ถามว่า ที่แถลงข่าวมาระบุว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาประเด็นจริยธรรม กำลังพิจารณาเรื่องใดอยู่
นายพัฒน์พงศ์ ตอบว่า จะมีในส่วนของผู้ร้องท่านอื่นที่ร้องมาในประเด็นนี้ คือ ทาง ป.ป.ช. ไม่ได้รวมเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อมีคนมาร้องเรียนก็จะแบ่งงานไปตามสำนักและส่วนงาน เช่น ด้านไต่สวนธรรมดา ด้านไต่สวนจริยธรรม แต่เรื่อเงหล่านี้จะใช้กระบวนการเดียวกันในการตรวจสอบที่เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และถ้ามีพยานหลักฐานเพียงพอก็เข้าสู่การไต่สวน แต่คดีจริยธรรมจะต่างจากคดีอาญา เพราะคดีจริยธรรมจะดูที่พฤติการณ์เป็นหลัก ผลของคดีอาจจะเหมือนหรือต่างกันก็ต้องรอดูผล แต่คดีที่ผ่านมีทั้งเหมือนและต่าง แต่ผลลัพธ์ก็สามารถแตกต่างกันได้เพราะองค์ประกอบไม่เหมือนกัน จากที่ถามข้อมูลมาคดีนี้ยังอยู่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น
นางสาวพนิดา ถามว่า จากการตรวจสอบข้อมูลของนายศักดิ์สยามพบว่าไม่ได้มีการจงใจปกปิดข้อมูลการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน โดยปกติจะแจ้งกลับไปที่ผู้กล่าวหา/ผู้ร้อง แต่เนื่องจากที่ป.ป.ช. บอกว่ามีคนร้องเรื่องนี้มาเยอะ จึงอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะแจ้งกลับไปที่ผู้ร้องทุกราย แต่ระหว่างที่อยู่ในกระบวนการนั้น ป.ป.ช. ก็มีการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ เพราะเหตุใด ป.ป.ช. จึงเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์คดีนายศักดิ์สยาม
นายพัฒน์พงศ์ ตอบว่า ตนเองเข้าใจว่ากระบวนการที่แจ้งอยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะว่ามีมติอยู่แล้วว่าให้แจ้ง จากที่เจ้าหน้าที่บอกมาเนื่องจากมีคำร้องเรื่องนี้เข้ามาหลายคำร้อง จึงต้องดูรายละเอียดให้ตกผฃึกก่อนว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร แต่ต้องแจ้งอย่างแน่นอน ซึ่งตรงนี้ตนเองได้รับแจ้งมาจากเจ้าหน้าที่เช่นนี้ เพราะเข้าไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับมติไม่ได้
นายอภิสิทธิ์ ถามว่า ทำไมในการแถลงข่าวจึงไม่ระบุให้ชัด ตนเองอ่านกี่ครั้งก็เข้าใจว่านายศักดิ์สยามไม่ได้จงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ถ้าบอกว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ จึงเป็นคำถามว่าทำไมจึงมีการแถลงข่าวและทำไมการแถลงข่าวไม่ระบุให้ชัดว่ากรณีนี้ยังไม่ยุติ
นายพัฒน์พงศ์ ตอบว่า เข้าใจว่ามีการเข้าใจคำว่า ‘ยุติ’ อาจมีความแตกต่างกัน ในความหมายของข่าวประชาสัมพันธ์ของ ป.ป.ช. หมายความว่ายุติในขั้นตอนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ในตอนนี้ แต่จะยุติจริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้กล่าวหามีการโต้แย้งกลับมาหรือไม่ ถ้าเรื่องไหนไม่โต้แย้งกลับมาก็นับตั้งแต่ที่ ป.ป.ช. มีมติก็ยุติเลย แต่ถ้าผู้กล่าวหาโต้แย้งกลับมาแล้วมีพยานหลักฐานเพียงพอก็ไปต่อได้ ถ้าขีดเส้นในปัจจุบันถ้าไม่มีการโต้แย้งกลับมาก็ถือว่ายุติ แต่ถ้าเป็นกระบวนการทางกฎหมายก็สิ้นสุดต่อเมื่อหมดอายุความ
นายอภิสิทธิ์ ถามว่า ถ้าบอกว่าต้องแจ้งผู้ร้องก่อน โดยข้อเท็จจริงเรื่องนี้วินิจฉัยเดือน ก.ย. 2568 แถลงข่าว เม.ย. 2569 แต่ปัจจุบันเดือน พ.ค. 2569 ยังไม่มีการแจ้งมาที่ผู้ร้อง และปัญหาของการสื่อว่ายุติหรือไม่ยุติมีผลกระทบ เนื่องจากในกฎหมายของ ป.ป.ช. ระบุว่าถ้าเรื่องไหนวินิจฉัยเด็ดขาดแล้วหรือจบแล้ว จะไม่สามารถนำเรื่องเดิมมาร้องได้อีกแม้จะอยู่ในอายุความ ยกเว้นแต่มีพยานหลักฐานใหม่ ตนเองจึงต้องถามให้ชัดว่าแปลว่าที่แถลงไปเรื่องนี้ยังไม่เด็ดขาดใช่หรือไม่
นายพัฒน์พงศ์ ตอบว่า ตามกฎหมายถ้ามีพยานหลักใหม่ กระบวนงานก็จะเริ่มใหม่ ถือว่ายังไม่ยุติภายใต้อายุความ ขึ้นอยู่กับจะมีการโต้แย้งพยานหลักฐานและเป็นพยานหลักฐานใหม่หรือไม่




